การเมืองภาคพลเมืองกับอธิปไตยของปวงชนคำปราศรัยสาธารณ โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
เนื่องในโอกาสการประชุมระดมปัญญาหาทางออกจากวิกฤตการเมือง
วันที่ 30 กรกฎาคม 2543 หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มิตรสหายและท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
การที่พวกเรามาประชุมกันในวันนี้
นับเป็นนิมิตหมายอันดียิ่งสำหรับระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย....
เป็นเวลานานเกินไปแล้วที่ประชาชนได้ปล่อยปละละเลยให้กิจการบ้านเมืองตก
อยู่ในมือของนักการเมืองอาชีพเพียงไม่กี่พันคน....จนเกิดการผิดพลาดขึ้นหลายประการ
ทั้งในระดับนโยบายของรัฐ และการใช้อำนาจดูแลทุกข์สุขของสังคมวิกฤตทางเศรษฐกิจ การเมือง
และวิกฤตทางปัญญาที่คลี่คลุมประเทศของเราอยู่ทุกวันนี้...
ใช่หรือไม่ว่าเป็นผลมาจากการที่ประชาชนไม่ได้มีอำนาจอย่างแท้จริงที่ผ่านมา...สังคมไทยมีควมเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงว่าลำพังการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
ก็นับว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว
กระทั่งเกิดอุปทานว่าอธิปไตยของปวงชนสามารถแสดงออกได้เพียงวิธีเดียว...คือการหย่อนบัตรลงคะแนนแน่นอน
ความเข้าใจผิดดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความเฉื่อยเนือยทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น...
หากยังเกิดจากความจงใจสร้างกระแสครอบงำให้ทั่วทั้งประเทศหลงคิดไปในทิศนี้โดยบรรดาผู้ที่อยู่ในวงจรอำนาจ...
เพื่อว่าพวกเขาจะได้สามารถเล่นการเมืองกันได้โดยไม่มีพลังของประชาชนมาคอยตรวจสอบโต้แย้ง....
สามารถจัดสรรพลผลประโยชน์ที่สำคัญต่างๆได้
โดยประชาชนไม่ต้องมีส่วนร่วมรู้เห็น อย่าว่าแต่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจท้ายที่สุดประชาชนก็กลายเป็นเพียงประโยคอ้างอิงของผู้ปกครองประเทศ...
และถูกขับต้อนให้ตกอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้โดยสิ้นเชิง...หากไม่ชอบรัฐบาลนี้ก็ต้องรอรัฐบาลใหม่...
และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือทางเลือกของประชาชนได้ถูกย่อส่วนลงมาให้เหลือแค่การเลือกพรรค
การเมืองและหัวหน้าพรรคการเมืองสองสามคน...ซึ่งโดยแก่นแท้แล้วแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย...ท่านผู้มีเกียรติและมติรสหายทั้งหลายครับ
ผมเกรงว่าถ้าปล่อยให้สภาพเช่นนี้ดำเนินต่อไปอีก
ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยและรัฐไทยพร้อมด้วยกลไกการปกครองทั้งหลาย...
ก็จะกลายเป็นสมบัติผลัดกันชมในหมู่คนแค่หยิบมือเดียว....ที่ผ่านมาการเลือกตั้งแทบจะมิใช่การยืนยันสิทธิของประชาชนในการกำหนดชะตากรรม
ของประเทศแม้แต่น้อย หากเป็นการเคลื่อนไหวของเครือข่ายอุปถัมภ์ต่างๆ
ในการสนับสนุนให้หัวหน้าเครือข่ายก้าวขึ้นสู่อำนาจ
และเมื่อมีโอกาสได้กุมอำนาจแล้วก็ถือเป็นชัยชนะร่วมกัน
มีการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์กันตามฐานะใหญ่เล็กในเครือข่ายนั้นๆ
โดยแทบจะมิได้พิจารณาถึงสิทธิผลประโยชนของผู้คนที่อยู่นอกเครือข่ายอุปถัมภ์ของตน
อย่าว่าแต่จะพิจารณาถึงความถูกต้องทางกฎหมายหรือความยุติธรรมในจินตภาพสมัยใหม่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว
การดำเนินนโยบายที่เป็นผลดีต่อทั่วทั้งประเทศชาติและยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริงเป็นที่ตั้ง
จึงเป็นได้แค่คำกล่าวอ้างของสิ่งที่เรียกว่าผู้นำประเทศ และยากยิ่งที่จะปรากฏเป็นจริง
หรือถ้าหากจะมีบ้างก็เพื่อรักษาความชอบธรรมทางการเมืองไว้
มิให้ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิงจากผู้คนนอกเครือข่ายอุปถัมภ์ของตนในเมื่อไม่ได้รับการดูแลในระดับโครงสร้างและนโยบาย
สิ่งเดียวที่ประชาชนผู้ยากไร้จะทำได้ก็คือพาตัวอองเข้าไปสู่เครือข่ายอุปถัมภ์ต่างๆ
ที่แข่งขันกันอยู่ในเวทีเลือกตั้ง โดยทำตัวเป็น "บ่าว" เชียร์นาย ขั้นต่ำสุดคือขายเสียง
แปรสิทธิทางการเมืองที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นผลประโยชน์รูปธรรมเล็กๆน้อยๆ
สูงขึ้นมากว่านั้นก็อาจจะทำหน้าที่เป็นหัวคะแนนเพื่อสิ่งตอบแทนที่มากขึ้น
ก็มักต้องเผชิญกับคำปฏิเสธและความรุนแรงที่เตรียมไว้แล้วราวมิได้อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันทั้งหมดนี้ ถ้าจะว่าไป... มันไม่เพียงเป็นภาพที่บิดเบือนของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น
หากยังเป็นปรากฏการณ์ที่อยู่ตรงข้าม และเป็นการกระทำที่หยามหยันแนวคิดว่า
ด้วยเสรีภาพและความเสมอภาคทางการเมือง ซึ่งพวกเราเคยเอาเลือดแลกให้ได้มา....มิตรสหายและท่านผู้มีเกียรติ....
ปมเงื่อนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง...
ที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ส่วนรวมได้
และที่ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนยังไม่ปรากฏเป็นจริง
ก็คือสภาพการยึดโครงสร้างการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางโดยผู้กุมอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งระบบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางนั้นเป็นสถาบันที่เกิดก่อนประชาธิปไตย
แต่ก็ไม่ใช่สถาบันดั้งเดิมที่มีมาแต่ครั้งการปกครองแบบระบบไพร่
อันที่จริงมันเป็นโครงสร้างที่ถูกออกแบบให้มาแทนที่การปกครองโดยขุนนางโบราณ ซึ่งถ้านับปี
2435 เป็นปีก่อเกิดโดยประมาณ โครงสร้างนี้ก็มีอายุราวหนึ่งร้อยปีเศษแล้วแม้เราจะยอมรับกันอยู่ว่ามันเป็นโครงสร้างที่ถูกออกแบบโดยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์สัมยนั้นเพื่อป้องกัน
สยามให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของลัทธิล่าอาณานิคมทว่าในขณะเดียวกันตัวโครงสร้างก็ถูกหยิบยืมมา
จากรูปแบบการปกครองอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเป็นโครงสร้างตอบสนองระบอบการเมืองแบบสัมบูรณ์สิทธิ์
เพราะฉะนั้นระบบบริหารราชการแผ่นดินแบบที่เรามีอยู่จึงมีลักษณะควบคุมและบังคับบัญชาสูง
ทั้งควบคุมบังคับบัญชาตัวเจ้าหน้าที่ราชการจากบนลงล่าง
และเป็นกลไกของรัฐในการควบคุมบังคับบัญชาประชาชนผมคงไม่ต้องเอ่ยก็ได้ว่ามันเป็นเรื่องอันตรายแค่ไหน
ที่โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ดังกล่าวได้ตกทอดมาถึงยุคสมัยแห่งการเลือกตั้ง
ซึ่งมีนักการเมืองเป็นใหญ่แต่ก็อีกนั่นแหละ นี่เป็นประเด็นที่หลงหูหลงตานักคิดหรือนักวิชาการในประเทศไทยมากที่สุด
ที่ผ่านมาเรามักจะคิดแต่ว่าทำอย่างไรจึงจะได้คนดีมาบริหารบ้านเมือง
จึงเน้นการไปในเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครชิงอำนาจ เน้นไปที่กระบวนการเลือกตั้ง
หรือการสร้างพรรคการเมืองที่ดี กระทั่งในระยะหลังๆ
ก็มีการสร้างองค์กรตรวจสอบนักการเมืองขึ้นมาอย่างเช่น กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
หรือแม้แต่การกำหนดให้วุฒิสภาเป็นเขตปลอดพรรคการเมืองก็ถือได้ว่าเป็นความพยายาม
ที่จะถ่วงดุลย์นักการเมืองที่เข้ามากุมอำนาจตรงส่วนยอดของระบบบริหารราชการแผ่นดินแต่เราลืมไปว่าตราบใดที่โครงสร้างการปกครองยังเป็นแบบรวมศูนย์เช่นนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
หรือเปลี่ยนแปลงน้อยมากจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสมัยอำนาจนิยม
เพียงแต่ว่าผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดในปัจจุบันคือนักเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง
แทนที่จะเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์หรือผู้นำกองทัพอย่างในอดีตโดยตัวของมันเองแล้วการเมืองแบบประชาธิปไตยก็ไม่ใช่สิ่งที่ไปกันได้กับการปกครองแบบรวม
ศูนย์อำนาจและบัญชาสังคมจากบนลงล่างแต่สภาพที่เรากำลังเผชิญอยู่ยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้นอีก
เพราะในขณะที่ระบบบริหารราชการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ตั้งแต่ควบคุมจัดสรรและจัดการทรัพยากร
ของชาติไปจนถึงจัดทำงบประมาณค่าใช้จ่ายของส่วนรวมปีละหลายแสนล้านบาท
ตลอดจนมีอำนาจหน้าที่ในการขจัดข้อพิพาทและรักษาความยุติธรรมทางกฎหมายและทางสังคม
ผู้คนที่ผลัดเวียนกันก้าวขึ้นไปบัญชาระบบนี้กลับเป็นแค่เครือข่ายอุปถัมภ์ของคนกลุ่มน้อยเท่านั้น
ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าพวกเขาจะใช้อำนาจการปกครองที่รวมศูนย์ในทุกมิตินี้ไปเพื่อความผาสุกของชน
ทุกหมู่ในสังคมในทางตรงกันข้าม
สิ่งที่เราเห็นก็คือการเติบโตร่ำรวยอย่างรวดเร็วและมหาศาลของบรรดานักการเมืองที่เข้าไปควบคุมกระทรวงต่างๆ
ส่วนบรรดาเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ดำรงอยู่แล้วในระบบราชการก็โยงตัวเองเข้าหา "นายใหม่"
อย่างรวดเร็ว
เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะได้เห็นการปฏิรูประบบการปกครองโดยนักการเมืองที่ได้ชื่อว่ามาจากฉันทานุมัติ
ของประชาชน
กลับกลายเป็นได้เห็นการ "ล้วงลูก" เข้าไปสู่ระบบราชการโดยคนที่มาจากการเลือกตั้ง
สร้างความสับสนอลหม่านในการปฏิบัติงานของหน่วยราชการต่างๆ
ซึ่งเดิมก็มีปัญหาอยู่แล้ว....เป็นอย่างยิ่งถามว่าเช่นนี้แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี ?
คำตอบที่ตรงไปตรงมามากที่สุดก็คือ
เราจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยเสียใหม่...โดยเพิ่มบทบาทของฝ่ายประชาชนเข้าไป....
นี่ไม่ใช่เรื่องของการชุมนุมประท้วง ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านรัฐบาลหรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง....
หากเป็นเรื่องที่ใหญ่โตกว่านั้นมากนักสิ่งที่เราปรารถนาก็คือ สิทธิที่จะแสดงอธิปไตยของปวงชนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
และเป็นองค์ประกอบที่ถาวรของระบอบการเมืองการปกครองในประเทศนี้...ไม่ใช่พอเลือกตั้งเสร็จ
อำนาจในการกำหนดชีวิตตนเองของประชาชนก็สูญสลายไปจนไม่มีอะไรเหลือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือว่า เราจะต้องผลักดันให้มีการกระจายอำนาจจากรัฐไปสู่สังคมมากขึ้น
เพื่อไม่ให้นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยใช้กลไกการปกครองและวิธีการปกครองแบบเดียวกับระบอบอำนาจนิยมเราจะต้องผลักดันให้อำนาจบริหารกิจการของแผ่นดินอยู่ในมือของประชาชนโดยตรงมากขึ้น
เพื่อพวกเขาจะได้ใช้อำนาจนี้ไปในการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองทิศทางเช่นนี้มิได้หมายความว่าเราจะมุ่งแต่ผลักดันให้มีการเลือตั้งผู้บริหารประเทศทุกระดับชั้น
ตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึงท้องถิ่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองในลักษณะเช่นนั้น
แม้ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจบริหารได้ในระดับหนึ่ง
แต่ก็เป็นการกระจายอยู่ในกรอบคิดเดิมและโครงสร้างอำนาจเดิม
คือให้ประชาชนมีส่วนร่วมแค่เลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น
และให้หน่วยงานของรัฐในระดับท้องถิ่นมีอำนาจมากขึ้นภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่อยู่ในระดับสูงกว่า
แต่เมื่อกล่าวถึงที่สุดแล้วอำนาจบริหารจัดการก็ไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนแต่อย่างใดยิ่งไปกว่านั้นสภาพที่เกิดขึ้นก็มิได้ต่างไปจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตั้งรัฐบาลมากนัก
การเลือกตั้งยังคงเป็นแค่เกมการเมืองของเครือข่ายอุปถัมภ์ในระดับท้องถิ่น
ซึ่งนับวันยิ่งโยงใยกับเครือข่ายอุปถัมภ์ที่กุมอำนาจในระดับชาติ
และใช้ทุกวิธีการตั้งแต่ซื้อเสียงไปจนถึงใช้ความรุนแรงเพื่อชัยชนะของตนการกระจายอำนาจตามแบบแผนเช่นนี้
มิใช่การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างแท้จริง
หากเป็นการนำอำนาจรัฐบางส่วนมาเปิดประมูลขายให้กับผู้มีอำนาจซื้อ
โดยผู้ที่ประมูลได้ก็จะได้ใช้อำนาจเท่าที่หน่วยบริหารนั้นๆ เคยมีมาแต่เดิม
ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็จะประกอบด้วยอำนาจในการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินและจัดการทรัพยากรการปฏิรูปการปกครองในทิศทางดังกล่าวอาจจะมีความจำเป็นและเกิดประโยชน์อยู่ในระดับหนึ่ง
แต่สิ่งนี้ยังไม่พอและไม่จำเป็นเท่ากับการกระจายอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณแผ่นดิน
หรือแม้กระทั่งอำนาจในการออกกฎหมาย
รักษากฎหมายและผดุงความยุติธรรมให้อยู่ในมือประชาชนโดยตรงพูดสั้นๆ
ก็คือทิศทางที่ถูกต้องกว่าได้แก่การกระจายอำนาจการปกครองโดยรัฐให้เป็นการปกครองตนเอง
โดยตรงของประชาชนมากขึ้นหรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระดับที่รัฐกำหนดฝ่ายเดียวไม่ได้..
ทั้งประชาชนในระดับชุมชนท้องถิ่นและประชาชนโดยรวมในระดับทั่วประเทศเพราะฉะนั้น
ประเด็นสำคัญของประชาธิปไตยในบริบทไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการเลือกตั้งมากน้อยถี่ห่างเพียงใด
หากอยู่ที่การใช้อธิปไตยอย่างต่อเนื่องของปวงชนชาวไทย
และการแปรอำนาจในการให้ความเห็นชอบทางการเมืองของประชาชนให้กลายเป็นอำนาจที่สัมผัสได้อย่างแท้จริงกล่าวเช่นนี้แล้ว
เราคงต้องยอมรับว่าจุดเน้นการปฏิรูปการเมืองและการปกครองของไทยจะต้องเปลี่ยนจากการขยายตัวทาง
โครงสร้างมาเป็นเน้นที่กระบวนการใช้อำนาจมากขึ้น
ไม่ว่าจะกระบวนการกำหนดนโยบาย หรือกระบวนการบริหารจัดการก็ตาม
นี่หมายถึงว่าจะต้องมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการเมือง
จากความคิดที่จะให้ประชาชนควบคุมรัฐบาลโดยผ่านการเลือกตั้งตัวแทนอย่างเดียว
มาเป็นประชาชนควบคุมและกำกับการใช้อำนาจของรัฐในทุกระดับด้วยมีกฎหมายหลายฉบับที่จะต้องแก้ไขหรือกระทั่งยกเลิก
เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติโดยการตัดสินใจของรัฐฝ่ายเดียวไม่เกิดขึ้นอีก
เพราะเราไม่เชื่อว่าความเที่ยงธรรมของรัฐที่ถูกยึดกุมโดยเครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมือง
งบประมาณของชาติที่มาจากทรัพย์สินของประชาชนนั้น
ก็ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดจุดหมายปลายทางของการใช้จ่าย
หรือแม้แต่มีส่วนควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินนอกจากนี้ ในฐานะที่ประชาชนคือเจ้าของประเทศและเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย
ตลอดจนเป็นองค์ประกอบใหญ่สุดของความเป็นชาติ เราก็ไม่ควรอนุญาตให้ผู้บริหารประเทศ
ซึ่งแม้จะมาจากการเลือกตั้ง
มีอำนาจแต่ฝ่ายเดียวในการให้สิทธิพิเศษแก่ทุนข้ามชาติในการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์
บนผืนแผ่นดินที่เราเป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะนอกจากเราจะไม่เชื่อในวิสัยทัศน์ของเครือข่ายอุปถัมภ์ที่เข้ามากุมอำนาจรัฐแล้ว
เรายังไม่เชื่ออีกว่าทุนข้ามชาติจะยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นสิ่งสำคัญต่อจากนี้ไป ผมเห็นว่าสิ่งที่รัฐหรือผู้กุมอำนาจรัฐทำได้เองโดยตรงควรจะต้องมีขอบเขตแคบลง
ในทางกลับกันสิ่งที่รัฐจะต้องปรึกษาหารือประชาชนก่อนมีมติดำเนินการใดๆจะต้องขยายรายการออกไปมากขึ้นมันอาจจะออกมาในรูปของกระบวนการประชาพิจารณ์
ออกมาในรูปของกรรมการร่วมระหว่างรัฐกับประชาชน
หรือองค์กรที่ประชาชนจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นปากเสียงของพวกเขา ฯลฯ
เราไม่รู้เรื่องรูปแบบอาจจะตกลงกันได้ แต่ที่แน่ๆ คือถ้าสภาพเช่นนี้ปรากฏเป็นจริง
ปัญหาต่างๆที่สั่งสมอยู่ในประเทศไทยจะได้รับการสะสางด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนเองมิตรสหายและท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ
คำถามที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ
แล้วทำอย่างไรการกระจายอำนาจการปกครองในทิศทางนี้จึงจะปรากฏเป็นจริง?
จะมีพลังทางการเมืองใดเหลืออยู่ในสังคม
ที่จะกล้าออกมาผลักดันให้มีการปรับปรุงกระบวนการใช้อำนาจให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น?กล่าวในทางตรรกะแล้ว ผู้ที่ควรจะเป็นพลังผลักดันการปฏิรูปการปกครองก้าวต่อไป
น่าจะเป็นผู้ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์ทุกหนแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวชนบท
คนเหล่านี้นับวันยิ่งไม่มีทางออก และกลายเป็นเหยื่อของการพัฒนาแบบด้านเดียว
ที่ถูกทอดทิ้งราวกับชีวิตของพวกเขาไม่มีคุณค่าและความหมายอย่างไรก็ตามถ้าเราพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว
ก็จะพบว่าคนจนไม่ได้ผูกขาดความทุกข์อีกต่อไป
ผลพวงของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดและการครอบงำของทุนข้ามชาติได้ทำให้นักธุรกิจ
และผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมหาศาลเกือบจะหมดหนทางทำมาหากินไปด้วยเช่นกัน
หลายคนต้องเปลี่ยนฐานะจากมีเป็นหมดในชั่วเวลาข้ามคืน
จำนวนไม่น้อยเข้านอนด้วยความวิตกกังวลและตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะกังวลมากขึ้น
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าจำนวนหนึ่งได้ลาโลกไปแล้ว
เพราะไม่อาจจะเผชิญกับความอับจนของชีวิตที่มาถึงทางตันประเทศไทยทุกวันนี้ มีฐานะไม่ต่างอันใดกับดินแดนอาณานิคม
อิทธิพลของทุนข้ามชาติได้รุกล้ำเข้ามาในทุกขอบเขตทุกปริมณฑล
ตั้งแต่อุตสาหกรรมถึงเกษตรกรรม ตั้งแต่ส่งออกถึงนำเข้า ตั้งแต่ขายส่งถึงขายปลีก
และตั้งแต่การเมืองเศรษฐกิจไปจนถึงจิตวิญญาณ....การที่ประเทศไทยต้องตกเป็นประเทศทุนนิยมหางแถว
ต้องเสียเปรียบและตกเป็นเบี้ยล่างของต่างชาติเช่นนี้...ใครเล่าจะบอกได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับผู้นำทางการเมือง
ใครเล่าจะบอกได้ว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้รับผิดชอบประเทศเพราะฉะนั้น....ถ้าเราต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรก
คือไม่อนุญาตให้การติดสินใจในระดับโครงสร้างและนโยบายอยู่ในมือของผู้นำรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียว
เราจะต้องช่วยกันผลักดันให้เสียงประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของประบวนการกำหนดนโยบายแห่งชาติ
เพราะประชาชนคือชาติ และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้เดือดร้อนทุกหมู่เหล่าทุกข์ชั้นชน
จะต้องถือตนว่ามีฐานะเป็นเจ้าของประเทศ...และมีหน้าที่ร่วมกันในการกอบกู้บ้านเมืองที่ย่อยยับไปแล้ว
ให้กลับคืนเป็นดินแดนแห่งความผาสุขขึ้นมาอีกนี่คือหน้าที่ของพลเมือง นี่คือการเมืองภาคพลเมือง
และนี่คือการแสดงออกซึ่งอธิปไตยของปวงชน...แน่ละ
ผู้คนบนเวทีอำนาจจำนวนหนึ่งและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ยอมรับในสิ่งนี้และมองมันในแง่ร้ายในทุกมิติ
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะยอมศิโรราบ และปล่อยให้บ้านเมืองเสื่อมทรุดไปตามยถากรรมบทบาททางการเมืองของประชาชนและการเคลื่อนไหวทางปัญญาของทั่วทั้งสังคมนั้น
จริงๆแล้วเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย
แต่ก็เป็นขั้นตอนที่เราถูกห้ามหวงมาตลอด แม้ครั้งหนึ่งมันจะเคยเกิดขึ้นในห้วง 14 ตุลาคม 2516
แต่ความทรวงจำในเรื่องนี้ก็ถูกลบล้างลงไปอย่างจงใจ
และไม่เคยได้รับอนุญาตให้ส่งทอดมาสู่คนรุ่นหลังหลายคนคิดเอาง่ายๆว่าแค่ออกแบบโครงสร้างทางการเมืองให้มีการเลือกตั้งและมีนักการเมืองอาชีพจำนวนหนึ่ง
เราก็สามารถเป็นประชาธิปไตยกันได้แต่ความเป็นจริงที่คลี่คลายมาตลอด ก็บ่งชี้ว่าการเมืองที่เล่นกันอยู่ในหมู่ชนชั้นนำสองสามกลุ่ม
ไม่ได้ช่วยให้ประเทศชาติก้าวไปถึงไหน
ไม่ว่าจะเป็นในด้านความเจริญรุ่งเรืองที่ควรกระจายให้ทั่วถึง
ความยุติธรรมทางสังคมสำหรับชนทุกหมู่เหล่า หรือสร้างศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของชาติไทย
คนไทยในสังคมสากลเพราะฉะนั้นถึงวันนี้ ประชาชนไม่มีทางเลือกเป็นอื่น
นอกจากจะต้องขึ้นเวทีการเมืองด้วยตนเอง....ความเคลื่อนไหวของประชาชนที่ใช้สติปัญญาและสันติวิธี ไม่ใช่ความวุ่นวายในสังคม
และยิ่งไม่ใช่ภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ หากเป็นรูปธรรมของสิทธิเสรีภาพ
เป็นรูปธรรมของความรักที่บุตรแห่งแผ่นดินนี้มีต่อแผ่นดินแม่...
และเป็นจังหวะเต้นของหัวใจแห่งระบอบประชาธิปไตยความตื่นรู้ของประชาชนในธุระส่วนรวม
เป็นลักษณาการของระบอบการเมืองที่มีชีวิต...และมีพลัง....ขอบคุณครับ