จดหมายตอบเรื่อง ปฏิรูปการศึกษา (1)

from เวทีทัศนะ, www.manager.co.th, 2001/12/27

เรียน อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ผมขอใช้สิทธิถูกพาดพิง เพราะบทความเรื่อง การเมืองว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษา ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม 2544 สะท้อนให้เห็นว่าอาจารย์มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนหลายตอน อาจจะเป็นเพราะได้ข้อมูลจากใครมาผิดๆ แล้วไม่ได้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ จึงได้เขียนออกมาในลักษณะที่แสดงถึงความไม่รู้ของตัวอาจารย์เอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์รังสรรค์เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ถ้าสอนโดยไม่ใช้เหตุผลและข้อมูลที่ถูกต้องอนาคตของชาติจะเป็นอย่างไรครับ และที่สำคัญอาจารย์ก็เป็น นักปฏิรูปการศึกษา คนหนึ่ง คือเป็นกรรมการร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ และเป็นกรรมการว่าด้วยเรื่องการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษาในปี 2517 ซึ่งอาจารย์ก็น่าจะรู้ดีว่า เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ไม่มีการนำแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง การปฏิรูปการศึกษาครั้งนั้นจึงไปไม่ถึงฝั่ง

ผมต้องขอบคุณอาจารย์รังสรรค์เป็นอย่างยิ่งที่หยิบยกประเด็นปฏิรูปการศึกษาขึ้นมา ทำให้ผมรู้ว่าถึงแม้เราจะได้ชี้แจงประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไปมากแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ไม่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าคนอย่างอาจารย์รังสรรค์ยังไม่เข้าใจแล้ว คนอื่นก็จะยิ่งไม่เข้าใจกันไปใหญ่ จึงน่าจะเป็นโอกาสให้เราได้ชี้แจงและทำความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปการศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปด้วย โดยเฉพาะคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้และระดับการศึกษาสูง ถ้าได้รับข้อมูลเพียงพอ จะเป็นประโยชน์ให้เขาได้ใช้ความคิดวิจารณญาณ ได้เกิดการเรียนรู้และมีความแตกฉานทางปัญญามากขึ้น

สำหรับเรื่องการปฏิรูปการศึกษา อาจารย์รังสรรค์กับผมคงเห็นตรงกันว่า การศึกษาไทยเรานั้นมีปัญหาวิกฤตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ผมในฐานะที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่เสนอนโยบายและแผนเพื่อปรับปรุงและพัฒนาการศึกษาของชาติ จึงต้องดำเนินการเสนอนโยบายเรื่องนี้ ถ้าอาจารย์ยังข้องใจ ก็โปรดศึกษารายละเอียดเรื่องอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ แล้วจะรู้และเข้าใจว่า ผมทำตามหน้าที่ในกฎหมาย อาจารย์เองอาจรู้สึกเซ็งที่การปฏิรูปการศึกษาในปี 2517 ไม่ประสบความสำเร็จ จึงไม่ค่อยได้มาร่วมวงวิชาการศึกษาอีก แต่สำหรับผมโดยตำแหน่งและหน้าที่เซ็งไม่ได้ ต้องทำตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด

ในปี พ.ศ. 2540 ขณะที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทำการร่างรัฐธรรมนูญนั้น พวกเราได้ศึกษาวิจัยพบว่ายังขาดสาระเรื่องของการศึกษา จึงได้ร่วมกับ ส.ส.ร. เสนอสาระสำคัญด้านการศึกษาไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 แต่ประเด็นสำคัญที่อยากเรียนให้ทราบคือ ความในมาตรา 43 ที่กำหนดเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานของคนไทยไม่น้อยกว่า 12 ปี ซึ่งผมเข้าใจว่าอาจารย์และนักการศึกษาทุกคนคงเห็นด้วยว่า การศึกษาเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับคนทุกคน อาจารย์อาจมีความเห็นที่แตกต่างไปในวิธีดำเนินการ แต่ผมคิดว่าถ้าคนไทยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาสูงขึ้นก็จะฉลาดขึ้น ยิ่งทำให้เป็นจริงเร็วได้ยิ่งดี การถูกเอารัดเอาเปรียบจากประเทศอื่นก็จะน้อยลง และในมาตรา 81 กำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษาและให้มีกฎหมายการศึกษา ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าพวกเราเริ่มต้นทำกฎหมายกันมาก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะมาเป็นรัฐบาล

และที่อาจารย์บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ประสบความสำเร็จในการเสนอพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเพราะกุมเสียงข้างมากก็ไม่จริงอีกครับ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีเสียงข้างมาก แต่รัฐบาลยุคนั้นเป็นรัฐบาลผสม ผู้รับผิดชอบการศึกษามาจากหลายพรรค เช่น ประธานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติในยุคนั้นก็คือท่านปัญจะ เกสรทอง จากพรรคชาติไทย และกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วย และที่ปรึกษารัฐมนตรี ก็เป็นคนของพรรคชาติไทยทั้งสิ้น เราทำงานมาด้วยกันอย่างดีโดยตลอด เพราะทุกฝ่ายต้องการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพาชาติให้พ้นวิกฤติ ยิ่งตอนที่นำ พ.ร.บ. เข้าสภานั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ทุกคนเห็นด้วยและสนับสนุน กฎหมายนี้จึงผ่านโดยเอกฉันท์ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ไม่มีการคัดค้านเลย มีแต่กลัวว่าจะไม่มีส่วนร่วม ถ้าอาจารย์ไปสืบค้นข้อมูลดูจะรู้ว่า ผู้ที่ออกมาเรียกร้องผลักดันให้รัฐบาลรีบนำ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเข้าสภากลายเป็น ส.ส. พรรคอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายค้านในยุคนั้นด้วยซ้ำไป

อีกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์เข้าใจผิดอย่างมากก็คือ เข้าใจว่าสำนักงานปฏิรูปการศึกษาเท่านั้นที่รับผิดชอบงานด้านการปฏิรูปการศึกษาทั้งหมด ไม่ใช่ครับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มี 9 หมวด แต่กำหนดให้สำนักงานปฏิรูปการศึกษาดูแลเพียง 3 หมวด ซึ่งต้องเสนอเป็นกฎหมายรองรับ ส่วนหมวดอื่นๆ นอกจากนั้นมีผลบังคับใช้ทันที และขณะนี้หน่วยงานการศึกษาต่างๆ ก็กำลังดำเนินการอยู่

ผมขอเริ่มตั้งแต่หมวด 2 เรื่องสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 43 ซึ่งกำหนดเรื่องสิทธิทางการศึกษาของคนไทย ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ทั้งคนปกติ คนบกพร่องหรือพิการ คนด้อยโอกาส และผู้มีความสามารถพิเศษ สิทธินี้ถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องใหญ่ด้วย ถ้าอาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ต่อสู้เพื่อปวงชนจริงๆ น่าจะพอใจที่ต่อไปนี้คนไทยทุกคนจะมีสิทธิได้รับการศึกษาอย่างดี อาจารย์จะปฏิเสธไหมว่าเราไม่สามารถทำให้คนไทยทุกคนมีฐานะทางเศรษฐกิจเท่ากัน แต่เราสามารถช่วยให้เขาได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่าเทียมกันได้ และการศึกษาคือยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทุกประเทศ

หมวด 3 ระบบการศึกษา พ.ร.บ. กำหนดว่าการศึกษามีทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย ที่สามารถเทียบโอนกันได้ เพื่อจะนำไปสู่การศึกษาตลอดชีวิต

หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา พูดถึงการปฏิรูปการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความถนัดและศักยภาพของผู้เรียน พูดถึงเนื้อหา หลักสูตร วิธีการเรียนและการสอนโดยใช้กระบวนการวิจัย

หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา กฎหมายกำหนดให้สถานศึกษาทุกระดับมีระบบการประกันคุณภาพภายใน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหาร ส่วนการประเมินภายนอกโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) นั้น เป็นการเข้าไปตรวจสอบเพื่อยืนยันว่ามีการดำเนินงานตามสภาพจริง ไม่ใช่เป็นการทำให้ระบบการศึกษาไทยกลายเป็นระบบทุนนิยมวิชาการอย่างที่อาจารย์กล่าวหา

ส่วนหมวด 9 นั้นให้สิทธิผู้เรียนได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน สำนักงานปฏิรูปการศึกษาทำเพียง 3 หมวด คือหมวด 5 หมวด 7 และหมวด 8 เพื่อสนับสนุนให้ การปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จ

หมวด 5 ว่าด้วยเรื่องของการบริหารและการจัดการศึกษา แต่น่าเสียดายที่หลายคนไม่เข้าใจว่าหมวด 5 นั้นเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา จึงมาหลงประเด็นมัวถกเถียงกันในเรื่องเขตพื้นที่การศึกษาและเรื่องโครงสร้างของกระทรวง ซึ่งไม่ใช่หน่วยสำคัญที่จะทำให้คุณภาพการศึกษาของประเทศไทยดีขึ้น

หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ทำอย่างไรถึงจะให้ครูได้รับการพัฒนา และได้ทำงานอย่างที่เรียกว่าบุคลากรวิชาชีพจริงๆ เพราะการปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงครูอย่างเป็นระบบ ทั้งในเรื่องพฤติกรรมการสอน การพัฒนา การยกย่องส่งเสริมและการให้ค่าตอบแทน

ดร.รุ่ง แก้วแดง
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ