นิตยสารผู้จัดการ (กุมภาพันธ์ 2545)

Currency Board

Currency Board ปรากฏเป็นข่าวใน เดือนธันวาคม 2544 เมื่ออาร์เยนตินาอยู่ใน ภาวะล้มละลาย โดยประกาศขอพักการชำระหนี้ต่างประเทศ นักเศรษฐศาสตร์พากันชี้นิ้วว่า Currency Board เป็นต้นตอของวิกฤติการณ์การเงินในอาร์เยนตินา จนนำมาซึ่งความ ล่มสลายทางเศรษฐกิจ

Currency Board คืออะไร? และนำมาซึ่งวิกฤติการณ์การเงินได้อย่างไร?

Currency Board แปลว่า สภาเงินตรา หรือ คณะกรรมการเงินตรา มีหน้าที่ออก ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แต่เงินตราที่นำออกใช้มีเงินตราสกุลหลักและสินทรัพย์ต่างประเทศหนุนหลังไม่น้อยกว่า 100% ในทางปฏิบัติ สภาเงินตราจะกำหนดค่าเสมอภาคของเงินสกุลท้อง ถิ่น เทียบกับเงินสกุลหลักที่ใช้เป็นเงินสำรองไว้ตายตัว และต้องดูแลให้เงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีเงินสำรองหนุนหลังอย่างเต็มที่ การมีเงินสำรองหนุนหลังเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 100% ถือเป็น กฎกติกาที่สภาเงินตราต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะสูญเสีย ความน่าเชื่อถือ (Credibility)

อาร์เยนตินานำระบบ Currency Board มาใช้ในปี 2534 เพื่อ แก้ปัญหาเงินเฟ้อที่อยู่ในภาวะรุนแรง ที่เรียกกันว่า Hyperinflation ก่อนหน้านั้นในปี 2532 อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 5,000% การถีบตัวของค่าครองชีพก่อให้เกิดความระส่ำระสายทางการเมือง ประชาชนพากันเดินขบวนขับไล่รัฐบาล จนประธานาธิบดีราอูล อัล ฟอนซิน (Raul Alfonsin) ต้องออกจากตำแหน่ง โดยที่คาร์ลอส เมเน็ม (Carlos Menem) ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน

Convertibility Plan ซึ่งนำเสนอโดย โดมิงโก คาวัลโย (Domingo Cavallo) รัฐมนตรีการคลังในปี 2534 กำหนดค่า เสมอภาค หนึ่งเปโซอาร์เยนตินาเท่ากับหนึ่งดอลลาร์อเมริกัน ผู้ที่ครอบครองเงินเปโซอาร์เยนตินาสามารถนำไปแลกเป็นเงินดอลลาร์อเมริกันในปริมาณเท่ากันได้เสมอ นักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นว่าถึงอาร์เยนตินามิได้ใช้เงินดอลลาร์อเมริกันทดแทนเงินเปโซอาร์เยนตินา (Currency Substition) ที่เรียกกันในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ว่า Dollarization แต่โดยพฤตินัยมีผลต่างกันไม่มากนัก และอาจเรียกได้ว่าเป็น de facto Dollarization ในเมื่อหนึ่งเปโซอาร์เยนตินามีค่าเท่ากับหนึ่งดอลลาร์อเมริกัน

เงินเปโซอาร์เยนตินาจะต้องมีเงินดอลลาร์อเมริกันหนุนหลังไม่น้อยกว่า 100% อาทิ หากมีเงินเปโซหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 100,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน สภาเงินตราจะเก็บเงินดอลลาร์อเมริกันเป็นเงินสำรองมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์อเมริกันได้ แต่จะถือเงินสำรองน้อยกว่าระดับดังกล่าวไม่ได้

ภายใต้ระบบ Currency Borad ธนาคารกลางจะสูญเสียความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน อาทิ จะเปลี่ยนแปลง ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตามอำเภอใจมิได้ จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินสำรองที่ธนาคารต้องถือตามอำเภอใจมิได้ ฯลฯ หากเงินสำรองอยู่ในระดับ 100% ของเงิน เปโซที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สภาเงินตรา จะเพิ่มปริมาณเงินได้ก็ต่อเมื่อได้เงินดอลลาร์อเมริกันเป็นเงินสำรองเพิ่มขึ้น

นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 เป็นต้น มา อาร์เยนตินาเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่รุนแรง เงินทุนเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศเป็นระลอก วิกฤติการณ์การเงินเลวร้าย ยิ่งขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2544 เป็นต้นมา เมื่อเงินทุนเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ สภาเงินตราต้องลดปริมาณเงินเปโซที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตามสัดส่วน เพื่อให้เป็นไปตาม 'กฎ' ของระบบ Currency Board การลดลงของปริมาณเงินผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยยิ่งถีบตัวสูงขึ้นไปอีก เมื่ออาร์เยนตินาสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการเงินและมีความเสี่ยงในการสูญหนี้เพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยซ้ำเติมภาวะล้มละลายของธุรกิจ และซ้ำเติมวิกฤติ การณ์สถาบันการเงิน นอกเหนือจากการฉุดระบบเศรษฐกิจอาร์เยนตินาสู่ภาวะตกต่ำที่รุนแรงมากขึ้นตามลำดับ

ดังนี้ จะเห็นได้ว่า ระบบการเงินภายใต้ Currency Board ก็คือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate System) โดยที่เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวชนิดสุดขั้ว เพราะนอกจากมีการกำหนดค่าเสมอภาคของเงินสกุลท้องถิ่นเทียบกับเงินสกุลหลักที่เป็น เงินสำรองแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามกฎกติกาสำคัญที่ว่าเงินที่หมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจจะต้องมีเงินสำรองหนุนหลังไม่น้อยกว่า 100% อีกด้วย

Currency Board เป็นนวัตกรรมที่ก่อเกิดในเครือจักรภพอังกฤษตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศที่มี Currency Board จะไม่มีธนาคารกลาง เพราะกฎกติกาของ Currency Board ทำให้ธนาคารกลางมิอาจทำหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน รวมทั้งการทำหน้าที่ Lender of Last Resort ได้

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความนิยม Currency Board เสื่อมถอยลงไปเป็นอันมาก ประเทศที่มี Currency Board พากันจัดตั้งธนาคารกลางแทนที่ Currency Board ครั้นล่วงเข้าทศวรรษ 2530 ประเทศต่างๆ ในมนุษยพิภพพากันเผชิญวิกฤติการณ์การเงิน และภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ระบบ Currency Board กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่ง หลายประเทศนำระบบนี้ไปใช้ อาทิ อาร์เยนตินา (2534) เอสโทเนีย (2535) ลิธัวเนีย (2537) ฮ่องกง (2538) บุลกาเรีย (2540) และบอสเนียและเฮอร์เซโกวินา (2540) เป็นต้น

ระบบ Currency Board ประสบความสำเร็จในการละลายภาวะเงินเฟ้อ และประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำมักจะเติบโตในอัตราสูงกว่าประเทศที่มีปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง อาร์เยนตินามีประสบการณ์ ดังที่กล่าวนี้ แต่เป็นเพราะระบบ Currency Board ยึดกุมระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวอย่างเข้มงวด เมื่อเงินเปโซมีค่าสูงเกินกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง ย่อมทำให้การส่งออกตกต่ำ อันนำมาซึ่งภาวะ ถดถอยทางเศรษฐกิจ ในประการสำคัญเกื้อกูลการโจมตีค่าของเงิน (Speculative Attacks) ความบกพร่องของระบบ Currency Board เป็นความบกพร่องเดียวกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว กล่าวคือ ขาดความยืดหยุ่นในโลกที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศโดยเสรี


© 2001 Manager Media Group Public Company.
All Rights Reserved.