ค่าเงินหยวน บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ Goldman Sachs ให้คำทำนายว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะขึ้นค่าเงินหยวน และจะเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากระบบปัจจุบันที่กำหนดค่าเงินหยวนตรึงไว้กับดอลลาร์อเมริกัน (Dollar-Pegged Exchange Rate System) ไปสู่ระบบตะกร้า (Currency Basket) ภายในไตรมาสแรกของปี 2547 ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของสังคมเศรษฐกิจโลกในปี 2547 โดยที่ค่าเงินหยวนเป็นชนวนก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งสอง เงินหยวนมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง (Undervaluation) อย่างปราศจากข้อกังขา เพราะรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนตรึงค่าเงินหยวนในระดับ 8.28 หยวนต่อดอลลาร์อเมริกันเป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา ตลอดระยะเวลาดังกล่าวนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศสะสมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก ค่าเงินหยวนที่ต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริงยังพิจารณาได้จากอัตราเงินเฟ้อเปรียบเทียบระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในขณะที่ระดับราคาผู้บริโภคในสาธารณรัฐประชาชนจีนเกือบไม่เปลี่ยนแปลง ดัชนีราคาผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 15% นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา เงินหยวนจึงมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริงอย่างน้อย 15% เมื่อเทียบกับดอลลาร์อเมริกัน การคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับค่าเงินหยวนปรากฏตั้งแต่ปี 2544 แล้ว แต่แรงกดดันให้สาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นค่าเงินหยวนถาโถมอย่างรุนแรงในปี 2546 เริ่มต้นด้วยญี่ปุ่นที่เป็นหัวหอกในการโจมตีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะญี่ปุ่นสูญเสียตลาดให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะแรก รัฐบาลอเมริกันมิได้ออกหน้าในการกดดันรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน คงมีแต่นายอลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ประธานคณะผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา และกลุ่มทุนอุตสาหกรรมอเมริกันที่วิพากษ์นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอเมริกันในท้ายที่สุดต้องเต้นตามเพลงของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและสหภาพแรงงานอเมริกันในเดือนกันยายน 2546 นายจอห์น สโนว์ (John Snow) ตระเวนประเทศต่างๆ ในอาเซียบูรพา เพื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน รัฐมนตรีการคลังแห่งสหรัฐอเมริกาไปไกลถึงกับเรียกร้องให้สาธารณรัฐประชาชนจีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนลอยตัวตามกลไกตลาด สาธารณรัฐประชาชนจีนต้านแรงกดดันดังกล่าวในเบื้องต้น พร้อมทั้งตอบโต้ข้อวิพากษ์นานัปการที่มีต่อนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีการระดมกลไกของรัฐตอบโต้ข้อวิพากษ์ทุกรูปแบบ ทั้งเครื่องมือสื่อสารมวลชนและ Internet บรรดาความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าข้างสาธารณรัฐประชาชนจีน ถูกถ่ายทอดสู่มนุษยพิภพและ Cyberspace สาธารณรัฐประชาชนจีนมิใช่ชาติแรกที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นนำร่องในการดำเนินนโยบายเช่นว่านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อพ้นจากการยึดครองของกองทัพอเมริกันในปี 2495 จงใจทำให้เงินเยนมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่เงินเยนมิได้แข็งตัวตาม การจงใจทำให้เงินเยนมีค่าต่ำเกื้อกูลการส่งออกสินค้าญี่ปุ่น และทำให้ภาคการส่งออกเป็นจักรกลสำคัญของการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนญี่ปุ่นแปรสภาพเป็น Japan as Number One ในทศวรรษ 2520 สาธารณรัฐประชาชนจีนเจริญรอยตามญี่ปุ่นในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแนวทางนี้ การเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ผู้นำอเมริกันจำนวนมากมองสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นภัยคุกคามแทนที่จะมองว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจโลก ทั้งๆ ที่บรรษัทยักษ์ใหญ่อเมริกันจำนวนมากเข้าไปลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีน หาประโยชน์จากแรงงานอัตราค่าจ้างต่ำและทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ หากนโยบายการกดเงินหยวนให้มีค่าต่ำให้ประโยชน์แก่การส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน บรรษัทอเมริกันที่เข้าไปลงทุนในประเทศนั้น ย่อมได้รับอานิสงส์จากนโยบายดังกล่าวนี้ด้วย ชุมชนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนมิอาจธำรงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันต่อไปได้นาน เมื่อไม่นานมานี้ Bloomberg News สำรวจความเห็นนักค้าเงินตราเกี่ยวกับเรื่องนี้ 7 ใน 11 คนที่สอบถามให้ความเห็นว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนคงจะขึ้นค่าเงินหยวนในช่วงปลายปี 2547 แรงกดดันระหว่างประเทศมิใช่ปัจจัยชี้ขาดในการทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นค่าเงินหยวน ผลประโยชน์ของสาธารณรัฐประชาชนจีนต่างหากที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนการกดค่าเงินหยวนให้ต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง แม้จะเกื้อกูลการส่งออก แต่อาจเป็นเหตุให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างร้อนแรงเกินระดับที่เหมาะสม (Overheating) นอกจากนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น มีผลในการสั่งสมเงินพลังสูง (High-Powered Money) อันนำไปสู่การเพิ่มปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างแรงกดดันของเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในท้ายที่สุด หากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจะขึ้นค่าเงินหยวน น่าจะเป็นผลจากความต้องการชะลอความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจเป็นสำคัญ สาธารณรัฐประชาชนจีนตระหนักดีว่า สังคมเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับกระแสการกีดกันการค้า (Protectionism) ที่มีมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจอเมริกันและสหภาพยุโรป มิได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ประกอบกับมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ทำให้ต้องเอาใจประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กระแสชาตินิยมจึงขึ้นสูงในปีแห่งการเลือกตั้ง การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและการกีดกันการค้าทวีความเข้มข้นตามไปด้วย การปรับค่าเงินหยวนให้ตรงต่อพื้นฐานที่เป็นจริงอาจช่วยลดแรงเสียดทานในสังคมเศรษฐกิจได้ คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจะขึ้นค่าเงินหยวนในอัตราสูงต่ำเพียงใด? Goldman Sachs คาดการณ์ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะปรับค่าเงินหยวนเพิ่มขึ้นเพียง 5% ทั้งๆ ที่ควรจะปรับถึง 10% การปรับค่าเงินหยวนจะค่อยเป็นค่อยไป จากอัตรา 8.28 หยวนต่อดอลลาร์อเมริกัน เหลือ 8.07, 7.68 และ 7.54 หยวนต่อดอลลาร์อเมริกันตามลำดับ สาธารณรัฐประชาชนจีนเลือกเส้นทางการปฏิรูปเศรษฐกิจชนิดค่อยเป็นค่อยไป ยึดกุมลัทธิ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม (Gradualism) และมิได้ดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน หรือ Shock Therapy อันเป็นยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากรัสเซียและยุโรปตะวันออกหลายประเทศ กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนประสบความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจมากกว่าประเทศสังคมนิยมใดๆ จนบัดนี้กลายเป็นจักรกลสำคัญของสังคมเศรษฐกิจโลก ประสบการณ์ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจดังที่กล่าวข้างต้น ทำให้เชื่อได้ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนยังคงยึดกุมลัทธิ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยเหตุดังนี้ การขึ้นค่าเงินหยวนจะไม่เป็นไปอย่างฮวบฮาบ แต่จะเป็นการปรับขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีเวลาในการปรับตัว และเพื่อมิให้ก่อผลกระทบอันรุนแรง แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมิได้มีแต่การขึ้นค่าเงินหยวนเท่านั้น หากยังมีเรื่องการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย ผู้นำอเมริกันจำนวนไม่น้อย รวมทั้งนายอลัน กรีนสแปน ต้องการให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเปลี่ยนไปสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว (Flexible Exchange Rate System) แต่เป็นที่แน่ชัดว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะไม่เลือกระบบนี้ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันบางคนดังเช่นศาสตราจารย์ซีบาสเตียน เอ็ดเวิร์ดส (Sebastian Edwards) แสดงความเห็นว่า ยังไม่ถึงเวลาที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ในประการสำคัญ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวใช่ว่าจะดีเลิศไร้ข้อตำหนิ ระบบเศรษฐกิจที่ปราศจากโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคง อาจต้องเผชิญปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน หากเลือกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนจะยังคงยึดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate System) ต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนจากระบบการตรึงค่าเงินหยวนกับดอลลาร์อเมริกัน มาเป็นระบบการผูกค่าเงินหยวนกับตะกร้าเงินตราสกุลสำคัญ (Currency Basket) ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนพิจารณาเรื่อนี้มาแต่ปี 2545 แต่เป็นเพราะอิทธิพลของลัทธิ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงยังไม่รีบร้อนเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน การเมืองว่าด้วยค่าเงินหยวนมีนัยสำคัญว่า อัตราแลกเปลี่ยนและระบบอัตราแลกเปลี่ยนกำลังกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการจัดระเบียบการค้าระหว่างประเทศ กำลังขยายปริมณฑลไปสู่การจัดระเบียบการเงินระหว่างประเทศ หมายเหตุ 1. โปรดอ่าน รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ "การเมืองว่าด้วยค่าเงินหยวน" ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2546 2. คำทำนายของ Goldman Sachs ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสาธารณรัฐประชาชนจีน โปรดอ่านรายงานข่าว "China to Revalue Yuan in First Quarter of 2004 : Goldman Sachs", Channelnewsasia.com (January 12, 2004) 3. การคาดการณ์ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนอาจต้องปรับค่าเงินหยวนเพิ่มขึ้น มีมาแต่ปี 2544 โปรดอ่าน Chi Lo, "Will China Re-value the Renminbi?", Finance Asia.com (December 18, 2001) 4. บทวิเคราะห์นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสาธารณรัฐประชาชนจีนดูอาทิ John Williamson, "The Renminbi Exchange Rate and Global Monetary System," Institute for International Economics, Washington, D.C. www.iie.com/publications/papers/williamson 1103.htm Zhaoyong Zhang, "The Exchange Rate Value of the Renminbi and China's Balance of Trade : An Empirical Study. NBER Working Paper No. 5771 (September 1996), National Bureau of Economic Research. Cambridge, MA, USA. www.nber.org 5. บันทึกการอภิปรายว่าด้วยค่าเงินหยวน โดยนักเศรษฐศาสตร์การเงินคนสำคัญ โปรดอ่าน "Is the Chinese Currency the Renminbi, Dangerously Undervalued and A Threat to the Global Economy? : A Symposium of Views", The International Economy (Spring 2003) ดู www.findarticles.com