อำนาจการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ และทางออกของประชาชน

คำปราศรัยสาธารณะ โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
14 ตุลาคม 2543 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พี่น้องทั้งหลายและมิตรสหายทั้งหลาย...

ก่อนอื่น...ผมขอแสดงความยินดีต้อนรับทุกท่าน ที่ได้กลับมาเยือน 'สนามรบ'
ดั้งเดิมของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย...
ในเดือนตุลาคมของ 27 ปีก่อน
ดอกไม้แห่งเสรีภาพได้ผลิบานเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ จากนั้นเมล็ด
พันธุ์แห่งการต่อสู้ก็ได้หว่านเพาะไปทั่วแผ่นดินไทย...
ถามว่าแล้วทำไมในวันนี้เราจึงต้องกลับมาพบกันอีก...
แน่นอน
นี่มิได้เป็นแค่พิธีกรรมรำลึกถึงวีรกรรมเก่าก่อนเท่านั้น...หากเป็นการชุมนุมกันเพื่อถามหาผลพวงการต่อสู้
ที่ถูก แย่งชิงไป...ถามหาความหมายของชีวิตเลือดเนื้อที่เคยสละแลกกับความรุ่งเรืองของปิตุภูมิ
ถามหาอิสรภาพของ ชาติ... และอำนาจอธิปไตยของประชาชน

การต่อสู้ 14 ตุลาคมอันยิ่งใหญ่ เป็นต้นแบบของการเมืองภาคประชาชน
ในบรรดาผู้คนเรือนแสนเรือนล้าน ไม่มีแม้แต่
วิญญาณเดียวที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
ทุกคนเสี่ยงภัยอันตรายเพื่อร่วมกัน สร้างชีวิตที่ดีกว่า...
ร่วมกันสร้างระบอบการเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของ...โดยยอมเอาตัวเองเป็นอิฐหินดินทรายวาง
รากฐาน...

ในครั้งนั้น...จิตวิญญาณเฉกเช่น 'นักรบ' เดือนตุลา
ไม่เพียงเปล่งประกายจุดความหวังให้กับคนทั้งชาติ หากยังกอบกู้
ประเทศไทยให้มีฐานะทัดเทียมอารยประเทศ...มีเกียรติภูมิ
มีศักดิ์ศรีปรากฏก้องไปทั่วโลก...ว่านี่มิใช่ชาติพันธุ์ที่ต่ำต้อย
และไม่ใช่ดินแดนที่ใครจะมาข่มเหงครอบงำโดยง่าย....
แต่ 27 ปีผ่านไป...แม้สิทธิเสรีภาพยังคงอยู่...แต่บ้านเมืองกลับตกอยู่ในห้วงวิบากกรรมราวถูกสาป

ถึงวันนี้เราพูดไม่ได้ เต็มปากอีกแล้วว่า
บ้านเราเมืองเรามีฐานะอันใดในระดับสากล...เราพูดไม่ได้เลยว่าประเทศไทยในสภาพปัจจุบันคือ
ประเทศในอุดมคติ... เราพูดไม่ได้ว่านี่คือแผ่นดินที่ร่มเย็นเป็นสุข
วิกฤตเศรษฐกิจที่แผ่คลุมประเทศชาติราวเมฆร้ายตลอดระยะสามปีที่ผ่านมา...

ไม่เพียงสะท้อนความผิดพลาดของ
ผู้รับผิดชอบประเทศ...ไม่เพียงสะท้อนการผิดทิศของแนวทางพัฒนา...หากยัง
สะท้อนสภาวะที่ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง ของประชาชน...

พี่น้องทั้งหลาย มิตรสหายทั้งหลายครับ...
หลังจากผ่านการสำรวจปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว ผมเสียใจที่จะต้องเรียนตรงๆ
ว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้มีความหนักหน่วง ที่สุดในระยะ 50 ปี นับจากสงครามโลกครั้งที่สอง...
และถ้าเราจะพูดกันตามความจริง ก็คงต้องบอกว่ามันมิได้เป็นแค่วิกฤตเศรษฐกิจอย่างเดียว
หากเป็นวิกฤตชาติ... ที่บวก รวมทั้งความล้มเหลวในการบริหารจัดการธุรกิจ
ความล้มเหลวของระบบการเมืองและระบบบริหารราชการแผ่นดิน
ความล้มเหลวของระบบการศึกษา วัฒนธรรม การล่มสลายของภาคเกษตรกรรมและสังคมชนบท
กระทั่งบวกรวมวิกฤต ทางด้าน จิตสำนึกและจิตวิญญาณ...

ถามว่าแล้วเราจะเริ่มต้นสะสางปัญหากันอย่างไร
คำตอบของผมอาจจะมีลักษณะกำปั้นทุบดินสักนิด...แต่เราก็ไม่มีทางเลือกเป็นอื่น
นอกจากจะเริ่มต้นด้วยการทำความ เข้าใจ ภาพของวิกฤตโดยองค์รวม...
สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่พวกเรามาถึงวันคืนอันเลวร้ายเช่นนี้
อยู่ที่ฐานะของประเทศไทยในระบบทุนนิยมโลก... มันเป็นฐานะของประเทศทุนนิยมล้าหลัง
ซึ่งอ่อนแอทั้งในด้านพลังการผลิต ขาดแคลนทักษะเกี่ยวกับการบริหารจัดการ
ขาดอิสรภาพแท้จริงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
และเป็นเพียงหุ้นส่วนรายย่อยในตลาดการค้าสากล
ในสถานภาพดังกล่าว...

อันที่จริงเราก็จ่ายราคามามากแล้ว ด้วยการมุ่งผลิตสินค้าส่งออกราคาถูก
ยอมกดทั้งค่าแรงงาน และราคาผลผลิตทางเกษตร เพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาดภายนอก
ทำให้ประชากรไทยจำนวนมหาศาลตกอยู่ในสภาพ ด้อยพัฒนาขณะที่ประเทศกำลัง'พัฒนา'
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้าง อุตสาหกรรมแบบ
'หางเครื่อง' ที่แยกไม่ออกจากการพึ่งพิงบริษัทต่างชาติ
ทว่าทั้งหลายทั้งปวงนี้...แม้จะมีจุดอ่อนข้อบกพร่อง
แต่ก็คงไม่ถึงกับทำให้เราตกอยู่ในวิกฤตหนักหน่วงอย่างในปัจจุบัน
ถ้าหากเราไม่ผลีผลามเข้าไปยอมรับสิ่งที่เรียกว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism)
ซึ่งเป็นกระแสครอบงำของยุค โลกาภิวัฒน์...

แนวคิดดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่บรรดาบรรษัทข้ามชาติ หรือทุนใหญ่ระดับโลก
มีไว้หว่านล้อมประเทศที่อ่อนแอ ให้เปิดประตูค้าเสรี เปิดระบบการเงินเสรี
เพื่อว่าพวกเขาจะได้เข้ามาครอบงำโดยสะดวก...พวกเขาได้นำปรัชญาเสรีนิยม
ฉบับคลาสสิคมาดัดแปลงให้เข้ากับฐานะเหนือกว่าของตัวเอง...
สร้างมายาภาพเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อปกปิดการ
ผูกขาดในระดับสากล...สร้างภาพลวงตาเรื่องโลกใหม่ไร้พรมแดน
และความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ เพื่อเป็นม่าน
ควันอำพรางการขูดรีดเอาเปรียบชาติพันธุ์ต่างๆ ด้วยอำนาจการเงินของตน...

องค์กรสำคัญของทุนข้ามชาติ อย่างเช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
และองค์กรการค้าโลก (WTO) แท้จริง แล้วล้วนทำหน้าที่วางกรอบกฎเกณฑ์
กดดันให้ประเทศที่เสียเปรียบทั้งหลายยกเลิกมาตรการป้องกันตนเอง...
องค์กรเหล่านี้ ทำหน้าที่ทั้งควบคุมเงินกู้ระหว่างประเทศ
ทั้งผลักดันให้ลดอัตราภาษีศุลกากรที่จะเก็บจากสินค้าของ ประเทศอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกันก็กดดันให้ยกเลิกการคุ้มครองสินค้าจากภาคเกษตร ผลักดันเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์
และมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) ต่างๆ ซึ่งมีแต่ทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเสียเปรียบยิ่งขึ้น...

การเปิดเสรีทางด้านการค้าและทางด้านการเงินในกรณีของประเทศไทย
ในเบื้องแรกได้ก่อให้เกิดภาพลวงของการเติบโต ทางเศรษฐกิจในระดับที่เหลือเชื่อ
เนื่องจากการไหลเข้ามาของเงินกู้จากต่างประเทศ ทั้งที่กู้โดยภาครัฐและภาคเอกชน
ในระยะหนึ่งเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวถึง13.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงที่สุดในโลก
และยังคงขยายตัวในอัตราที่สูงกว่า สิบเปอร์เซ็นต์หลายปีต่อเนื่องกัน
สภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ชนบทยังคงถูกทิ้งร้าง กระทั่งถูกแย่งชิงพื้นที่ทำกิน
ถูกเอารัดเอาเปรียบจนกลายเป็นเรื่อง ปกติในชีวิตประจำวัน...

แต่ผู้สังกัดเศรษฐกิจภาคเมือง กลับเกิดอุปทานใหญ่โตในเรื่องความมั่งคั่งของตนเอง
เงินกู้ที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย เป็นปริมาณมหาศาล
แทนที่จะถูกนำไปพัฒนาพลังการผลิตหรือเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของคนไทย
ตลอดจนบูรณะฟื้นฟูส่วนที่อ่อนด้อยของประเทศชาติ
กลับกลายเป็นบ่อเกิดของลัทธิบริโภคนิยมสุดขั้ว เป็นบ่อเกิดของ
การโกงกินทุจริตอย่างกว้างขวางทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
มีการปล่อยเงินกู้โดยสถาบันการเงินต่างๆ ในระดับร้อยล้าน
พันล้านโดยไม่มีหลักค้ำประกันที่แท้จริง และปล่อยกู้ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะไม่ได้คืน...

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยที่สุดท้ายแล้ว
แหล่งเงินกู้ในต่างประเทศจึงพากันทวงเงินของตนกลับไป ก่อให้เกิดวิกฤต
เศรษฐกิจโดยฉับพลันขึ้นในประเทศไทย จู่ๆ
เราก็พบว่าเงินทองที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองหายวับไปกับตา...
มิหนำซ้ำค่าของเงินบาทที่ทรุดฮวบลง ก็ยิ่งทำให้หนี้สินเพิ่มพูนขึ้นถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์
ประเทศไทยกลายเป็นกรณีแรกๆ ของวิกฤตฟองสบู่แตก
จนทั่วโลกพากันล้อเลียนเราและเรียกวิกฤตแบบนี้ว่า 'โรคต้มยำกุ้ง'
อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจฟองสบู่นั้น
ไม่ใช่เป็นเรื่องของทรัพย์สินเงินตราอย่างเดียว หากมายา
ภาพของเศรษฐกิจฟองสบู่ยังได้ส่งผลกระทบกัดกร่อนจิตสำนึกและจิตวิญญาณของคนไทยจำนวนมาก...
ในระดับที่เกือบ จะเยียวยากู้กลับไม่ได้...

เงินกู้ที่เข้ามาท่วมท้นสังคมไทย ได้ก่อให้เกิดตำแหน่งงานปลอมๆ ขึ้นอย่างมากมาย
คนชงกาแฟถูกเรียกเลขานุการ อนุภรรยาถูกเรียกว่าพนักงานต้อนรับ
และที่เลวร้ายมากอย่างหนึ่งก็คือ งานหลอกลวงสร้างภาพลักษณ์ให้กับโครงการ
หรือสินค้าไร้สาระต่างๆ กลับถูกเรียกว่างานประชาสัมพันธ์ ฯลฯ
กระนั้นก็ดี...แม้ว่าจะเกิดตำแหน่งงานที่ไร้ผลผลิตขึ้นมามากมายในสังคมไทยช่วงดังกล่าว
แต่รายได้ของผู้คนในเมืองกลับ เป็นรายได้จริง
และการจับจ่ายใช้สอยบริโภคสรรพสิ่งก็เป็นเรื่องจริง
สภาพเช่นนี้ได้ส่งผลอย่างยิ่งต่อทรรศนะของเยาวชนในเรื่องของการศึกษา
ทุกคนอยากได้ปริญญา แต่เกือบจะไม่มีใคร
อยากเรียนรู้อะไรอย่างเป็นระบบและมีคุณค่าความหมาย...การเรียนเร็ว เรียนลัด
กลายเป็นค่านิยมที่แตะต้องไม่ได้ เนื่อง
จากผู้คนอยากจะรีบไปรับส่วนแบ่งที่คิดว่าควรเป็นของตน...

ยิ่งไปกว่านั้น ลัทธิบริโภคนิยมและเศรษฐกิจฟองสบู่ ยังก่อให้เกิดความคิดแบบปัจเจกชนนิยมใหม่
ซึ่งไร้รากและไร้สาย ใยสัมพันธ์กับสังคมที่ตัวเองอยู่อาศัย
เงินกลายเป็นเครื่องวัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าสิ่งที่สูญเสียไปจะเป็น ศักดิ์ศรี
เกียรติภูมิ หรือแม้แต่มิตรภาพกับเพื่อนมนุษย์...
เราอาจจะกล่าวได้ว่า คนในเมืองช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ หายใจเข้าคิดถึงเงิน หายใจออกก็คิดถึง
ก่อนนอนยิ่งคิดถึงเงินก้อน โตกว่าเดิม...

สภาพดังกล่าวไม่เพียงทำให้ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทห่างไกลกันยิ่งขึ้นในทางรายได้
และเงื่อนไขการดำรงชีพ เท่านั้น
หากยังเกิดการแยกตัวทางความคิดและวัฒนธรรมระหว่างคนในชาติ
ในระดับที่เกือบหาอะไรมาเชื่อมต่อไม่ได้ ชนบทที่ยากไร้นับวันยิ่งถูกมองข้ามดูแคลน
ความคิดเรื่องส่วนรวมถูกเย้ยหยัน ความกล้าหาญและความทรนงในศักดิ์ศรี ของความเป็นคน
กลายเป็นเรื่องตลกและเป็นหัวข้อซุบซิบนินทา

ถ้าจะให้ผมสรุปภาพสังคมไทยก่อนเกิดวิกฤต ก็คงสามารถรวบรัดได้สั้นๆ ว่า
ในช่วงนั้นคนทำงานจริงมักไม่ค่อยมีรายได้ คนมีรายได้มักไม่ค่อยทำงานจริง...
คนจริงถูกเหยียบย่ำส่วนคนลวงโลกกลับได้ดี

ผมเข้าใจว่านี่ไม่ใช่สังคมที่เราปรารถนา
เพราะฉะนั้นในการกอบกู้ประเทศชาติให้ฟื้นจากวิกฤตสิ่งที่เราจะต้องจำไว้เป็น
อันดับแรกก็คือ...สังคมก่อนวิกฤตไม่ใช่สังคมในอุดมคติ ไม่ใช่สภาพที่เราอยากให้หวนคืนมา...
หากการกอบกู้ประเทศไทยในครั้งนี้
หมายถึงการกอบกู้ส่วนทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นเป็นชาติของเรา ให้ทุกคนมีที่อยู่ที่ยืน
มีอิสรภาพในการทำมาหากิน...มีศักดิ์ศรีและฐานะความเป็นมนุษย์ที่ทัดเทียมกัน...
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เราเผชิญอยู่ควร
เป็นการทบทวนสะสางความผิดพลาดทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่ใช่การชักรอกดึง
สวรรค์ที่ล่มจมของคนส่วนน้อยให้โผล่กลับ ขึ้นมาจากก้นมหาสมุทร
แล้วปล่อยให้คนส่วนใหญ่จมปลักยากไร้ต่อไปอีก...

พี่น้องทั้งหลาย มิตรสหายทั้งหลายครับ...
การพาประเทศไทยเข้าไปสู่เงื้อมเงาของลัทธิเสรีนิยมใหม่...โดยเปิดเสรีทางการค้าและการเงินอย่างไม่มีเงื่อนไข
แท้จริง แล้วก็คือการตัดสินใจโดยใช้อำนาจการเมือง... เป็นการดำเนินนโยบายที่ทำไปโดยพลการ
ไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับ ประชาชนของรัฐบาล 4-5
ชุด...ที่ผลัดกันปกครองประเทศในระยะประมาณสิบปีที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น ในการใช้มาตรการต่างๆ มาแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ
บรรดาผู้กุมอำนาจการเมืองก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า พวกเขา
ไม่สามารถดิ้นหลุดออกจากกรอบคิดอันเป็นต้นตอของปัญหามาตั้งแต่แรก...

ในทางตรงกันข้ามผู้กุมอำนาจในการ ตัดสินใจระดับนโยบายเหล่านี้
กลับยิ่งพาประเทศชาติถลำลึกเข้าไปสู่การครอบงำของบรรษัทข้ามชาติ หรือทุนใหญ่ระดับ โลก
จนเกือบจะหาทางออกไม่ได้แน่ละ ในส่วนของประเทศไทยเอง
เราคงต้องยอมรับความผิดที่กู้เงินเขามาแล้วไม่ได้เอามาสร้างรากฐานการผลิตได้อย่าง แท้จริง
เมื่อไม่มีอะไรงอกเงยขึ้นมา และไม่มีปัญญาชดใช้ พอเจ้าหนี้ทวงคืน ทุกสิ่งทุกอย่างก็พังพินาศลง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มารู้เห็นอะไรกับสิ่งเหล่านี้
และไม่ได้มีส่วนแบ่งฉ้อฉลกับเงินกู้เหล่านั้น จะต้องมาแบกรับการใช้หนี้ที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ...
และไม่ได้หมายความว่าผู้กุมอำนาจการเมืองจะมีสิทธิเอาประเทศไทยทั้งประเทศ
และคนไทยทั้งชาติ ไปจำนองไว้กับ บรรษัทข้ามชาติ
เพื่อแลกกับการลดหย่อนผ่อนหนี้หรือการให้กู้เพิ่ม...

อันที่จริงสิ่งที่ทุนใหญ่ระดับโลกต่อรองเอาจากประเทศไทยในระยะสามปีมานี้
ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่พวกเขา ต้องการเป็นแค่กำไรสูงสุด การได้เปรียบสูงสุด
โดยไม่คำนึงถึงทุกข์สุขใดๆ ของประชาชนไทยแม้แต่น้อย คำถามจึงคง มีอยู่ว่า
แล้วทำไมผู้กุมอำนาจการเมืองเหล่านี้จึงยินยอม...
เป็นเพราะพวกเขาไร้เดียงสา ขาดวิสัยทัศน์
หรือมีผลประโยชน์ของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง...สิ่งเหล่านี้เราอาจจะยังสรุป
ไม่ได้...แต่สิ่งที่สรุปได้อย่างชัดเจนก็คือมาตรการต่างๆ ที่ผู้กุมอำนาจการเมืองนำมาใช้
และการยอมรับเงื่อนไขของ IMF ไม่เพียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เท่านั้น
หากยังซ้ำเติมให้วิกฤตของชาติทรุดหนักลงไปอีก...
จนอาจจะกล่าวได้ว่า ในวันนี้เราเกือบไม่มี 'อธิปไตย' ทางเศรษฐกิจเหลืออยู่เลย

ด้วยแรงกดดันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
รัฐบาลไทยได้สิ่งปิดบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ถึงเกือบ 60 แห่ง กับยึดและปิดธนาคารไทยอีกสี่แห่ง
จากนั้นได้สร้างองค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือที่เรียกว่า ปรส.
ขึ้นมา...และนำสินทรัพย์ของบริษัทที่ถูกปิดมาเปิดประมูล โดยให้รัฐเข้าไปแบกรับส่วนที่ขาดทุน...
สิ่งเหล่านี้คืออะไรเล่า ถ้าไม่ใช่การแปลงหนี้เอกชนให้กลายเป็นหนี้สาธารณะ
ซึ่งหมายถึงการปัดภาระการก่อกรรม
ทางเศรษฐกิจให้ตกอยู่บนบ่าของประชาชนทั้งชาติ...ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่ไม่
เคยได้รับอะไรจากเศรษฐกิจฟองสบู่
เท่านั้นยังไม่พอ การขายทรัพย์สินของชาติในระดับที่โลกไม่เคยพบเห็นมาก่อน
กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้บรรษัท ข้ามชาติเข้ามาหากำไรเพิ่มเติม ซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้
ซื้อถูกขายแพง ดูดซับเงินตราในประเทศไทยออกไปนอกประเทศอีก...
ส่วนการทุจริตหาส่วนแบ่งโดยผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้
แต่ก็เป็นที่ร่ำลือกล่าวขานกันทั่วไป
การขายธนาคารที่รัฐยึดมาให้ต่างชาติโดยรับประกันการทวงหนี้และการขาดทุนก็ดี
การยินยอมให้ทุนต่างชาติเข้ามา ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ
ของไทยก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องคุกคามความอยู่รอดของ เศรษฐกิจแห่งชาติทั้งสิ้น...

ทั้งนี้เนื่องจากสถาบันการเงินเหล่านั้นเป็นแหล่งทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับการประกอบธุรกิจภายในประเทศ...
หากอยู่ในการควบคุมของต่างชาติแล้วก็ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรกับเศรษฐกิจไทยอีก
ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกก็เช่นเดียวกัน บัดนี้ห้างใหญ่ต่างๆ ล้วนเป็นของทุนต่างชาติเกือบทั้งหมด
และกำลังขยายตัวไป สู่หัวเมืองต่างจังหวัดมากขึ้นเรื่อยๆ การได้เปรียบในการตั้งราคาสินค้า
การให้บริการ ตลอดจนการบริหารจัดการที่เหนือ กว่า ได้ส่งผลกระทบให้ร้านค้าย่อย
ของไทยไม่สามารถอยู่ในฐานะจะแข่งขันกับห้างเหล่านี้ได้ และต้องล้มละลายลงไป เป็นทิวแถว
ห้างใหญ่เมื่อผูกขาดตลาดท้องถิ่นได้ก็กดราคาสินค้าจากผู้ผลิตรายย่อยที่เป็นคนไทย
หากำไรส่งกลับบ้านเดิม ของตนได้อีก โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง
ทั้งหมดนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากการผูกขาดโดยรัฐ
ไปสู่การผูกขาดโดยบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นเครือข่ายนายหน้าของบรรษัทข้ามชาติเช่นกัน
ต่อไปในอนาคตอันใกล้...ภายใต้คำสัญญาในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letters of Intent)
ที่ผู้กุมอำนาจในประเทศไทย ยื่นเสนอต่อ IMF และกฎหมาย 11
ฉบับที่รัฐบาลผลักดันให้รัฐสภาผ่านออกมา... ไม่เพียงบรรษัทข้ามชาติจะควบคุม สถาบันการเงิน
กิจการสาธารณูปโภค และการค้าในประเทศไทยเท่านั้น หากยังสามารถเข้าไปครอบงำได้ถึงภาค
เกษตรกรรม สามารถถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์รูปแบบต่างๆ
ตลอดจนสามารถนำคนของตนเข้ามาทำงาน
ดำรง ตำแหน่งต่างๆ ได้ ในแทบทุกภาคส่วนของสังคมไทย

มิตรสหายทั้งหลายครับ...
รายละเอียดของวิกฤตเศรษฐกิจ และข้อเสียเปรียบต่างๆ ที่ประเทศไทยถูกกดดันให้แบกรับนั้น
ผมคงไม่ สามารถนำมา กล่าวทั้งหมดในที่นี้ได้...
แต่เราจะต้องไม่ลืมว่า การยอมรับเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟ (IMF) ก็ดี
และการตกลงอยู่ในกรอบกำหนดขององค์กรการค้า
โลก (WTO) ก็ดี...ล้วนเป็นการตัดสินใจโดยผ่านการใช้อำนาจการเมือง...
เป็นการตัดสินในนามของประเทศชาติโดยผู้นำ รัฐบาลโดยส่วนบุคคลแล้ว
ไม่มีใครในประเทศไทยที่จะมีอำนาจและความชอบธรรมในการออกกำหนดกฎเกณฑ์
ตลอดจนวางกรอบนโยบายในนามของประเทศชาติได้...เว้นไว้แต่ว่าคนผู้นั้นหรือคนกลุ่มนั้น
ได้เข้าไปรับผิดชอบตำแหน่งสาธารณะซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
ในเมื่อพื้นฐานความเป็นมาของปัญหาและวิกฤตครั้งนี้
เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจการเมืองโดยตรง การแก้ไขปัญหาและ
กอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากวิกฤต ย่อมแยกไม่ออกจากการใช้อำนาจการเมืองเช่นกัน
คำถามที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ก็คือ...ในเมื่อผู้กุมอำนาจมีวิธีคิดและวิธีการดำเนินนโยบาย
ที่แยกออกจากผลประโยชน์ของประชาชนในชาติเสียแล้ว ประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากทั้งปวงจะทำอย่างไรดี

ในปัจจุบัน หนี้สินสาธารณะของประเทศไทยมีปริมาณสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท
เรามีคนตกงานมากกว่า 2.5 ล้านคน และโทรมทรุดอยู่ในความยากไร้อีกนับสิบล้าน
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามีโอกาสล้มละลาย หรือตกงานเพิ่มอีกเป็นจำนวน มากมาย
อันที่จริงนี่ไม่ใช่กรณีพิเศษแต่อย่างใด

ตั้งแต่นานาประเทศตกอยู่ภายใต้การครอบงำของลัทธิเสรีนิยมใหม่ อัตราการ
ว่างงานของประชากรในโลกก็ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งในปัจจุบันพลเมืองโลกที่ตกงานหรือทำงานได้ไม่ พอเพียงต่อการเลี้ยงชีพ
มีอยู่ถึงหนึ่งในสาม และในรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 20 กับศตวรรษที่ 21 ช่องว่างของราย
ได้ระหว่างผู้มีรายได้สูงกับรายได้ต่ำ ได้ขยายห่างไปถึง 150 เท่า...
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาตามกรอบของลัทธิเสรีนิยมใหม่
จึงไม่มีทางที่จะพาประชาชนไทยผ่านพ้นสภาพเช่นนี้ไปได้...
ต่อให้เศรษฐกิจกลับฟื้นคืนสู่อัตราขยายตัวในอัตราสูง ทุกอย่างก็จะเป็นแค่ตัวเลข
เพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ ไม่ได้เป็นของคนไทยอีกต่อไป
ผลกำไรที่งอกเงยขึ้นมาสามารถถูกส่งออกไปที่อื่นได้โดยไม่มีกฎเกณฑ์ขวางกั้น
การจ้างงานคนไทยโดยบรรษัทข้าม ชาติก็จะมีขอบเขตจำกัด
เพราะพวกเขาไม่เพียงนำคนของตนเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้เท่านั้น หากระดับ
เทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการแบบใช้ต้นทุนต่ำสุด ก็จะไม่มีที่ว่างสำหรับคนไทยมากนัก...
ประชาชนของเราไม่ต่ำกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ จะถูกทิ้งให้มีชีวิตอยู่ไปตามยถากรรม
ไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ไม่มีที่ดิน หรือเครื่องมือการ ผลิตใดๆ...
กลายเป็นพลเมืองชั้นสองในประเทศของตัวเอง...

เพราะฉะนั้นในเวลานี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง...
เราควรจะเดินหน้าต่อ ไปในกรอบผูกมัดของทุนนิยมโลก ซึ่งคนไทยไม่เคยมีส่วนได้กำหนด...
หรือเราจะถอยกลับมาสักระยะหนึ่ง เพื่อปรับปรุง
สะสางจุดอ่อนข้อบกพร่องภายในประเทศเสียก่อน
จากนั้นเมื่อเข้มแข็งเพียงพอแล้วจึงเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์อย่างเต็มตัว...
นี่เป็นเรื่องที่ประชาชนไทยจะต้องร่วมกันตัดสินใจ

ในความเห็นของผม...
ทางเลือกที่ถูกต้องชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นข้อหลัง...คือถอยกลับจากการผูกมัดขององค์กรการค้าโลก
(WTO) ถอยกลับจากกรอบผูกมัดของ IMF ยกเลิกกฎหมาย 11 ฉบับ
ที่ทำให้ประเทศไทยเสียอิสรภาพทางเศรษฐกิจ ยกเลิกพันธะสัญญาที่เสียเปรียบต่างชาติทั้งปวง
พักการใช้หนี้ต่างประเทศไปไม่ต่ำกว่าสิบปี...และใช้เวลาช่วงนี้ฟื้น ฟูบูรณะระบบภายในของเรา
แน่ล่ะ...นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายดายแต่ประการใด
ในอันดับแรกสุด เรามีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ผู้กุมอำนาจการเมืองหันมาเห็นด้วยกับแนวทางนี้
ซึ่งสามารถกระทำ ได้ด้วยวิธีเดียว คือแสดงความเรียกร้องต้องการออกมาอย่างชัดเจน...
ทุกหนแห่งทุกหมู่เหล่า เราจะต้องแสดงให้ผู้รับ
ผิดชอบตัดสินใจแทนประเทศไทย...เห็นชัดแจ้งว่าอำนาจที่แท้จริงเป็นของประชาชน...
นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ...
และพวกเขาเป็นเพียงกลุ่มบุคคลที่ประชาชนมอบหมายให้ไปทำงานแทน...
ในฤดูเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรที่จะมาถึงนี้
ประชาชนทุกกลุ่มควรจะช่วยกันเรียกร้องนโยบายสร้างอิสรภาพทาง
เศรษฐกิจ...เรียกร้องนโยบายถอนตัวออกจากข้อเสียเปรียบที่รัฐบาลหลายชุดไปผูกมัดบ้านเมืองของเราไว้...
ผลักดัน ให้พรรคการเมืองทั้งปวงยอมรับพันธะในการกอบกู้ประเทศชาติ

ในอันดับต่อมา...ทางฝ่ายประชาชนเองก็ต้องมีการปรับตัว เกี่ยวร้อยกันเป็นชาติขึ้นมาใหม่...
จากนี้ไปชาติของเราไม่ควร เป็นนามธรรมที่ถูกนำไปใช้อ้างโดยผู้ใด
หากจะต้องเป็นรูปธรรมของผลประโยชน์ที่จับได้ต้องได้ของประชาชนทุกชั้นชน
ในความเป็นชาติของเราจะต้องมีที่อยู่ที่ยืนให้กับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ
ผู้ประกอบการทั้งรายย่อยรายใหญ่ ข้าราชการและพนักงานของรัฐ
ปัญญาชนและผู้ประกอบวิชาชีพระดับสูง สื่อมวลชน ผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรม
เกษตรกรในชนบท ชาวประมงในท้องทะเล
หรือแม้แต่ชนส่วนน้อยตามภูดอยที่ถือกำเนิดและมีถิ่นฐานอยู่บนแผ่นดินนี้
ที่ผ่านมา การเมืองการปกครองแบบปิดแคบ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ปิดกั้น
และการศึกษาที่มุ่งสร้างแต่ชนชั้นนำ...ล้วนมี ส่วนทำให้พวกเราแตกร้าวกันเอง เอาเปรียบกันเอง
เหยียดหยามกันเอง...สิ่งเหล่านี้จะต้องยุติ หากเราต้องการอยู่รอด ร่วมกัน
สังคมที่มีพลังคือสังคมที่ยุติธรรม สังคมที่ทุกคนเป็นสมาชิกได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
แม้เราจะไม่อาจเท่าเทียมกันได้ใน ทุกเรื่องราว
แต่ฐานะความเป็นคนจะต้องเสมอภาคกัน....หากเราเคารพกันเองไม่ได้
ให้ความเป็นธรรมกันเองไม่ได้ ก็อย่า หวังว่าจะสามารถไปทวงถามศักดิ์ศรี ฐานะ
และความเป็นธรรมจากชาติอื่นๆ ที่เขาแข็งแรงกว่าเรา...
เหล่านี้หมายถึงว่าทุกคนจะต้องปรับตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยได้เปรียบมาก่อน
เราไม่มีความปรารถนาที่จะนำสภาพก่อนวิกฤตกลับคืนมา....

หากจะฝ่าวิกฤตไปสู่สภาพใหม่ที่ดีกว่าเดิม ถูกต้องกว่าเดิม
และสร้างประเทศไทยที่เป็นของคนไทย ทุกคน
หลายท่านเคยถามผมว่าทุกวันนี้...สังคมในอุดมคติของผมคืออะไร
คำตอบของผมคือไม่มี...สิ่งที่ผมอยากเห็นคือสังคม
ไทยที่เรารู้จัก...หากหักลบด้วยความชั่วสองสามประการ
หักลบด้วยความไม่ถูกต้องสองสามประการ จากนั้นเราน่าจะอยู่ ร่วมกันได้
โดยพื้นฐานแล้ววิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตของสังคมเมือง เป็นวิกฤตเศรษฐกิจของคนชั้นกลาง
แต่การกอบกู้จะทำโดยลำพัง ไม่ได้ หากจะต้องฟื้นฟูบูรณะชนบทไปพร้อมๆ กัน
ทำให้ชนบทเข้มแข็ง กลายเป็นฐานการผลิตทั้งมูลค่าใช้สอยและมูลค่า แลกเปลี่ยน
เป็นพื้นฐานสำหรับการค้าและอุตสาหกรรมแปรรูปในเมืองซึ่งเติบโตมาจากภูมิปัญญาของพวกเราเอง
กล่าวอย่างสรุปรวบรัดก็คือ นโยบายกอบกู้เศรษฐกิจของชาติ
ไม่เพียงแต่จะต้องเป็นอิสระจากอิทธิพลภายนอกเท่านั้น
หากยังต้องรองรับประชาชนไทยได้ทั้งในภาคเมืองและในภาคชนบท...

มีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้น จิตสำนึกเป็นเจ้าของชาติ ร่วมกันจึงจะสามารถสร้างขึ้นมาได้...
อันดับสุดท้าย....นอกเหนือไปจากการเรียกร้องให้ผู้กุมอำนาจเปลี่ยนนโยบาย
และการเชื่อมร้อยผลประโยชน์เข้าหากัน ระหว่างคนในชาติแล้ว สิ่งที่จะต้องทำอีกอย่างหนึ่งก็คือ
จะต้องมีการปรับปรุงระบบการใช้อำนาจให้ถูกต้อง บริสุทธิ์ และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะการที่ประเทศไทยจะเว้นวรรคจากกรอบผูกมัดของ
องค์กรทุนนิยมโลก หรือบรรษัทข้ามชาติ
ย่อมมีความจำเป็นต้องอาศัยการปกป้องดูแลจากศูนย์อำนาจของฝ่ายเราอย่างเลี่ยงไม่พ้น
หากกระบวนการใช้อำนาจยังเป็นไปตามเดิม ซึ่งมักเลือกปฏิบัติหรือบางทีก็ข่มเหงรังแก
การฟื้นฟูบูรณะชาติคงเป็นไป ได้ยาก และอิสรภาพที่ได้มาก็คงไม่มีประโยชน์อะไร
สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ลัทธิชาตินิยมเก่าที่มีรัฐคอยบังคับบัญชาสังคมในทุกเรื่องราว...

เราไม่ได้ต้องการความรักชาติที่เลื่อน ลอยแบบระบบฟาสซิสต์ ไม่ต้องการระบบทุนนิยมแห่งรัฐ
(State Capitalism) หรือการทำธุรกิจแบบอุปถัมภ์โดยอำนาจ การเมืองเหมือนสมัยก่อน...
หากต้องการเสรีนิยมภายในประเทศ ที่ให้โอกาสทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้า...
อันที่จริง ความไม่โปร่งใสของกระบวนการใช้อำนาจในประเทศไทย
นับเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งที่บรรดาองค์กรทุนนิยมโลกตลอดจนคนไทยที่เร่าร้อนต้อนรับกระแส
โลกาภิวัฒน์ถือเป็นเป้าโจมตี...จากนั้นเรียกร้องให้รัฐไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง
กับเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด เรียกร้องให้รัฐไทยยกเลิกกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้มากที่สุด
เรียกร้องให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และปฏิรูประบบราชการ....และอะไรอีกหลายๆ
อย่างที่จะนำไปสู่ความโปร่งใสในการใช้อำนาจ

เราอาจจะเห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ได้....ถ้าหากข้อเรียกร้องดังกล่าวนำไปสู่การลดอำนาจของรัฐที่ควบคุมสังคม
และเพิ่ม อำนาจในการดูแลตนเองโดยตรงให้กับประชาชน คนไทยจริง ๆ
แล้วก็ต้องการรัฐบาลที่โปร่งใส และระบบบริหารราชการ แผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ
แต่เราคงไม่สามารถเห็นพ้องกับทุนข้ามชาติได้...ในการที่จะเอาระบบผูกขาดของทุนใหญ่มาแทนรัฐวิสาหกิจ
และตีกรอบให้รัฐไทยวางเฉยในสภาพที่บรรษัทข้ามชาติเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจและสังคมไทย....

กระทั่งมีหน้าที่อย่างเดียวคือคอย อำนวยความสะดวกให้กับการ 'ข่มขืน' มาตุภูมิของเรา
สิ่งที่เราอยากเห็นเกี่ยวกับกระบวนการใช้อำนาจในประเทศไทยก็คือ.....
รัฐทำหน้าที่ปกป้องสังคมไทยจากการครอบงำของ
อิทธิพลภายนอกขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบและมีส่วนร่วมใน
การใช้อำนาจการเมืองอย่างต่อเนื่อง...
เป็นระบบ
กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ กระบวนการใช้อำนาจที่จะฟื้นฟูบูรณะประเทศชาติได้
จะต้องเป็นการขยายตัวของระบอบ ประชาธิปไตย
ซึ่งสามารถรองรับการเมืองภาคพลเมืองไว้ในกระบวนการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย
รัฐที่ทำเพื่อชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้ระบอบเผด็จการ...

พี่น้องทั้งหลาย มิตรสหายทั้งหลาย....
มีอีกประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องพูดกันไว้ให้ชัดเจนก็คือ...
การถอนตัวออกจากพันธะและกรอบกติกาที่กำหนดโดยทุนใหญ่ ระดับโลกนั้น
อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เราสามารถกระทำได้อย่างถาวรตลอดไป....หากเป็นการถอยกลับมาซ่อมแซมบ้านเมือง
ของเราให้อยู่ในฐานะแข่งขันได้ และมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิไม่แพ้ใครในระดับสากล
การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนมนุษย์ชาติพันธุ์ต่างๆ ในโลกนี้... เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้
และไม่ควรปฏิเสธ ทั้งนี้เนื่อง จากมนุษยชาติมีชะตากรรมร่วมกันหลายอย่าง
มีทุกข์ร้อนที่ต้องการความช่วยเหลือร่วมมือซึ่งกันและกัน รวมทั้งมีองค์
ความรู้ที่จะส่งทอดถึงกันได้เช่นนี้แล้ว เราจึงไม่ควรคิดที่จะปิดประเทศโดยสิ้นเชิง
หากควรเปิดประตูอย่างจำแนกรับในสิ่งที่นำมา สร้างสรรค์จรรโลง สังคมของเรา
และให้ในสิ่งที่มีความหมายคุณค่าเพื่อเป็นการสมทบส่วนต่อสังคมโลก ซึ่งเรายังคงถือสังกัด...

เราคัดค้านการครอบงำของบรรดาบรรษัทข้ามชาติ
แต่นั่นมิได้หมายความว่าเราจะต้องรังเกียจชิงชังประชาชนในโลก ตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป
หรือสหรัฐอเมริกา คนเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ที่มิได้รู้เห็นกับการกระทำย่ำยีชาติอื่น โดยทุนใหญ่
จากประเทศของพวกเขา กระทั่งมีจำนวนไม่น้อยที่คัดค้านนโยบายดังกล่าว
และถือจุดยืนอยู่ข้างชาติเสียเปรียบอย่างพวก เราเราคัดค้านการเข้ามาฉกฉวยหากำไรในระยะ
สั้นของทุนต่างชาติและการเข้ามาแย่งยึดพื้นที่ประกอบอาชีพอย่างถาวรของ ทุนใหญ่ระดับโลก
แต่นั่นมิได้หมายความว่าเราจะคัดค้านการลงทุนระยะยาว
ที่แบ่งผลประโยชน์กันอย่างยุติธรรมระหว่าง
ประชาชนคนไทยกับผู้ลงทุนจากภายนอก...

เราไม่ได้รังเกียจแนวคิดเสรีนิยมที่ 'ฟรีและแฟร์'(Free & Fair) หากต้องขอ ปฏิเสธการผูกขาด
ในนามของการแข่งขันเสรีในส่วนของประเทศเราเอง หากการ 'เว้นวรรค' จากกรอบพันธะของทุน
ข้ามชาติปรากฏเป็นจริงการปฏิรูปสังคมไทย อย่างเร่งรัดและกว้างขวางก็เป็นเรื่องจำเป็น มิฉะนั้นแล้ว
เราจะไม่มีทางสามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่สนามแข่งขันระดับ สากลได้อีกต่อไป
จะปิดประเทศอย่างถาวรตายตัวก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้....นั่นไม่ใช่ทิศทางของศตวรรษที่ 21
และไม่ควร เป็นทิศทางของประเทศไทย

นอกเหนือไปจากการปรับปรุงกระบวนการใช้อำนาจทางการเมืองแล้วสิ่งที่เราจะต้องรีบทำอย่างยิ่งคือ
ปรับปรุงระบบ การศึกษาและวัฒนธรรมที่เน่าลึกถึงฐานราก
ที่ผ่านมาระบบการศึกษาของไทย
ไม่เพียงแต่ไม่สามารถบ่มเพาะเยาวชนให้ผูกพันกับประเทศชาติและเพื่อนมนุษย์ที่อยู่
ร่วมแผ่นดินเดียวกันเท่านั้นหากยังล้มเหลวในการสร้างคุณภาพประชากรที่มีทักษะและ
ความสามารถในมาตรฐานสากลมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีจริยธรรมในการทำงาน...

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าระบบการศึกษาไม่ได้เน้นที่การเรียนรู้อย่างแท้จริง
หากมุ่งผลิตแต่ชนชั้นนำที่อาศัยประกาศนียบัตร ปริญญาระดับต่างๆ เป็นใบเบิกทางไปสู่ลาภ ยศ
สรรเสริญในสังคม...
การศึกษาเช่นนี้ไม่สามารถจะช่วยคนไทยให้กอบกู้ประเทศชาติได้
เพราะจุดเน้นเป็นเพียงความสำเร็จปลอมๆ ของปัจเจก บุคคล ซึ่งนำไปสู่การทำงานปลอมๆ
และการเอาเปรียบเพื่อนร่วมชาติที่ด้อยโอกาส

สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่าง แท้จริงและต่อเนื่อง
ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือปรับความเหลื่อมล้ำในด้านการรับรู้และโอกาสของคนส่วนใหญ่ในสังคม
ไม่ใช่เป็นระบบตีเส้นแบ่งแยกคนในชาติ...

สิ่งที่คนไทยควรจะได้จากระบบการศึกษาไทย
ควรจะมีทั้งทักษะในการประกอบอาชีพและจริยธรรมในการทำงาน
ตลอดจนสำนึกที่ถูกต้อง....เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นคน
แน่นอน ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบการศึกษา
เราคงต้องคัดค้านวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยมสุดขั้วและหันมาเชิดชูความ สมดุลทางวัตถุ
ความสุขทางภูมิปัญญา ความสุขทางจิตวิญญาณ ความรื่นรมย์ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
ตลอดจนความ ปลื้มปิติในการร่วมมือสร้างสรรค์สังคม
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่ได้รับการสนับสนุน
แต่ขณะเดียวกันความเชื่อมโยงผูกพันระหว่าง วัฒนธรรมที่ต่างกันก็ควรได้รับการส่งเสริม...
หลากหลาย แต่เชื่อมร้อย...คือลักษณะทางวัฒนธรรมที่ควรประกอบขึ้นเป็น สังคมของเรา

สิ่งที่บรรดาบรรษัทข้ามชาติต้องการเห็นมากที่สุด
คือการยอมรับวัฒนธรรมบริโภคแบบไม่จำแนกและการเพิกเฉยต่อเรื่อง
ส่วนรวมในประเทศที่อ่อนแอ....ในที่สุดก็จะนำไปสู่การสิ้นไร้เยื่อใยต่อแผ่นดินเกิดของตนเอง
นำไปสู่ความคิดยอมศิโรราบ ต่อทุนใหญ่ในระดับโลก....
ยอมเปิดประตูโล่งให้พวกเขาเข้ามา...เพียงเพื่อจะเสพรับสินค้าและบริการ
เพราะฉะนั้น ถ้าเรากอบกู้วัฒนธรรมของเรากลับมาไม่ได้...
ถ้าเราค้นหาจิตวิญญาณของเราไม่พบก็อย่าได้หวังเลยว่าเราจะ
สามารถฟื้นฟูบ้านเมืองให้มีสันติสุขและร่มเย็น...
อาชญากรรมและความสิ้นคิดจะกลายเป็นบรรยากาศหลักในประเทศไทย
ความขัดแย้งรุนแรงจะกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวัน....

เรื่องที่เราจะต้องระมัดระวังเอาไว้อย่างหนึ่งก็คือ...
ถ้าเราถอนตัวออกจากกรอบพันธะของทุนใหญ่ระดับโลก ก็อาจจะต้อง
เผชิญกับแรงต้านของบรรดาบรรษัทข้ามชาติที่สูญเสียผลประโยชน์
ประเทศของเราอาจจะถูกปิดล้อมในทางเศรษฐกิจ หรือถูกกลั่นแกล้งในตลาดการค้าสากล...
บรรดาทุนข้ามชาติเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลอย่างยิ่ง ทั้งมีอิทธิพลต่อชาติที่อ่อนแอ
มีอิทธิพลต่อรัฐบาลในซีกโลกตะวัน ตก มีอิทธิพลต่อสถาบันการเงินและการค้าระหว่างประเทศ
มีอิทธิพลต่อสื่อมวลชนในประเทศมหาอำนาจ และมีอิทธิพล
ต่อวิธีคิดของบุคคลชั้นนำในโลกเป็นจำนวนมาก... ไม่ละเว้นแม้แต่ผู้คนในประเทศไทย
อันที่จริงเราไม่ได้ต้องการเผชิญหน้าแตกหักกับพวกเขา...เราเพียงต้องการถอยตั้งหลัก
เพื่อปัดกวาดซ่อมแซมบ้านของเรา เอง...แต่กระนั้นก็ตาม
ไม่มีหลักประกันอันใดที่ทำให้เชื่อได้ว่าพวกเขาจะไม่ข่มเหงรังแกเรา เช่นนี้แล้ว
ในการดำเนินการใดๆที่จะถอยออกจากลัทธิเสรีนิยมใหม่...

เราจึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่รัดกุมยิ่ง...ภาวะการนำของประเทศจะ
ต้องเข้มแข็ง เอกภาพในหมู่ประชาชนก็ต้องแน่นแฟ้น
และการเลือกสรรพันธมิตรในระดับสากลก็เป็นสิ่งจำเป็น
เราอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากบ้าง...แต่ทางเลือกที่ดีกว่าดูจะไม่มีอย่างอื่น...
นี่เป็นทิศทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ในการกอบกู้วิกฤตชาติ
และอิสรภาพในการดำรงชีพของประชาชนไทย

พี่น้องทั้งหลาย มิตรสหายทั้งหลาย....
วันนี้เป็นวันครบรอบ 27 ปีของการต่อ ู้ 14 ตุลาคมอันยิ่งใหญ่... เพราะฉะนั้นมันคง
จะไม่ใช่เรื่องเกินเลยนักที่ผมจะมีข้อ เรียกร้องเป็นพิเศษต่อ 'คนเดือนตุลา'
ด้วยความเคารพต่อประชาชนหมู่เหล่าอื่นๆ
และด้วยความนับถือที่มีต่อผู้มาภายหลัง...แต่ผมก็ยังต้องขอยืนยันว่า 'คนเดือนตุลา'
เป็นสมบัติที่สำคัญยิ่งของแผ่นดิน...ในชั่วโมงที่ประเทศชาติถูกคุกคาม
และประชาชนต้องเผชิญกับความ
เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า...จะหาใครเล่าที่เคยมีบทเรียนในการต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม...
มากเท่ากับคนรุ่นนี้

ผมขอเรียกร้องให้วีรชนที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกท่าน... อดีต 'นักรบเดือนตุลา' ทุกคน
จงรวบรวมความกล้าหาญหยาดสุดท้าย.. หยัดยืนขึ้นแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้มันอาจจะไม่ใช่การชุมนุมเดินขบวน มันอาจจะไม่ใช่การจับปืนหลั่งเลือด...
หากสิ่งที่ประเทศชาติต้องการคือ กองหน้าทางปัญญา ต้องการวุฒิภาวะของผู้มีบทเรียน...
มาจุดโคมประทีปแห่งอิสรภาพให้สว่างไสว... เพื่อนำพาบ้านเมือง
ออกไปจากความมืดมิดที่คลี่คลุม

ขอให้ท่านทั้งหลายจงรวมตัวกัน
ผนึกกำลังเข้ากับประชาชนที่เหลือทั้งประเทศ...มีสามคนรวมสามคน มีห้าคนรวมห้าคน
มีสิบคนรวมสิบคน มีร้อยคนรวมร้อยคน...มีแสนมีล้าน
มีทั้งประเทศ....ก็จงรวมตัวเชื่อมร้อยเป็นหนึ่งเดียว
ผมขอเรียกร้องให้คนไทยทั้งประเทศ...ไม่ว่าท่านจะอยู่ในเมืองหรือในชนบท
ไม่ว่าท่านจะเป็นนักธุรกิจหรือผู้ใช้แรงงาน เป็นเจ้าหน้าที่พนักงานของรัฐ
หรือเป็นคนทำงานภาคเอกชน ไม่ว่าท่านจะเป็นชาวไร่ชาวนาหรือชาวประมง
เป็นปัญญาชนหรือหัตถกร ตราบใดที่เราถือประเทศไทยเป็นแผ่นดินเกิด...
ขอให้ทุกท่านจงหันหน้าเข้าหากัน... มอบศักดิ์ศรีและความยุติธรรมให้กัน...
เพื่อเราจะได้ร่วมกันถามหาสิ่งเหล่านี้จากโลกภายนอกต่อไป...
ขอให้จิตวิญญาณ 14 ตุลาคมจงเจริญ...