รัฐไทยในศตวรรษที่21ปาฐกถาพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 46ปี สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล 24 กันยายน 2543 โรงแรมรัตนโกสินทร์ท่านผู้มีเกียรติและมิตรสหายทั้งหลาย
ก่อนอื่นคงต้องขอขอบคุณสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ที่มีศรัทธาเชิญผมมาแสดงความคิดเห็น
ในวันนี้...เรื่องที่เราจะคุยกันเป็นเรื่องที่ใหญ่มากและผมอยากจะกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าบทบาทของ
ผมเป็นเพียงผู้จุดประเด็นให้บังเกิดความสนใจในเรื่องดังกล่าวเท่านั้น...มิใช่ถือตนว่าเป็นผู้ยึดกุม
สัจจธรรมในเรื่องของรัฐและอำนาจการเมืองแต่อย่างใด...การตั้งหัวข้อไว้ว่ารัฐไทยในศตวรรษที่21
แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่การตีเส้นแบ่งตายตัวว่าเราจะพูดกันแต่เรื่อง ของรัฐไทยในอนาคต
เพราะจะว่าไปก็ยังไม่มีใครเคยเห็นรัฐไทยในอนาคต เนื่องจากอนาคตเป็นสภาพที่ยังมาไม่ถึง
เพียงแต่เราอยากจะพูดถึงรัฐไทยในอดีตและปัจจุบัน
แล้วอาศัยความเข้าใจอันนี้ไปคาดการณ์หรือไปตั้ง
ความหวังเกี่ยวกับลักษณะของรัฐไทย...กระทั่งไปชี้นำการเคลื่อนไหวทางการเมือง
เพื่อดัดแปลงรัฐให้เหมาะสมกับความเป็นจริงของยุคสมัย...
ถามว่าแล้วทำไมจึงต้องพูดถึงรัฐ...ทำไมไม่พูดถึงอนาคตของสังคมไทยในด้านอื่นๆ เช่นในด้าน
เศรษฐกิจการทำมาหากิน ในด้านเทคโนโลยีข่าวสาร
หรือในด้านวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน?แน่ละ สิ่งเหล่านี้ก็มีความสำคัญ
แต่ถ้าวัดกันในแง่อิทธิพลที่มีต่อชีวิตเราแล้ว รัฐยังคงเป็นองค์ประกอบ ที่ใหญ่โตในประเทศไทย
ซึ่งคอยควบคุมกำกับความเป็นไปในสังคม ยิ่งถ้าเราพิจารณาในบริบทหรือสถานการณ์ปัจจุบัน
การที่รัฐไทยจะทำหน้าที่ได้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ล้วนมีบทบาทชี้เป็นชี้ตาย
สามารถทำให้สังคมฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆก็ได้ หรือโทรมทรุดหนักหน่วงลงไปอีกก็ได้ท่านผู้มีเกียรติและมิตรสหายทั้งหลายครับ เมื่อเอ่ยถึงรัฐ
คนทั่วไปก็มักจะนึกถึงการเมืองและการใช้อำนาจก่อนสิ่งอื่นใด นอกจากนี้แล้วก็อาจจะ
นึกถึงประเทศชาติ...ซึ่งบางทีเราก็เรียกว่าสังคม อันเป็นที่สถิตย์ของผลประโยชน์ส่วนรวม...
การคิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และคิดได้ถูกต้องตามความจริง เพียงแต่ว่าสำหรับคนทั่วไป
บางทีการ โยงใยความสัมพันธ์ระหว่าง การเมือง รัฐและสังคม
อาจจะไขว้เขวไปมาจนทำให้มองปัญหาผิดพลาด หรือ
บางทีก็มองข้ามความเกี่ยวข้องระหว่างชีวิตของตนเองกับชีวิตของส่วนรวมไปจนหมดสิ้น
เพราะฉะนั้นในเบื้องแรก ผมคิดว่าเราควรทำความเข้าใจจินตภาพพื้นฐานร่วมกันสัก2-3ประการประการที่หนึ่ง เมื่อเราพูดถึงการเมือง... แม้จะมีแง่มุมให้คิดไปได้มากมายว่าการเมืองคืออะไรแต่
กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว การเมืองคือกระบวนการจัดสรรผลประโยชน์และสิ่งมีค่าทางสังคมโดยผ่าน
วิธีการที่ใช้อำนาจ....ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผลประโยชน์และสิ่งมีค่าทางสังคมดังกล่าว
อาจจะมีตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงยศฐาบรรดา ศักดิ์ กระทั่งกฏระเบียบและนโยบายที่เอื้อ
ให้บางส่วนได้รับผลประโยชน์ และบางส่วนสูญเสียผลประโยชน์ ฯลฯ...สิ่งใดที่ได้มาหรือเสียไปโดยไม่ผ่าน
กระบวนการใช้อำนาจ อาจจะไม่ถือเป็นเรื่องของการเมือง เช่น การได้ทรัพย์สินมาโดยความสิเนหาของผู้อื่น
หรือการมีชื่อเสียงมาจากคุณงามความดีและผลงานสร้างสรรค์ ต่างๆ เป็นต้นประการต่อมา
ในเมื่อการเมืองคือกระบวนการเช่นนั้น การเมืองจึงแยกไม่ออกจาการดำรงอยู่รัฐ
ทั้งนี้เนื่องจากรัฐคือศูนย์รวมความสัมพันธ์ทางอำนาจทั้งปวง
ความสัมพันธ์ทางอำนาจอื่นๆที่มีอยู่ล้วนต้องขึ้นต่อการยอมรับของรัฐ
และจะไม่มีขอบเขตเทียบเท่า อย่าว่าแต่เกินไปกว่าอำนาจรัฐ
ยกตัวอย่างเช่นอำนาจพ่อแม่ที่มีต่อบุตร อำนาจของครูที่มีต่อนักเรียน
อำนาจผู้บริหารบริษัทที่มีต่อ ลูกจ้าง พนักงาน ดังนี้เป็นต้น
ยิ่งเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยแล้ว ยิ่งมีขอบเขตตามที่รัฐกำหนดไว้ชัดเจน โดยพื้นฐานแล้ว
รัฐจะผูกขาดอำนาจอยู่สามประการคือ
1)อำนาจในการออกระเบียบกฏหมายที่ครอบคลุมคนทั้งสังคมและอำนาจในการตัดสินคดีความ
2)อำนาจในการจัดเก็บภาษีและนำเงินจากภาษีนั้นไปใช้จ่าย
3) อำนาจในการจัดตั้งกองกำลังอาวุธ และใช้ความรุนแรงอำนาจเหล่านี้เป็นอำนาจที่รัฐจะต้องมี
โดยถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของความเป็นรัฐ แต่ก็มีอำนาจอีก
หลายอย่างที่รัฐสมัยใหม่อาจจะเสริมขยายให้มากขึ้นอีก
เช่นอำนาจในการแทรกแซงทางด้านเศรษฐกิจเป็นต้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว
อำนาจที่เพิ่มขึ้นมาของรัฐก็มักงอกเงยมาจากการมีอำนาจผูกขาดทั้ง สามเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น
นอกเหนือไปจากการเป็นศูนย์รวมความสัมพันธ์ทางอำนาจทั้งปวงแล้ว ตัวรัฐเองก็มีจะมีการจัดตั้ง
เป็นลำดับชั้นต่างๆ ซึ่งมีทั้งความเกี่ยวโยงและมีคุณสมบัติเฉพาะที่แยกออกจากกัน ในชั้นแรกสุด
รัฐจะต้องมีระบอบการเมือง( regime) ซึ่งเป็นกรอบความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่าง
สถาบันการเมืองต่างๆ ในกรอบดังกล่าวมีทั้งข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการขึ้นสู่อำนาจ
กระบวนการใช้อำนาจ และกระบวนการส่งทอดอำนาจ
ตลอดจนการจัดสรรอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองด้วยกัน ส่วน
ความเรียบง่ายหรือความซับซ้อนของระบอบการเมือง ก็เป็นไปตามยุคสมัยที่แตกต่างกัน
ในลำดับต่อมา รัฐจะต้องมีรัฐบาลดำรงอยู่ในฐานะองค์กรนำ
คอยดูแลกำกับให้กระบวนการใช้อำนาจ
ทั้งหมดของรัฐเป็นไปตามจุดหมายและกรอบกติกาที่วางไว้ถ้าเทียบกับสภาพปัจจุบันแล้ว
ฐานะของรัฐบาล ก็คล้ายกรรมการผู้จัดการของบริษัทเอกชน อย่างไรก็ตาม
เราควรเข้าใจว่ารัฐบาลแบบที่เราเห็นในปัจจุบันค่อน ข้างเป็นประดิษฐกรรมสมัยใหม่
แต่ครั้งโบราณจริงๆ เมื่อมีการใช้อำนาจโดยผ่านการนำของคนๆเดียว เช่น พระมหากษัตริย์
ก็ไม่ได้เรียกกันว่ารัฐบาล และไม่มีการจัดองค์กรแบบที่เราเห็นในระยะหลัง แม้แต่คำศัพท์ที่
ใช้ก็ไม่มีคำนี้ คงเรียกศูนย์อำนาจส่วนนี้ว่าหลวงบ้าง แผ่นดินบ้าง
หากความเข้าใจที่ตรงกันก็คือนี่คือที่สถิตย์ ของอำนาจที่สูงสุดในสังคม สุดท้าย
รัฐจะต้องมีเครื่องมือ หรือกลไกการปกครอง คอยดำเนินการให้การใช้อำนาจของตนปรากฏ
เป็นจริง เช่นในสมัยใหม่ก็อาจจะมีกองทัพ มีตำรวจ มีศาล และหน่วยราชการต่างๆ
ส่วนในสมัยโบราณก็อาจจะ มีแค่ขุนนางชั้นต่างๆคอยทำหน้าที่ทุกอย่าง
เหล่านี้เป็นส่วนของรัฐที่สังคมมองเห็นมากที่สุด และส่งผลกระทบ
มากที่สุดในการใช้ชีวิตประจำวัน ในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของทั่วโลก
รวมทั้งของไทยเราด้วย ก็เคยมีเหมือนกันที่ทั้ง ระบอบการเมือง รัฐบาล
และกลไกการปกครองรวมศูนย์อยู่ในสถาบันเดียว เช่นกองทัพ แต่ในสังคมสมัยใหม่
โดยเฉพาะในยุคของประชาธิปไตย การแยกส่วนต่างๆขององค์กรจัดตั้งที่ประกอบขึ้นเป็นรัฐ
จะมีลักษณะ หลากหลายขึ้นและชัดเจนขึ้น จากนี้เรามาทำความเข้าใจจินตภาพเกี่ยวกับสังคม...
หลังจากเราเข้าใจแล้วว่าการเมืองคือกระบวนการจัดสรรและจัดการผลประโยชน์ตลอดจนสิ่งมีค่า
ทางสังคมโดยผ่านการใช้อำนาจ ...และเข้าใจด้วยว่าศูนย์รวมความสัมพันธ์ทางอำนาจทั้งปวงคือรัฐ
สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจเพิ่มเติมในเรื่องนี้ก็คือ...สังคมเป็นพื้นที่ที่ทั้งผลิตผลประโยชน์และสิ่งมีค่าต่างๆ
ในทางวัฒนธรรมมาให้การเมืองจัดการและจัดสรร ขณะเดียวกันสังคมก็เป็นพื้นที่รองรับผลอันเกิด
จากกระบวนการดังกล่าว พูดอีกแบบหนึ่งก็คือว่าสังคมเป็นเป้าหมายการใช้อำนาจของรัฐ
ซึ่งจะออกมาดีชั่วประการใดย่อมขึ้นต่อลักษณะของรัฐและกระบวนการการเมืองที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในรัฐเป็นสำคัญ
ผลประโยชน์ที่ดำรงอยู่ในสังคมนั้น อาจจะมีตั้งแต่เรื่องง่ายๆเช่นกำลังคนซึ่งรัฐโบราณของไทยถือ
เป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้ามาควบคุมกำกับ จากนั้นอาศัยการควบคุมกำลังคนเป็นพื้นฐานไปสู่การควบคุมผลผลิต
ทางการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ โดยผ่านการเก็บภาษีเป็นสิ่งของ ดังนี้เป็นต้น แต่ต่อมา
เมื่อสังคมมีการแปรเปลี่ยนมาสู่รูปแบบการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมาก็
อาจจะอยู่ในรูปของมูลค่าแลกเปลี่ยนมากกว่ามูลค่าใช้สอย
หรือกล่าวได้ว่าเป็นเงินตรามากกว่าอย่างอื่นส่วนผลประโยชน์หรือสิ่งมีค่าทางวัฒนธรรมนั้น
ก็อาจจะมีตั้งแต่การศึกษา ข่าวสาร ความรับรู้ รางวัลและการยอมรับ
ไปจนถึงบันทัดฐานเกี่ยวกับผิดถูกดีงาม ความต่ำต้อย ความสูงส่ง อะไรทำนองนั้น
สิ่งที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่งเกี่ยวกับสังคมก็คือ มันไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่
หากมีวิวัฒนาการจากระดับชุมชนเล็กๆมาสู่แว่นแคว้นและในที่สุดก็มาถึงหน่วยล่าสุดที่เราใช้กันอยู่
อันได้แก่ประเทศชาติเพราะฉะนั้นในปัจจุบันที่เรากล่าวว่าสังคมเป็นทั้งพื้นที่ผลิตผลประโยชน์ต่างๆที่รัฐเข้ามาใช้อำนาจจัดสรรจัดการ
และเป็นผลพวงจากการจัดสรรจัดการผลประโยชน์โดยรัฐ....แท้จริงแล้วเราก็กำลังพูดถึงความ
สัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาตินั่นเอง..... ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ ที่ผ่านมาทั้งหมด
ผมเพียงแต่พยายามตีแผ่ลักษณะใจกลางของการเมือง รัฐและสังคมตลอดจน
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ โดยยังไม่ได้วิเคราะห์อะไรทั้งสิ้น ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีอะไรเลว
รวมทั้งไม่ได้บอกว่าความสัมพันธ์ที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร...
ทั้งหมดเป็นเพียงการระบุยืนยันความเป็นจริงขั้นพื้นฐาน
เกี่ยวกับการใช้อำนาจและกระบวนการจัดสรรจัดการผลประโยชน์ของมนุษย์ ทว่าจากนี้เป็นต้นไป
คือจุดที่ผู้คนมักจะมีทรรศนะทางการเมืองแตกต่างกัน
และสาเหตุที่ทำให้คนเรามีทรรศนะทางการเมืองแตกต่างกันมากที่สุด
อยู่ที่ทรรศนะของพวกเขาที่มีต่อรัฐเท่าที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ เราอาจจะแบ่งกระบวนทัศน์(paradigm)ที่ถูกนำมาใช้มองรัฐได้สามแบบคือ
1) เห็นว่ารัฐเป็นสิ่ง'ศักดิ์สิทธิ์'อยู่เหนือสังคม โดยมีทั้งหน้าที่ปกป้องคุ้มครองและอบรมสั่งสอนคน
ในสังคม อันนี้เป็นกระบวนทัศน์ที่มีมาแต่โบราณ อาจจะถอยไปถึงยุคกรีก
หรือถอยไปถึงสมัยรัฐขุนนางตลอดจนรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ส่วนในสมัยใหม่ก็อาจจะเป็นกระบวนทัศน์ของระบอบอำนาจนิยมต่างๆ เช่นระบอบนาซี ฟาสซิสต์
หรือระบอบเผด็จการทั้งปวงความคิดทางการเมืองที่ออกมาจากกระบวนทัศน์ดังกล่าวมักจะเห็นว่า
ประชาชนทั่วไปไม่ควรเข้าไปมีหน้าที่หรือบทบาททางการเมือง
ทั้งหมดเป็นเรื่องของผู้กุมอำนาจซึ่งประชาชนควรเคารพเชื่อฟัง2) เห็นว่ารัฐเป็นแค่เครื่องมือทำงานของสังคม แม้จะมีฐานะสูงส่งกว่าภาคส่วนอื่นๆแต่ก็ไม่ใช่สิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์อะไร...กระบวนทัศน์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยแนวคิดเสรีนิยมและแนวคิดประชาธิปไตย
ซึ่งถือว่ารัฐมีหน้าที่แค่รักษากติกาในการอยู่ร่วมกันและตัดสินกรณีพิพาทในกรณีที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น
แนวคิดนี้...จะว่าไปแล้วก็เป็นแนวคิดที่ไม่ไว้ใจรัฐ
เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นสิทธิของฝ่ายสังคมที่จะส่งคนขึ้นไปควบคุมกำกับการทำงานของรัฐไว้ในชั้นแรก
เพื่อให้รัฐใช้อำนาจอย่างสอดคล้องกับจุดหมายและผลประโยชน์ของส่วนรวม ขณะเดียวกัน
กระบวนทัศน์แบบนี้ก็สร้างความเชื่อขึ้นมาว่ารัฐเป็นของกลาง ไม่เข้าใครออกใคร
ต่อให้เบี่ยงเบนอย่างไรสังคมก็สามารถควบคุมรัฐได้3) เห็นว่ารัฐเป็นเครื่องมือทางชนชั้น หรือเป็นอุปกรณ์การควบคุมที่ชนชั้นผู้ได้เปรียบสร้างขึ้นและนำ
มาใช้กระทำต่อชนชั้นผู้เสียเปรียบ
กระบวนทัศน์ดังกล่าวจริงๆแล้วก็เป็นปฏิกริยาตอบโต้กระบวนทัศน์เสรีนิยม
โดยพวกสังคมนิยมสกุลต่างๆ ซึ่งตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่19มาถึงปลายศตวรรษที่20
ได้มีลัทธิมารกซ์หรือขบวนคอมมูนิสต์เป็นธงนำที่สำคัญ... ถามว่าทั้งสามกระบวนทัศน์นี้
อันไหนถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด ? ในความเห็นของผม
ทุกกระบวนทัศน์ต่างก็ดึงความจริงเข้ามาเพียงบางส่วนเท่านั้น
ที่เหลือเป็นจินตนาการที่รัฐอาศัยสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง
รวมทั้งปลูกฝังให้เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ครอบงำความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในสังคมยกตัวอย่างเช่นรัฐเผด็จการหรือรัฐอำนาจนิยมที่บอกว่าจะปกป้องคุ้มครองคนทั้งประเทศเหมือนพ่อ
ปกครองลูกนั้น เอาเข้าจริงๆกลับกลายเป็นรัฐที่ใช้ความรุนแรงกับสังคมมากที่สุด
พฤติกรรมของผู้ปกครอง เองแทนที่จะสูงส่ง
ไร้ผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนชนชั้นผู้ปกครองในปรัชญาของเพลโต้ ก็มักกลายเป็นต่ำทราม
เสเพล และโลภหลงไม่สิ้นสุด เป็นเช่นนี้เหมือนกันแทบทุกแห่ง ทั้งในยุโรป เอเชีย
อาฟริกาและลาตินอเมริกา กล่าวสำหรับรัฐเสรีประชาธิปไตย
แม้จะมีปรัชญาอยู่ที่เป็นกลางและให้ประโยชน์ต่อคนในสังคมอย่าง เสมอหน้า
แต่ในความเป็นจริงโอกาสในชีวิตที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ในสังคม
ก็ส่งผลให้โอกาสทางการเมืองของผู้คน หมู่เหล่าต่างๆแตกต่างกันไป
ทั้งในด้านที่จะขึ้นสู่เวทีการเมืองขึ้นไปกุมอำนาจรัฐ ในด้านของการมีส่วนร่วม กำหนดนโยบาย
และในระดับของผลประโยชน์ที่รัฐจัดสรรมาให้....ทั้งทางตรงและทางอ้อม
เพียงแต่ว่ากระบวนทัศน์เสรีประชาธิปไตยมีผลมากในการทำให้กระบวนการใช้อำนาจที่รัฐกระทำ
ต่อสังคมลดความรุนแรงลง รวมทั้งมีการอนุญาตให้ผู้เสียเปรียบสามารถต่อรองผลประโยชน์ได้มากขึ้น เมื่อ
เทียบกับรัฐเผด็จการหรือรัฐอำนาจนิยมส่วนกระบวนทัศน์ที่ถือว่ารัฐเป็นเครื่องมือการกดขี่ทางชนชั้นนั้น
จริงๆแล้วก็ได้ข้อสรุปเกือบทั้งหมด มาจากประสบการณ์ของยุโรปในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่19
หรือจะพูดอีกแบบหนึ่งก็คือเป็นประสบการณ์ จากระบบทุนนิยมยุคแรกๆ
และประชาธิปไตยยุคต้นๆ หลังจากนั้นมารัฐต่างๆในยุโรปตะวันตกก็มีลักษณะ
ทางชนชั้นลดลงกว่าเดิมมาก แม้ว่าจะยังมีฉันทาคติลำเอียงเข้าข้างผู้ได้เปรียบอยู่บ้างก็ตาม
แต่การปฏิเสธ ประชาชนชั้นล่างโดยสิ้นเชิงนั้น ถึงวันนี้เกือบจะทำไม่ได้แล้วสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนทัศน์นี้ก็คือ
เมื่อขบวนสังคมนิยมได้ชัยชนะในการปฏิวัติในบางประเทศและจัดตั้งรัฐของชนชั้นกรรมาชีพขึ้นมา
ตามจินตนาการของตน ผลที่เกิดขึ้นแทนที่จะเป็นอำนาจรัฐซึ่งผู้ยากไร้ได้ยึดครองเป็นเครื่องมือของตน
กลับกลายเป็นอำนาจรัฐที่อยู่เหนือการควบคุมใดๆของคนในสังคม
รวมทั้งแทบจะมีฐานะเป็น'สิ่งศักดิ์สิทธิ์'ตามกระบวนทัศน์ของรัฐโบราณ
และรัฐอำนาจนิยมที่ฝ่ายซ้ายเคยชิงชังรังเกียจ เช่นนี้แล้ว...จึงมีคำถามหนึ่ง
ที่ผูกพ่วงตามมาอย่างเลี่ยงไม่พ้นในเมื่อทั้งสามกระบวนทัศน์ที่เอ่ยมาล้วนมีข้อจำกัดในการอธิบายความเป็นจริงของรัฐ
แล้วอะไรเล่าคือ คำอธิบายที่ถูกต้อง ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด... ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ
ในความเห็นของผม กระบวนทัศน์ที่ถูกต้องกว่า นอกจากจะต้องเก็บรับส่วนที่เป็นจริงจากสาม
กระบวนทัศน์ข้างต้นมาใช้ประโยชน์ในการมองปัญหาแล้ว
ยังต้องพิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ที่สำคัญอีกสองประการ ประการแรก
เราจะต้องมองเห็นว่าในระดับที่แน่นอนหนึ่ง รัฐก็เป็นหน่วยอิสระในเรื่องของผลประโยชน์
แม้ว่าจะอยู่ในฐานะจัดสรรจัดการผลประโยชน์และคุณค่าต่างๆให้สังคมก็ตาม
แต่รัฐก็ไม่เคยลืมผลประโยชน์ที่ตนพึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางวัตถุ ทางวัฒนธรรม
หรือแม้แต่ในทางความคิดจิตใจ บางครั้ง ที่เราเห็นว่ารัฐใช้อำนาจเพื่อบางชนชั้น
บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องของการถูกกำหนดหรือมุ่งรับ ใช้อย่างจงรักภักดี
หากเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ที่รัฐคำนวนแล้วว่าตนเองจะได้อะไรบ้าง ในโลกมี
ตัวอย่างมากมายที่รัฐสนองผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน เฉพาะในยามที่รัฐได้ผลประโยชน์ด้วย
และถอน ตัวออกจากการดูแลชนชั้นที่ได้เปรียบ เมื่อเห็นว่าได้ประโยชน์ไม่มากนัก
กระทั่งหันไปสนองผู้เสียเปรียบเป็นครั้ง คราว เพื่อรักษาสถานภาพของรัฐเองกล่าวในแง่นี้ การพิจารณาว่ารัฐรับใช้สังคมส่วนรวมโดยไม่มีผลประโยชน์เฉพาะของรัฐ
หรือรัฐเป็นแค่เครื่องมือทางชนชั้นโดยไม่มีผลประโยชน์แยกต่างหากจากชนชั้นที่ตัวเองรับใช้เลย...
ล้วนเป็นทรรศนะที่ผิดทั้งสิ้น
หรือถ้าถูกก็ไม่ครบถ้วน ประการต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
มิใช่เรื่องที่ฝ่ายหนึ่งกำหนดอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ตลอดเวลา หากเป็นปฏิสัมพันธ์
ที่ส่งผลต่อการดัดแปลงซึ่งกันและกันโดยผ่านกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน
ยกตัวอย่างเช่น นโยบายเศรษฐกิจของรัฐย่อมมีผลต่อการเติบโตหรือทรุดต่ำของชีวิตความเป็นอยู่
ในปีกของสังคม ขณะเดียวกันความเจริญรุดหน้าทางเศรษฐกิจในปีกของสังคม
ก็ส่งผลต่อการเติบใหญ่ขยายตัวของรัฐด้วย
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าการศึกษาและวัฒนธรรมที่แปรเปลี่ยนไป
ก็อาจจะมีผลขัดเกลาการใช้อำนาจของรัฐให้มีความประนีตถี่ถ้วนขึ้น และลดความรุนแรงลงผมไม่ทราบว่าจะเรียกกระบวนทัศน์นี้ว่าอย่างไร...แต่นี่คือกระบวนทัศน์ที่ผมอยากจะนำมาใช้
พิจารณารัฐไทยทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่จะมาถึงในศตวรรษที่21
พูดถึงรัฐไทย...ถ้าเราพิจารณาความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็จะพบว่ารัฐไทย
เป็นรัฐที่มีผลประโยชน์อิสระแยกออกจากสังคมในระดับที่ค่อนข้างสูง
ขณะเดียวกันก็ส่งผลสะเทือนต่อสังคม ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อาจจะเกิดจากเงื่อนไขใหญ่3 ประการ1) เพราะว่ารัฐไทยมีการดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องมาจากรัฐโบราณ (premodern state)เพียงแต่ว่าแปร
รูปมาทีละขั้นละตอนจนกระทั่งมีสภาพอย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
2) รัฐไทยมีการปรับตัวและดัดแปลงตนเองสูง รวมทั้งมีบทบาทมาตลอดในการดัดแปลงสังคมให้สอด
คล้องกับผลประโยชน์ของรัฐ
3) เนื่องจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ และบทบาทต่อเนื่องของรัฐในการควบคุมสังคม ทำให้การ
เติบโตของสังคมไทยไม่ได้นำไปสู่ความเข้มแข็งของชนชั้นต่างๆ โดยเฉพาะชนชั้นนายทุน
นอกจากนี้แล้ว ด้วย เหตุผลเดียวกัน ความเป็นชาติในความหมายสมัยใหม่
และในฐานะหน่วยใหญ่สุดของสังคมไทย ก็ตกอยู่ใน สภาพอ่อนแอมาตลอด
ต้องขออภัยท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย....ที่ทั้งหมดนี้ผมคงต้องอธิบายเพิ่มเติมสักเล็กน้อย...
การที่รัฐไทยเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ต่อเนื่องยาวนานมาตลอด
จากโบราณสมัยจนถึงปัจจุบันสมัย...นับว่ามีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้กระบวนทัศน์แบบที่ถือว่ารัฐมี
ฐานะพิเศษอยู่เหนือสังคม ยังคงเหลืออยู่มากในประเทศไทย ยิ่งในช่วงหลังพ.ศ.2475เรื่อยมาแม้ว่าจะมีการประกาศอุดมการณ์ประชาธิปไตยขึ้นแต่การที่รัฐได้ถือเป็นนโยบายของตนในการเข้ามา
บริหารจัดการสังคมอย่างทั่วด้าน ก็ยิ่งเสริมขยายแนวคิดพึ่งพารัฐมากขึ้น และเป็นเช่นนี้ทุกชั้นชน
ไม่ละเว้นแม้ผู้ที่ได้เปรียบอยู่แล้วรวมทั้งไม่ละเว้นแม้ในยามที่ตัวระบอบการเมืองได้ปรับกระบวนทัศน์ให้เป็นแบบ
เสรีประชาธิปไตยแล้ว...ทุกวันนี้ประชาชนทุกหมู่เหล่ายังคงถือว่ารัฐเป็นองค์กร
ที่มี ไว้สำหรับร้องทุกข์ และเรียกร้องให้รัฐเข้าแทรกแซงในปัญหาทั้งปวง
อย่างไรก็ตาม...การที่รัฐไทยมีฐานะค่อนข้างอยู่เหนือสังคมและเป็นภาคีที่ค่อนข้างเป็นอิสระ
ในเรื่อง ของผลประโยชน์ ทำให้การแปรรูปของรัฐหรือการดัดแปลงรัฐไม่ค่อยได้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงทางสังคม
หรือความเรียกร้องต้องการของประชาชนมากนัก หากเกิดขึ้นเพื่อความอยู่รอด
หรือความสอดคล้องกับผลประโยชน์ของรัฐเองเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อครั้งที่มีการปฏิรูปการปกครองในปีพ.ศ.2435เพื่อก่อตั้งกลไกการปครองสมัยใหม่
และรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางแรงกระตุ้นที่สำคัญที่สุดก็คือการคุกคามรัฐไทยโดยมหาอำนาจตะวันตก
ตามมาด้วยความจำเป็นของรัฐที่จะต้องรวมศูนย์ทางด้านการคลัง ส่วนการเลิกไพร่เลิกทาสในปีพ.ศ.2448 ก็
เป็นการยกเลิกอำนาจขุนนางโบราณซึ่งขัดแย้งกับระบบรวมศูนย์อำนาจ
มากกว่าสนองปรารถนาเรื่องสิทธิ เสรีภาพของผู้อยู่ใต้การปกครอง...จริงๆแล้วในขณะนั้น
แนวคิดเรื่องอิสระภาพของปัจเจกบุคคลก็มิได้ก่อรูปขึ้น ในสังคมไทยแม้แต่น้อย
ต่อมาในห้วงเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพ.ศ.2475 ซึ่งยังผลให้มีการยกเลิกระบอบสมบูรณาญา
สิทธิราชย์ แรงส่งสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น
ก็ดูจะเป็นความขัดแย้งระหว่างข้าราชการสมัยใหม่กับ สถาบันพระมหากษัตริย์
มากกว่าความพร้อมในปีกของสังคมที่จะใช้ระบอบประชาธิปไตย กล่าวอีกแบบหนึ่ง
ก็คือเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำใหม่กับชนชั้นนำเก่าซึ่งอยู่ในสถาบันของรัฐด้วยกัน
และเมื่อกล่าวถึงช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมอันยาวนาน การเติบใหญ่ขยายตัว
ของรัฐก็ยิ่งล้ำหน้าสังคมไปไกล ทั้งในด้านขอบเขตการใช้อำนาจ และการจัดตั้งองค์กรใหม่ๆรัฐไทยกลายเป็นเวทีการเมืองที่เปิดให้เฉพาะ'สมาชิก'ภายใน
แต่ปิดสำหรับบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ
และมีอยู่บ่อยครั้งที่การก่อเกิดของหน่วยงานใหม่ตลอดจนอำนาจที่ติดตามมา
ไม่ได้เป็นไปเพื่อสนองความต้องการของสังคมหากเป็นผลมาจากการเมืองในหมู่ผู้นำชั้นสูง
ที่ต้องการขยายฐานอำนาจของตนเอง แน่ละ
การที่รัฐไทยเติบใหญ่ขยายตัวและแปรรูปมาสู่เครือข่ายการใช้อำนาจที่กว้างขวางยิ่งขึ้นตั้ง
แต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่19จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่20
ย่อมทำให้สังคมไทยต้องเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำและ
ถูกดัดแปลงโดยรัฐมากกว่าที่จะย้อนศรกลับไปทำตรงกันข้าม
ส่วนรัฐก็คำนึงถึงผลประโยชน์ตนเองเป็นสำคัญยกตัวอย่างเช่น รัฐเป็นผู้ค้าฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เป็นเวลานานถึงหนึ่งศตวรรษ คือ
ตั้งแต่กลางศตวรรษที่19 มาจนถึงกลางศตวรรษที่20
ทั้งๆที่ยาเสพย์ติดดังกล่าวมีผลกัดกร่อนพลังการผลิต ทั้งในปีกของทุนและแรงงาน
แต่รัฐไทยในทุกระบอบก็ได้ใช้การค้าฝิ่นเป็นแหล่งที่มาสำคัญของงบประมาณ
แผ่นดินอยู่เป็นเวลายาวนาน ในส่วนของการดัดแปลงสังคม
สิ่งที่ส่งผลสะเทือนมาสู่ปัจจุบันมากที่สุด คงได้แก่การก่อเกิดของชาติในความหมายสมัยใหม่
และการก่อเกิดของชนชั้นต่างๆในสังคมไทย ซึ่งล้วนก่อรูปขึ้นภายใต้การควบคุมกำกับ
ของรัฐทั้งสิ้นตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์แล้ว การก่อเกิดของจินตภาพเรื่องชาติในโลกตะวันตก
เริ่มจากการแยกตัวออกมาจากอำนาจของศาสนจักรโดยอำนาจรัฐท้องถิ่น
ซึ่งต่อมาก็ได้รับการเสริมขยายให้มั่นคงยิ่งขึ้นโดย การปฏิวัติทุนนิยม
จนอาจกล่าวได้ว่าชนชั้นนายทุนตะวันตกมีบทบาทชี้ขาดในการสร้างชาติของตน จากนั้น
จึงอาศัยชาติเป็นพื้นฐานในการสร้างรัฐสมัยใหม่ขึ้นมา ส่วนในละแวกบ้านเรา
การก่อเกิดของชาติในหมู่ประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนเป็นผลมาจากการรุกรานของ
มหาอำนาจตะวันตก ซึ่งเข้ามารวบรวมชนเผ่าต่างๆเข้าไว้เป็นหน่วยสังคมภายใต้อำนาจการปกครองของตน
เมื่อประชาชนในดินแดนเหล่านี้ รวมตัวกันขับไล่อำนาจฝรั่งออกไป
สายใยสัมพันธ์ในหมู่พวกเขาก็ได้รับการถักทอขึ้นจนกลายเป็นชาติในความหมายสมัยใหม่ได้เช่นกัน
รัฐสมัยใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นแทนที่รัฐอาณานิคม จึง เกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของชาติอย่างชัดเจนกล่าวสำหรับประเทศไทยเรา
เงื่อนไขการก่อเกิดของชาติแบบในยุโรปตะวันตกและแบบในดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคมล้วนไม่ดำรงอยู่
หากเป็นผลมาจากการตัดเฉือนดินแดนรอบๆข้างออกไปโดยมหาอำนาจตะวันตก
จนเหลือเดินแดนในส่วนที่เรียกว่าประเทศไทย นอกจากนี้แล้วการที่ประเทศไทยไม่ได้ถูกปกครองจาก
มหาอำนาจตะวันตกโดยตรง ลัทธิชาตินิยมในระดับรากหญ้าจึงไม่เกิดขึ้น
หากกลายเป็นลัทธิชาตินิยมที่แฝงไปด้วยรัฐนิยมในทุกอณูเนื้อของความคิด
กระทั่งในบางกรณีก็กลายเป็นการต่อต้านสิ่งมีค่าและองค์ประกอบต่างๆในสังคมไทยเสียเองยกตัวอย่างเช่นในบางช่วง รัฐไทยได้นิยามความเป็นชาติไทยด้วยการต่อต้านคนจีน
ซึ่งเข้ามาตั้งรกราก ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์และเคยอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐมาเป็นเวลายาวนาน
แต่เนื่องจากในระยะต้น ศตวรรษที่20และก่อนสงครามโลกครั้งที่2
รัฐไทยมีความหวั่นเกรงแนวคิดปฏิวัติในเมืองจีน
และไม่แน่ใจในความภักดีทางการเมืองของคนไทยเชื้อสายจีน
จึงดำเนินการรณรงค์ต่อต้านเสียเอง ยิ่งไปกว่านั้น
ด้วยความหวั่นเกรงอิทธิพลตะวันตกมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่19 รัฐไทยก็ได้กลาย
มาเป็นผู้รณรงค์ต่อต้านวัฒนธรรมพื้นเมืองที่ดำรงอยู่ในท้องถิ่นต่างๆของสังคมไทย ตั้งแต่ภาษา
มาจนกระทั่ง การแต่งกาย และวิถีชีวิตในด้านต่างๆ ทั้งนี้เพื่อรวมศูนย์วัฒนธรรมเข้าส่วนกลาง
โดยรัฐเป็นผู้รับวัฒนธรรม ตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ตามการตีความของตน
และตามกรอบคิดในเรื่องผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งแยกเป็นอิสระ จากสังคมด้วยเหตุผลที่ก่อรูปมาในลักษณะดังกล่าว
ความเป็นชาติของคนในประเทศไทยจึงมีลักษณะอ่อนแอและผิวเผินมาโดยตลอด
นอกจากอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐด้วยกันแล้ว
คนในชาติหมู่เหล่าต่างๆแทบจะไม่เคยชินกับการประสานประโยชน์เข้าหากันอย่างแท้จริง
รวมทั้งตัวชาติเองก็ไม่แน่นักว่าเคยเป็นหน่วยผลประโยชน์ส่วนรวมที่ทั้งรัฐและสังคมเฝ้ายึดถืออย่างเป็นรูปธรรม...
อย่างมากที่สุดเราก็อาจจะเชียร์นักมวยคนเดียวกัน
และชื่นชมหญิงสาวจากประเทศไทยที่ไปได้ตำแหน่งนางงามสากลมา
แต่เราไม่ค่อยเดือดร้อนมากนักที่ป่าไม้กำลังจะหมดไปจากแผ่นดินไทย หรือ80
เปอร์เซนต์ของที่ดินทำกินในประเทศตกอยู่ในมือคนเพียง10เปอร์เซ็นต์
ทุนข้ามชาติกำลังรุกเข้ามาครอบงำ ตั้งแต่สถาบันการเงินไปจนถึงการค้าปลีกอะไรทำนองนั้นในเรื่องของชนชั้นก็เช่นเดียวกัน
การที่รัฐไทยได้อุปถัมภ์ชนชั้นพ่อค้ามาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่18
และมีบทบาทในการสร้างระบบทุนนิยมมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่20
ย่อมมีผลอย่างยิ่งในการสลายจิตสำนึกอิสระของชนชั้นนายทุนในประเทศไทยมาตั้งแต่แรก
นอกจากนี้แล้วการวางตัวอยู่เหนือชนชั้นนายทุนของรัฐไทยก็ส่งผลให้สำนึกทางชนชั้นของชนชั้นอื่นๆ
ที่เหลือถูกสกัดมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรชาวนาหรือคนชั้นกลางที่แยกกิ่งก้านสาขามาจาก
ระบบทุนนิยมก็ตามในสภาพดังกล่าว องค์กรจัดตั้งทางการเมืองของคนไทยจึงมีลักษณะข้ามชนชั้นมากกว่าแยกชนชั้น
ดังจะเห็นได้จากพรรคการเมืองของไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ของคนทุกประเภท
แม้ว่าทุกพรรคจะมีนาย ทุนค้ำจุน แต่ก็เป็นการเข้าไปในฐานะปัจเจกบุคคล
ในฐานะผู้มีทรัพยากรทางการเมืองมากกว่าผู้อื่น และมี ความปรารถนาเรื่องอำนาจเป็นการส่วนตัว
มากกว่าที่จะมีอุดมการณ์เข้าไปจัดสรรและจัดการผลประโยชน์ ให้กับชนชั้นของตน
กระทั่งมีอยู่ในหลายกรณีที่ผู้นำพรรคการเมืองและนักการเมืองของไทย
มิได้เป็นสมาชิกจากชนชั้นนายทุนแม้แต่น้อย หากเป็นบุคคลที่มีลักษณะเป็นนายหน้า
หรือคนกลางในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และระหว่างรัฐกับกลุ่มต่างๆซึ่งมีทั้งที่เป็นผู้ผลิตมูลค่าในสังคม...หรือ
ประสงค์จะได้รับผลประโยชน์และสิ่งมีค่าบางอย่างที่รัฐเป็นผู้จัดสรรท่านผู้มีเกียรติและมิตรสหายทั้งหลายครับ ความอ่อนแอของชาติในฐานะหน่วยใหญ่สุดทางสังคม
และความอ่อนแอทางการเมืองของชนชั้นต่างๆในประเทศไทย
เป็นสิ่งที่มีผลอย่างยิ่งในการทำให้ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน
ไม่ใช่ระบบที่บริสุทธิ์ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาดังที่เราเคยฝันไว้ แน่นอน
การต่อสู้เพื่อเสรีภาพของปัญญาชนไทยในปี2516
และการลุกขึ้นสู้ในชนบทของขบวนการเมืองฝ่ายซ้ายระหว่างปี2508ถึงประมาณปี2524
ได้ส่งผลให้รัฐไทยปรับตัวมายอมรับกระบวนทัศน์แบบเสรีประชาธิปไตยมากขึ้น
กระทั่งแปรระบอบการเมืองจากอำนาจนิยมมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
ทั้งนี้เพื่อสนองความต้องการของสังคมที่แปรเปลี่ยนไป และเพื่อความอยู่รอดของรัฐเองด้วยแต่หลังจากขบวนปัญญาชนแห่งเดือนตุลาคมและขบวนฝ่ายซ้ายในชนบทได้สูญสิ้นพลังไปเนื่องจาก
ขาดความเข้าใจทั้งลักษณะของรัฐและสังคมไทย
ก็ปรากฏว่าความอ่อนแอทั้งในลักษณะความเป็นชาติและ การรวมตัวทางชนชั้น
ทำให้สังคมไทยโดยรวมไม่มีพลังพอที่จะควบคุมรัฐได้ อย่าว่าแต่จะไปดัดแปลงรัฐให้มี
ลักษณะครอบงำน้อยลง ผมได้กล่าวมาแล้วในที่อื่นๆหลายครั้ง
ถึงอันตรายที่พรรคการเมืองในระบบเลือกตั้งเข้าไปคุมระบบบริหารราชการแผ่นดิน
แบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง
อันมีมาแต่เดิม เพราะฉะนั้นในที่นี้จะไม่พูดถึง ประเด็นนี้อีกมากนัก แต่ผมอยากจะย้ำยืนยันว่า
การที่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเข้าไปใช้กลไกการปกครอง
แบบอำนาจนิยมซึ่งเกิดก่อนสถาบันประชาธิปไตยนั้น...ไม่เพียงไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
หรือรัฐกับชาติเปลี่ยนแปลงไป... ในทางที่สมดุลมากขึ้น...
หากยังมีส่วนเสริมขยายให้รัฐกลายเป็นภาคีที่มีผลประโยชน์แยกต่างหากมากขึ้น
ทั้งนี้โดยมีผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติม ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?คำตอบก็คือว่าการไม่มีทั้งลักษณะประชาชาติและลักษณะทางชนชั้น
ทำให้พรรคการเมืองในประเทศไทยกลายเป็นเพียงกลุ่มผลประโยชน์โดยตัวเอง
เป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ของบุคคลจากชั้นชนต่างๆ ที่มุ่งดูดถ่ายผลประโยชน์ที่รัฐเอามาจากสังคมมาสู่กลุ่มของตน
ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกอะไรเลยที่พรรคการเมืองในประเทศไทยมักไม่มีนโยบายที่แตกต่างกันชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกอะไรเลยที่นักการเมืองที่ชนะเลือกตั้งมักเรียกตัวเองว่าข้าราชการการเมือง
เพื่อผนึกภาพลักษณ์เข้าเป็นส่วนเดียวกับรัฐที่มีมาแต่เดิม
(ทั้งที่โดยความจริงนักการเมืองไม่ใช่ข้าราชการ) ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกอะไรเลย
ที่พรรคการเมืองต่างๆจึงไม่มีแนวคิดที่จะทำให้รัฐเล็กลง ทั้งในด้าน ขอบเขตการใช้อำนาจ
และในด้านการจัดตั้งองค์กร การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น แท้จริงแล้วไม่ใช่การหดตัว
ของอำนาจรัฐ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ของรัฐให้เครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมืองเข้าไปคุมได้มากขึ้น
และดึงผลประโยชน์มาสู่กลุ่มตนมากขึ้นโดยผ่านการใช้อำนาจรัฐผมเคยเรียกกระบวนการแบบนี้ว่าเป็นการไปรเวไตซ์อำนาจรัฐ ซึ่งจริงๆก็คล้ายกันกับกระแส
ไปรเวไตซ์รัฐวิสาหกิจ...คือผู้ที่จะเข้ามาแทนที่ข้าราชประจำหรือพนักงานประจำของรัฐไม่ใช่ประชาชน
หาก เป็นกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นในกรณีแรก และเป็นกลุ่มอิทธิพลข้ามชาติในกรณีหลัง แน่ละ
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้มองข้ามคนดีๆที่เข้าไปเล่นการเมือง แต่เราก็ต้องรับว่าท่านเหล่านั้น
ไม่ใช่กระแสหลักของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนสรุปในชั้นนี้ก็คือความโน้มเอียงของรัฐไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่รัฐที่เลือกบริการชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง
หากเป็นรัฐที่เอาประโยชน์จากทุกชนชั้น รวมทั้งชนชั้นนายทุนด้วย เมื่อใครให้ได้มากก็บริการมาก
หากเป็นบริการที่ให้กับกลุ่มย่อยมากกว่าที่จะเป็นแนวนโยบายทั่วไป
ส่วนการยึดโยงระหว่างรัฐกับชาตินั้น อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีรูปธรรมใดๆมารองรับเลย จะว่าไป
นี่คือจุดอันตรายที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน วิกฤตเศรษฐกิจที่เราเผชิญมาสามปีเต็มๆ
จริงๆแล้วในบริบทของประเทศไทยคงไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ อย่างเดียว
หากสะท้อนความล้มเหลวทั้งของรัฐ ระบอบการเมือง และรัฐบาลไทยด้วยยิ่งในช่วงที่พยายามจะแก้ปัญหากัน เราก็ยิ่งค้นพบความผิดพลาดอ่อนแอในส่วนของรัฐและผู้บริหาร
ประเทศมากขึ้นสาเหตุความล้มเหลวเหล่านี้มีที่มาจากการที่รัฐไม่เคยได้พิจารณาภาพรวมในเรื่องผล
ประโยชน์ของ ชาติ หรือแม้แต่ผลประโยชน์ระยะยาวของผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคนไทย
หากรวมศูนย์ความสนใจอยู่แต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่รัฐและคนของรัฐมีส่วนแบ่ง
อย่างเช่นในกรณีเงินกู้จากต่างประเทศและการผลักดันโครงการพัฒนาขนาดยักษ์ต่างๆเป็นต้น
นอกจากนี้แล้ว ความที่ถือตนเป็นภาคีอิสระจากสังคม รัฐไทยยังไปต้อนรับ'ลูกค้า'รายใหม่ ซึ่งมี
ลักษณะคุกคามความอยู่รอดของประเทศไทยในฐานะหน่วยสังคมอย่างยิ่ง...ลูกค้าดังกล่าวได้แก่กลุ่มทุน
ข้ามชาติ เมื่อเราพิจารณาถึงเงื่อนไขไอเอ็มเอฟที่รัฐไทยเข้าไปยอมรับมาควบคุมกำกับสังคมไทย
และกฏหมายต่างๆที่รัฐผ่านออกมาเพื่อสนองความต้องการของทุนข้ามชาติ
ก็จะเห็นได้ชัดว่าความผูกพันระหว่างรัฐกับชาติไม่ได้แน่นแฟ้นอย่างที่กล่าวอ้างกันมานาน
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับนายทุนไทยก็ไม่ได้แน่นแฟ้นดังที่คิดกัน ในทางตรงข้าม
ทั้งประเทศชาติและทุนชาติ...ต่างถูกคุกคามความอยู่รอดกันอย่างทั่วหน้า ในความเห็นของผม
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของบุคคลเพียงอย่างเดียว หากเป็นจุดอ่อนที่กิน
ลึกถึงขั้นโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ
ขณะนี้เรากำลังยืนอยู่ในปีสุดท้ายของศตวรรษที่20 มีคนบอกว่าในศตวรรษถัดไปความเป็นชาติ
จะหมดความสำคัญ และรัฐชาติหรือ Nation State ก็จะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย แต่เท่าที่ผมลำดับมาทั้งหมด
ท่านทั้งหลายคงจะเห็นว่าตลอดห้วงคริสต์ศตวรรษที่20 รัฐไทยยังไม่เคย
เป็นรัฐชาติที่ครบถ้วนแท้จริงเลย แม้ว่าจะมีการย้ายกระบวนทัศน์มาเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตยแล้ว
แต่ริ้วรอย ของความเป็นรัฐโบราณก็ยังเหลืออยู่มาก ทั้งในแง่วัฒนธรรมการเมืองและโครงสร้างการปกครอง อันนี้
ทำให้เป็นไปได้หรือไม่ว่ารัฐไทยและชาติไทยอาจจะเป็น'รัฐชาติ'แห่งแรกๆ ที่ถูกกร่อนสลายด้วย
กระแสโลกาภิวัตน์และอิทธิพลทุนข้ามชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่เคยเป็นรัฐชาติที่แท้จริง
ถ้าเราเอาประเด็นดังกล่าวหวนกลับมาพิจารณาร่วมกับนิยามของการเมือง รัฐ
และสังคมที่ผมอธิบายไว้ในตอนต้น ก็จะพบว่าเจ้าของผลประโยชน์หลักๆในสังคมไทยในอนาคตอาจจะ
ไม่ใช่สมาชิกของชาติไทยอีกต่อไป เช่นนี้แล้วการเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และรัฐไทยจะดำรงอยู่เพื่อใคร
ผมจะไม่รังเกียจเลย ถ้าการ'สิ้นสลาย'ของความเป็นชาติ จะเป็นกระบวนการยกระดับคนไทยไปสู่ความเป็น
พลเมืองโลกที่มีศักดิ์ศรีเท่าคนอื่น และการลดอำนาจของรัฐไทยจะเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนของ
ตนเองมากกว่ากลุ่มอิทธิพลนอกประเทศ แต่เท่าที่เป็นอยู่ผมยังไม่เห็นว่าบ้านเมืองเราจะคลี่คลายในทิศทางดังกล่าวสิ่งที่ผมเห็นก็คือ ถ้าทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองที่รัฐไทยยึดถืออยู่ในปัจจุบัน
ในอนาคตอีกไม่ไกลข้างหน้ารัฐบาลไทยก็จะกลายเป็นแค่ผู้จัดการผลประโยชน์ของทุนข้ามชาติ
และสังคมไทยก็จะกลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม
รวมทั้งเป็นเมืองขึ้นในทางปัญญา ที่ไม่อาจหวนฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิม นอกจากนี้แล้ว
ความเป็นชาติที่อ่อนแอมาแต่เดิมของคนไทย ก็จะยิ่งถูกกัดกร่อนให้สูญสลาย ด้วย
ผลประโยชน์และกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกันสุดขั้ว ระหว่างคนส่วนน้อยที่ได้รับการเจือจานส่วนแบ่งจากทุนข้ามชาติ
กับส่วนใหญ่ที่ถูกริบเครื่องมือและลู่ทางทำมาหากิน...
พูดง่ายๆก็คือขณะที่สายใยระหว่างรัฐกับชาติถูกตัดเฉือนโดย'ลูกค้า'รายใหม่
ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชาติก็ย่อยยับจนรวมตัวกันไม่ได้อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ผมพูดจากเงื่อนไขที่เราไม่ทำอะไรเลย แต่ถ้าประชาชนทุกหมู่เหล่าในประเทศไทย
สามารถใช้สถานการณ์ที่เป็นอยู่เชื่อมร้อยเข้าหากัน และนิยามความเป็นชาติขึ้นมาใหม่
ที่ไม่ใช่นามธรรมเลื่อนลอย หากเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ส่วนรวมที่ผ่านการประสานสังเคราะห์แล้วอย่างเป็นรูปธรรม
บางทีการตั้ง'แนวรบ'ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเพื่อต่อต้านการรุกรานจากภายนอก...ก็อาจเป็นไปได้...
และถ้าการรวมตัวของประชาชน ซึ่งเคลื่อนไหวในรูปของการเมืองภาคพลเมือง
สามารถส่งผลให้มีการนิยามระบอบประชาธิปไตยกันใหม่ โดยเน้นที่การมีส่วนร่วมเท่ากับหรือมากกว่าการใช้ตัวแทน
บางทีเราก็อาจจะสามารถลดระดับการครอบงำของรัฐลง กระทั่งสามารถอาศัยรัฐเป็นป้อมปราการปกป้องผลประโยชน์ของ
ชาติในความหมายใหม่นี้ด้วย
กล่าวอย่างรวบรัดก็คือ ถ้าอยากจะอยู่รอดร่วมกันในฐานะประชาชาติหนึ่ง เราคงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้
อีกแล้ว หากจะต้องเร่งกำลังปรับเปลี่ยนทั้งรัฐและสังคมไปพร้อมๆกัน
ในความเห็นของผม...การเป็นรัฐชาติที่ก่อเกิดขึ้นสำเร็จเป็นรายสุดท้ายในบริบทของศตวรรษที่21
ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าการเป็นรัฐแรกและชาติแรกที่ถูกศตวรรษที่21ทำลายลง
ต่อเรื่องนี้....ผมคิดว่าจะเป็นผลดีอย่างยิ่งหากมีการแลกเปลี่ยนอภิปรายกันอย่างกว้างขวางออกไป
ขอบพระคุณมากครับ า