จดหมายตอบเรื่อง ‘ปฏิรูปการศึกษา’ (จบ)

from เวทีทัศนะ, www.manager.co.th, 2002/01/01

เรียน อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ให้มีการจัดสรรงบประมาณโดยเน้นความเสมอภาค เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อาจารย์ถนัดอยู่แล้ว ถ้าอาจารย์อ่านพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจะพบว่า หลายเรื่องในหมวดนี้ก็สอดคล้องกับที่อาจารย์เคยทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517

ถ้าไม่ปฏิรูประบบโครงสร้าง ครู และทรัพยากร การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้ยากครับ ผมหวังว่าอาจารย์ยังคงจำบทเรียนครั้งนั้นได้

ผมเข้าใจว่าที่อาจารย์เกิดความความสับสนก็เพราะไม่ได้ศึกษา พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างรอบคอบ หรือไม่ก็ฟังข้อมูลมาจากคนที่เขาไม่ชอบผม จึงอยากให้อาจารย์อ่านพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติให้ละเอียดและจริงจัง จะได้เข้าใจถ่องแท้ และไม่สื่อข้อมูลผิดๆ ไปถึงประชาชน

ที่นี้มาถึงเรื่องอื่นๆ ที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ผมขอใช้สิทธิตอบโต้เพราะถูกพาดพิง และผมไม่ยอมเด็ดขาดที่จะปล่อยให้คนทั้งประเทศเข้าใจผิดตามอาจารย์ไปด้วย

ประเด็นที่ 1 ที่อาจารย์เรียกผมว่า ‘ขุนนางนักวิชาการ’ นั้น ผมชอบครับและก็ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าผมเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมูนิสต์เหมือนกับที่อาจารย์ป๋วยเคยโดนมาแล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้จึงดีใจที่ได้รับการยกขึ้นมาอยู่อีกปีกหนึ่ง อาจจะทำให้คนที่มองว่าผมเป็นพวกหัวรุนแรงเป็นคอมมูนิสต์เปลี่ยนภาพพจน์ได้บ้าง

ประเด็นที่ 2 อาจารย์บอกว่าผมเป็นผู้ ‘ฝักฝ่าย’ พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็อยากเรียนว่าประเด็นนี้ผมไม่ติดใจเพราะถูกใส่ร้ายจนชินแล้ว เป็นข้อกล่าวหาเดียวที่คนอิจฉาผมมักใช้เป็นข้ออ้างเสมอสำหรับกีดกันผมทุกครั้งที่พรรคอื่นมาคุมงานการศึกษา เพราะหาข้ออ้างอื่นไม่ได้ ผมฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะ ถ้าผมฝักใฝ่พรรคประชาธิปัตย์จริง ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแลงานกระทรวงศึกษาธิการผมคงได้ดีไปแล้ว แต่นี่ผมเป็นตัวของผมเอง ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ผมไม่เคยวิ่งเต้น ไม่เคยซื้อตำแหน่ง ไม่เคยประเคนนายด้วยอามิสบูชา ผมมีศักดิ์ศรีในความเป็นข้าราชการที่สุจริต จึงมาได้แค่นี้ แต่ผมก็ภูมิใจแล้วที่ได้สร้างสรรค์หลายสิ่งหลายอย่าง “ฝากไว้กับแผ่นดิน” ผมเหมือนอาจารย์รังสรรค์ตรงที่สอนหนังสือ ทำงานวิจัย และเขียนหนังสือ แต่ผมเป็นคนแข็ง (กร้าวเมื่อจำเป็น) ไม่เคยสยบให้กับรัฐมนตรีขี้โกง ผมเข้ากับรัฐมนตรีศึกษาได้ทุกพรรค คนไหนทุจริตโกงบ้านกินเมืองผมก็ขวาง ไม่เคยกลัวถูกย้าย แล้วผลเป็นอย่างไร คนที่คิดทำร้ายต่อผมล้วนมีอันเป็นไปทั้งสิ้น ต้องรับกรรมที่ก่อไว้ ไม่ใช่กรรมที่ทำกับผม แต่เป็นกรรมที่ทำไว้กับบ้านเมือง

ประเด็นที่ 3 เรื่องการใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์ ผมอยากเรียนว่า ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษานั้น การศึกษาที่แท้เป็นการศึกษาตลอดชีวิต หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาคือ ‘การปฏิรูปการเรียนรู้’ ไม่ใช่เรื่องโครงสร้าง การชี้แจงเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับคนไทยทุกคนจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ขนาดเราประชาสัมพันธ์มากอย่างนี้แล้ว อาจารย์ก็ยังไม่อ่าน และเข้าใจผิดอีกด้วย ผมจึงคิดว่าต่อไปคงต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์แบบรายบุคคลลงไปด้วย ดีไหมครับ

และผมคงต้องขออภัยแทนสื่อมวลชนด้วยที่อาจารย์ไปกล่าวหาว่าสื่อได้รับอามิสเพื่อมาเขียนเชียร์พวกเรา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่ามีการจ่ายเงินแก่นักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ในรูปรายจ่ายในการประชาสัมพันธ์นั้น มีสื่อมวลชนเขาฝากมาถามด้วยครับว่าอาจารย์เขียนบทความครั้งนี้ได้มาเท่าไหร่ และถ้าจะมีสื่อมวลชนคนอื่นลุกขึ้นมาโต้ข้อกล่าวหาอีก อาจารย์คงต้องแก้ปัญหาเอาเอง แต่ผมอธิบายได้เลยว่า ที่เขายืนอยู่กับผมก็เพราะเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาทุกเล่มที่เราส่งไปให้ สื่อมวลชนเขาศึกษาและติดตามอยู่ตลอด เขารู้ว่าใครทำจริง ใครดีแต่พูด เขาเห็นความสำคัญของการศึกษา เขาเข้าใจเรื่องปฏิรูปการศึกษาดีครับ และเขาตระหนักในบทบาทของเขาว่าเป็น ‘ครูมวลชน’ จึงช่วยกันสื่อไปยังประชาชนให้เข้าใจ ให้มารวมพลังกันปฏิรูปการศึกษาเพื่ออนาคตของชาติและลูกหลานไทยของเราทุกคน เขาไม่ได้เชียร์ผมหรอกครับ แต่เขาเชียร์ให้การปฏิรูปการศึกษาของชาติสำเร็จ

ประเด็นที่ 4 ในเรื่องการประชุมเชิงปฏิบัติการและสัมมนาก็เช่นเดียวกันครับ ขณะนี้ครูตื่นตัวที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองกันมาก สิ่งที่เขาต้องการคือ เวทีสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรสนับสนุน และเขาก็สามารถประเมินตนเองได้ว่าได้เรียนรู้อะไรจากการมาร่วมกิจกรรมแต่ละครั้ง อันที่จริง อาจารย์น่าจะหาเวลาไปดูโรงเรียนบ้าง จะได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ครูเขาพัฒนากันไปถึงไหนแล้ว ไม่ใช่ฟังแต่ข้อมูลผิดๆ แล้วก็เชื่อเพราะได้ยินมา ครั้งหน้าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติคงต้องเชิญอาจารย์ไปร่วมงานรวมพลังปฏิรูปการศึกษาด้วย จะได้เห็นด้วยตาตนเองว่าเราทำเพื่อการปฏิรูปการศึกษาโดยแท้

เรื่องการใช้งบประมาณในการปฏิรูปการศึกษานั้น ผมไม่ได้รับมาจากประเทศคอมมูนิสต์ไหนเลย แต่ใช้งบประมาณของแผ่นดิน และใช้อย่างประหยัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ เรามี accountability อาจารย์น่าจะสนใจมากกว่าว่าเราใช้เงินงบประมาณกันอย่างไร จึงทำให้มีงบเหลือมากพอ จะแวะมาคุยกับเราหรือลองถามเพื่อนอาจารย์ดูก็ได้ครับ งานวิจัยแต่ละโครงการนั้นเราต่อรองแล้วต่อรองอีก เพื่อจ่ายเงินให้น้อยที่สุดแต่ให้ได้ผลสูงสุด นักวิจัยบางคนทำงานให้เราได้ชิ้นเดียว แล้วก็วิ่งไปหาที่อื่นที่จ่ายให้ก้อนโตกว่า เพราะเราจ่ายถูกมาก ที่งานของเราออกมากก็เพราะเราจ่ายน้อยจึงได้งานหลายชิ้น

ผมต้องขอขอบคุณที่อาจารย์ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ ผมเองเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการมาหลายกรม ทุกแห่งผมยึดเรื่องความโปร่งใสมาโดยตลอด เคยบริหารงบประมาณจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีเรื่องราวของการทุจริต ฉะนั้น ถ้าจะถามเรื่องทุจริตละก็ที่ผมไม่มีแน่นอน ระวังคนที่อาจารย์กำลังเชียร์อยู่ให้ดีเถอะครับ

และขอเรียนยืนยันว่า ผมทำงานปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยจริงๆ ทำอย่างที่ผมพูดเสมอว่าผมคือ ‘นักการศึกษามืออาชีพ’ ผมไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรตอบแทน จึงไม่มีการหมกเม็ดอย่างที่มีคนมาเป่าหูอาจารย์ และขอย้ำว่าผมกับอาจารย์เราต่างก็เป็นคนในวงการศึกษา น่าจะมาร่วมมือกันแก้ปัญหาของชาติมากกว่าที่จะมาหาเรื่องชวนทะเลาะกัน

ผมดีใจที่อาจารย์เขียนบทความและแสดงความคิดเห็นเรื่องปฏิรูปการศึกษา อยากให้อาจารย์เขียนอีกสัก 4-5 ตอน และผมก็จะตอบให้เข้าใจในทุกประเด็น ดีกว่าจะโทรศัพท์หรือเขียน e-mail คุยกันสองคน เพราะการเขียนตอบทางหนังสือพิมพ์จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้รับความรู้ไปด้วย ซึ่งผมมองว่าเหมือนกับเรามานั่งทำ “ปุจฉา – วิสัชนา” เรื่องปฏิรูปการศึกษากัน เป็นการสร้างคุณูปการแก่สังคมไทย ถึงแม้ว่าเราจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ผมเชื่อแน่ว่าอาจารย์กับผมมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำอย่างไรถึงจะให้คนไทยทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาสูงขึ้นและมีคุณภาพโดยทั่วถึงกัน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ดร.รุ่ง แก้วแดง
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ