รัฐบาลเถ้าแก่

เมื่อแรกที่มีการฉายภาพรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นรัฐบาล CEO ผมมีข้อกังขาในดวงจิตว่า ท่านนายกฯ ทักษิณ เป็น CEO ตั้งแต่เมื่อไร ผมเก็บข้อกังขานี้ไว้ในใจมาเป็นเวลากว่า 3 ปี บัดนี้ร้อนอุรามิอาจแบกรับข้อกังขานี้ต่อไปได้

ผมเป็นคนมีความรู้น้อย ในประการสำคัญ ผมรู้ไม่หมดแม้แต่เรื่องเดียว หากผมขยายขี้เท่อ จนมีเสียงเยาะหยันขับขานโดยทั่วไป ผมคิดว่า ผมทนได้

CEO ย่อมาจากคำว่า Chief Executive Officer หมายถึง หัวหน้าพนักงานระดับผู้บริหารของหน่วยธุรกิจ หน่วยธุรกิจที่มีตำแหน่ง CEO มักเป็นหน่วยธุรกิจขนาดใหญ่ ในประการสำคัญ เป็นหน่วยธุรกิจที่มีการแบ่งแยกระหว่างความเป็นเจ้าของ (Ownership) กับการควบคุมจัดการ (Control) กล่าวคือ ผู้มีส่วนเป็นเจ้าของมิได้มีอำนาจควบคุมจัดการบริษัท ส่วนผู้มีอำนาจควบคุมจัดการ มิได้มีส่วนเป็นเจ้าของ หากถือหุ้นอยู่บ้าง หุ้นที่ถือมีสัดส่วนน้อยนิดจนไม่รู้สึกสำนึกในความเป็นเจ้าของนั้น

ในหน่วยธุรกิจขนาดใหญ่ คณะกรรมการบริหารเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้ง CEO หาก CEO มีประพฤติกรรมส่อไปในทางฉ้อฉล หรือบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ คณะกรรมการบริหารอีกนั่นแหละที่มีอำนาจถอดถอน CEO นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นอาจเสนอญัตติการถอด CEO ออกจากตำแหน่งในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีได้อีกด้วย กล่าวโดยสรุปก็คือ การเข้าสู่ตำแหน่งและการออกจากตำแหน่ง CEO มีกระบวนการที่ชัดเจน

CEO มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างบริษัท โดยทั่วไปมีสัญญาการจ้างงาน ซึ่งระบุเงื่อนไขการจ้างงาน กำหนดเวลาการจ้างงาน และผลตอบแทนที่ได้รับ (Executive Compensation) CEO มีความรับผิดปฐมฐานต่อผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริหารบริษัทเป็นผู้ควบคุมกำกับ CEO ในนามของผู้ถือหุ้น หาก CEO ทำงานดี บริษัทรุ่งเรืองคณะกรรมการบริหารอาจมีมติปูนบำเหน็จผลตอบแทน ทั้งในรูปเงินเดือนและโบนัส รวมตลอดจนการให้โอกาสในการถือหุ้นบริษัท (Stock Option) อีกด้วย หาก CEO ทำงานไม่ดี ก็อาจถูกลดทอนอำนาจ หรือถูกถอดออกจากตำแหน่ง

ท่านผู้อ่านที่ตามข่าว Comcast ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจโทรคมนาคมไล่ล่าซื้อ Walt Disney คงทราบดีว่า ไมเคิล ไอสเนอร์ (Michael Eisner) CEO คนสำคัญในโลกธุรกิจถูกทอนอำนาจการบริหาร เนื่องจากผู้ถือหุ้นไม่พอใจ และอาจถูกกดดันให้ออกจากตำแหน่งในไม่ช้านี้ บทเรียนสำคัญจากโลกธุรกิจก็คือ ตำแหน่ง CEO หาได้มีความยั่งยืนสถาพรไม่

ภูมิความรู้อันน้อยนิดที่ผมพรรณนาข้างต้นนี้ ทำให้ผมมีข้อกังขาว่า ท่านนายกฯ ทักษิณเป็น CEO ตั้งแต่เมื่อไร ผมตรวจสอบประวัติของท่านจากหนังสือนับสิบเล่ม ก็ไม่พบว่า ท่านเคยเป็น CEO ในบริษัทใด เมื่อท่านลาออกจากราชการ และประกอบธุรกิจส่วนตัว ธุรกิจของท่านมีลักษณะเป็นธุรกิจในครอบครัว หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Family Business แม้ธุรกิจของท่านจะเติบใหญ่จนกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็ยังคงธำรงลักษณะธุรกิจในครอบครัวอย่างมั่นคง เมื่อท่านนายกฯ เป็นผู้บริหารธุรกิจในครอบครัว ท่านเป็นเถ้าแก่ หาได้เป็น CEO ไม่ เพราะท่านเป็นทั้งเจ้าของและผู้บริหารจัดการ ท่านรับผิดต่อตนเองและครอบครัว และรับภาระความเสี่ยงจากการตัดสินใจในการลงทุนและการบริหาร หากผลการประกอบการดีมีกำไร ท่านและครอบครัวย่อมได้ประโยชน์จากกำไรนั้นโดยตรง หากผลการประกอบการไม่ดี ท่านและครอบครัวย่อมต้องเป็นผู้รับภาระการขาดทุนที่เกิดขึ้น ไม่มีใครปลดท่านออกจากตำแหน่งผู้บริหารจัดการ เพราะเหตุที่เกิดการขาดทุนนั้น

ผมถือว่า ท่านนายกฯ ทักษิณเป็นเถ้าแก่ ดุจเดียวกับที่ผมถือว่า คุณชิน โสภณพนิช เป็นเถ้าแก่ เพราะทั้งสองท่านเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจการควบคุมจัดการธุรกิจที่ตนเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ผมมิได้นับคุณชินเป็น CEO ดุจเดียวกับที่มิได้นับไอ้โกคนขายกาแฟข้างบ้านผมเป็น CEO ธุรกิจที่มีเถ้าแก่เป็นผู้บริหารมีวัฒนธรรมแตกต่างจากธุรกิจที่มี CEO เป็นผู้บริหารอย่างสำคัญ ผมมีความเห็นว่า การนับเนื่องบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็น CEO มิอาจทำได้เพียงด้วยการดูชื่อตำแหน่ง หากแต่ต้องพิจารณาวัฒนธรรมการทำงานเป็นปัจจัยสำคัญ

รัฐบาลพรรคไทยรักไทยจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาล CEO ก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีกว่าครึ่งหนึ่งมีภูมิหลังเป็น CEO ผมนั่งวิเคราะห์รัฐบาลทักษิณรวม 7 ชุด แล้วพบว่า รัฐบาลทักษิณมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน อันได้แก่ ตัวแทนกลุ่มพลังยียาธิปไตย ตัวแทนกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มเทคโนแครตภาคเอกชน (Private-Sector Technocrats)

ผมนับคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเทคโนแครตภาคเอกชน ในกลุ่มนักธุรกิจ ผมมองไม่เห็น CEO ผมเห็นแต่เถ้าแก่ ไม่ว่าจะเป็นคุณประชา มาลีนนท์ คุณอดิศัย โพธารามิก หรือคุณพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ถึงจะมีการจัดตั้งรัฐบาลทักษิณ 8 โครงสร้างของคณะรัฐมนตรีคาดว่ามิได้เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

ในเมื่อผมนับท่านนายกฯ ทักษิณเป็นเถ้าแก่ และผมมองไม่เห็น CEO ในหมู่คณะรัฐมนตรีแม้แต่คนเดียว ผมจึงรับไม่ได้กับการกล่าวอ้างว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล CEO เพราะตามการวิเคราะห์ของผม รัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลของเถ้าแก่ โดยเถ้าแก่ และเพื่อเถ้าแก่ แต่ผมใคร่ขอเตือนท่านผู้อ่านว่า อย่าได้เชื่อบทวิเคราะห์นี้มากนัก เพราะผมมีคลื่นสมองน้อยมาแต่กำเนิด

ผมเชื่อว่า เรามิอาจเข้าใจพื้นฐานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างถ่องแท้ หากเราไม่เข้าใจพื้นฐานของพรรคไทยรักไทย ตามบทวิเคราะห์ของผม ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขุนนางนักการเมือง พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคเถ้าแก่ ไม่แตกต่างจากพรรคชาติไทยและพรรคชาติพัฒนาในปัจจุบัน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่โครงสร้างความเป็นเจ้าของ (Structure of Ownership) แม้ว่าพรรคการเมืองไทยจะมีหุ้นส่วน แต่พรรคประชาธิปัตย์มีโครงสร้างความเป็นเจ้าของที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย ในขณะที่พรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย และพรรคชาติพัฒนามีโครงสร้างความเป็นเจ้าของที่กระจุกตัวอย่างสูง จนสามารถบอกได้ว่า ใครเป็นเถ้าแก่ของพรรค

ในเมื่อพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคเถ้าแก่ พรรคไทยรักไทยจะผลิตรัฐบาล CEO ได้อย่างไร?

เถ้าแก่ย่อมเป็นใหญ่ในกงสี มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจในการลงทุนและการบริหาร ลูกจ้างกงสีมิอาจแสดงความกระด้างกระเดื่องได้ เพราะอาจถูกไล่ออกจากงานได้โดยง่าย เถ้าแก่จะกระจายอำนาจในการบริหารหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเถ้าแก่เอง เถ้าแก่จะรับฟังความเห็นของลูกน้องหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเถ้าแก่เฉกเช่นเดียวกัน ไม่มีใครควบคุมและกำกับเถ้าแก่ได้ ยกเว้นแต่เมียเถ้าแก่เท่านั้น

เถ้าแก่บางคนอาจต้องการหลงจู๊เป็นผู้ช่วยในการบริหาร เป็นหูเป็นตาในการดูแลกงสี หากหลงจู๊ทำงานได้ไม่ดังใจ อาจปลดออกจากตำแหน่ง โดยให้ทำงานตำแหน่งอื่น หรือไม่ก็ไล่ออกจากงาน

เถ้าแก่บางคนชอบวิพากษ์คนอื่น แต่ไม่ชอบให้คนอื่นวิพากษ์ตนเอง ลูกจ้างที่บังอาจวิพากษ์เถ้าแก่ ย่อมมิอาจมีการงานที่ยั่งยืนได้ ภายใต้ระบบธุรกิจเถ้าแก่ การวิพากษ์มีความไร้สมมาตรอย่างยิ่ง เพราะเถ้าแก่วิพากษ์ข้างเดียว แต่ไม่ยอมให้ผู้อื่นวิพากษ์ตนเอง วัฒนธรรมการวิพากษ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความก้าวหน้าแห่งวิทยาการและเทคโนลยี จึงยากที่จะเติบโตได้ภายใต้ระบบเถ้าแก่

ในเมื่อพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคเถ้าแก่ และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลเถ้าแก่ ประกอบกับพรรคไทยรักไทยวางแผนที่จะยึดครองอำนาจรัฐต่อไปอีก 10-20 ปี สังคมการเมืองไทยย่อมก้าวเข้าสู่ยุคเถ้าแก่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ต่อแต่นี้ไปจะเข้าใจการเมืองไทยได้อย่างถ่องแท้ ก็ต้องทำความเข้าใจระบบเถ้าแก่ ซึ่งยังมีการศึกษาวิจัยน้อยมาก

การเมืองระบบเถ้าแก่ มีความละม้ายคล้ายคลึงการเมืองระบบพ่อขุน ต่างกันแต่เพียงว่า เถ้าแก่เป็นตัวแทนกลุ่มทุน ส่วนพ่อขุนเป็นตัวแทนกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย เถ้าแก่เหมือนกับพ่อขุนที่ต้องการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่พ่อขุนชูคำขวัญ เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย เถ้าแก่ชูคำขวัญ เชื่อผู้นำ ชาติรุ่งเรือง (8%) ทั้งเถ้าแก่และพ่อขุนต่างยึดกุมปรัชญางานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

ภายใต้ระบบเถ้าแก่ ประชาชนยากที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ เพราะเถ้าแก่ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี ไม่มีอะไรใต้ดวงอาทิตย์ที่เถ้าแก่ไม่รู้ ในเมื่อเถ้าแก่รู้ดีกว่าใครๆ จะไม่มีใครในหล้าที่ตัดสินใจนำชาติได้ดีกว่าเถ้าแก่ ดังนั้น ประชาชนจึงมีหน้าที่เพียงประการเดียว ซึ่งก็คือการเดินตามหลังเถ้าแก่ รับรองว่าหมาไม่กัด เว้นแต่เถ้าแก่จะหันมากัดเอง

ภายใต้การเมืองระบบเถ้าแก่ ประชาสังคมมิอาจคาดหวังว่า รัฐบาลจะมีธรรมาภิบาล (Good Governance) ไม่ต้องพูดถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ไม่ต้องคาดหวังความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน และโปรดอย่าเอ่ยอ้างถึงกลไกความรับผิดของผู้นำรัฐบาล เถ้าแก่ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของและผู้บริหารจัดการ ย่อมต้องรับผิดต่อตนเองเป็นปฐม หาต้องรับผิดต่อลูกจ้างไม่ รวมทั้งความโปร่งใสก็เป็นเรื่องของเถ้าแก่เอง ลูกจ้างไม่เกี่ยว ในเมื่อเถ้าแก่เป็นผู้รับภาระความเสี่ยงในการลงทุนและการบริหารแต่เพียงผู้เดียว ย่อมไม่มีเหตุผลในการให้ลูกจ้างมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ

คำถามพื้นฐานมีอยู่แต่เพียงว่า ประชาชนมิใช่ลูกจ้างเถ้าแก่ และประเทศมิใช่กงสีที่เถ้าแก่เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้ระบบเถ้าแก่อาจนำหายนภัยมาสู่ประเทศชาติได้โดยง่าย

ผมใช้เวลากว่า 3 ขวบปีในการติดตามความเป็นไปในพรรคไทยรักไทย และประพฤติกรรมของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บัดนี้ ผมได้แต่ร้อง Eureka! Eureka! เมื่อผมพบว่า แนวความคิดว่าด้วยพรรคเถ้าแก่ รัฐบาลเถ้าแก่ และการเมืองระบบเถ้าแก่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความเข้าใจการเมืองไทยยุคปัจจุบัน

ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ สื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ รายงานข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีที่คาดว่าจะประกาศในวานนี้ (10 มีนาคม 2547) ในช่วงเวลา 3 ปีเศษที่ผ่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จัดตั้งรัฐบาลไปแล้ว 7 ชุด โดยถัวเฉลี่ยแล้วอยู่ในตำแหน่งชุดละ 5 เดือน การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นชุดที่ 8 หลายคนเชื่อว่าเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางคนเชื่อว่า ท่านนายกฯ ทักษิณกำลังมองหา CEO มาเป็นรัฐมนตรี กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม ลีลาในการปรับคณะรัฐมนตรีของท่านนายกฯ ทักษิณเป็นลีลาของเถ้าแก่โดยแท้ เพราะเมื่อเถ้าแก่ไม่สบอารมณ์ที่หลงจู๊ทำงานมิได้ดังใจ เถ้าแก่ก็ปลดหลงจู๊ออกจากตำแหน่งเกือบโดยฉับพลัน