หมายเหตุว่าด้วยการย้ายพรรค

เมื่อนายกร ทัพพะรังสี อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2546 เพื่อเตรียมย้ายเข้าพรรคไทยรักไทย เสียงชยันโตจากประชาสังคมไทยก็ดังขรม โดยที่ในขณะเดียวกัน ความเห็นอกเห็นใจนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ซึ่งเพิ่งถูกดุลออกจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เพิ่มขึ้นอีกอักโข

บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า นายกร ทัพพะรังสี ต้องการย้ายพรรค

เหตุใดนักการเมืองจึงต้องการย้ายพรรค?

การย้ายพรรคกับการซื้อนักการเมืองเป็นประพฤติกรรมคนละด้านของเหรียญเดียวกัน คำถามที่ว่า เหตุใดนักการเมืองจึงต้องการย้ายพรรค จึงคาบเกี่ยวกับคำถามที่ว่า เหตุใดพรรคการเมืองจึงซื้อนักการเมือง

ตลาดนักการเมืองมีสถานะไม่แตกต่างจากตลาดแรงงาน พรรคการเมืองมีสภาพเสมือนหนึ่งหน่วยผลิตที่ทำหน้าที่ผลิตบริการทางการเมืองเสนอขายแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการผลิตบริการทางการเมือง พรรคการเมืองย่อมต้องการปัจจัยการผลิตทั้งปวง หากปราศจากปัจจัยการผลิต พรรคการเมืองย่อมมิอาจผลิตบริการทางการเมืองได้ คุณภาพของปัจจัยการผลิตย่อมส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ นอกจากนี้ พรรคการเมืองยังต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้บริการทางการเมืองที่ผลิตได้มีคุณภาพและเสียต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ก่อนที่จะก้าวไปผลิตบริการทางการเมือง พรรคการเมืองจำต้องยึดรัฐสภาให้ได้เสียก่อน เพื่อให้มีความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคการเมืองมีทางเลือกในการเติบโตอย่างน้อย 2 แนวทาง แนวทางแรก ได้แก่ การเติบโตจากภายใน (Internal Growth) แนวทางที่สอง ได้แก่ การเติบโตสู่ภายนอก (External Growth)

พรรคไทยรักไทยเติบโตเป็นอภิมหาพรรค ด้วยการยึดแนวทางการเติบโตทั้งสองผสมผสานกัน โดยในชั้นก่อตั้งพรรคอาศัยการเติบโตจากภายในที่มีฐานดั้งเดิมในพรรคพลังธรรม ต่อเมื่อต้องการยึดอำนาจรัฐ จึงอาศัยการเติบโตสู่ภายนอก ด้วยการควบและครอบพรรคและกลุ่มการเมืองต่างๆ (Mergers and Acquisition) การรับกลุ่มวังน้ำเย็น อันมีนายเสนาะ เทียนทอง เป็นหัวหน้ากลุ่ม เข้าร่วมพรรคไทยรักไทย นับเป็นจุดเปลี่ยนผันสำคัญ เพราะหลังจากนั้นพรรคไทยรักไทยก็เดินเครื่อง M&A เพื่อขยายพรรคอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่การครอบส่วนสำคัญของพรรคกิจสังคม การครอบพรรคความหวังใหม่และพรรคเสรีธรรม โดยที่เดินเครื่องในการครอบพรรคชาติพัฒนาด้วย

พรรคไทยรักไทยต้องการ "ซื้อ" นักการเมืองและกลุ่มการเมืองเพื่อขยายฐานทางการเมือง หากฐานการเมืองมั่นคงและแข็งแกร่ง พรรคไทยรักไทยจะสามารถธำรงอำนาจทางการเมืองได้ยืนยาว ในการตัดสินใจซื้อนักการเมืองและกลุ่มการเมืองใดๆ พรรคการเมืองย่อมต้องเลือกซื้อนักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ช่วยเพิ่มพูนมูลค่าเพิ่มทางการเมือง (Political Value-Added) พรรคการเมืองย่อมไม่ต้องการซื้อนักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่บั่นทอนมูลค่าทางการเมืองของตน

แต่การซื้อนักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองมีราคาที่ต้องจ่าย ไม่มีพรรคการเมืองที่มีเหตุมีผลใดๆ ที่ทุ่มเงินซื้ออย่างไม่อั้น เพราะต้องเปรียบเทียบมูลค่าเพิ่มทางการเมืองที่ได้กับราคาที่จ่ายไป พรรคการเมืองที่ต้องการยึดกุมอำนาจรัฐจะจ่ายเงินซื้อนักการเมืองและกลุ่มการเมือง จนถึงระดับที่มูลค่าเพิ่มทางการเมืองที่ได้เท่ากับราคาที่จ่าย พรรคการเมืองมิได้แตกต่างจากหน่วยผลิตที่จ่ายเงินจ้างพนักงานจนถึงระดับที่รายได้ส่วนเพิ่มจากการจ้างพนักงาน (Marginal Staff Revenue) เท่ากับรายจ่ายส่วนเพิ่มในการจ้างพนักงาน (Marginal Staff Expenditure)

ในการซื้อนักการเมือง พรรคการเมืองอาจเลือกจ่ายราคาในรูปตัวเงิน ดังเช่นเงินโอนเป็นก้อน ค่าใช้จ่ายในการรณรงค์ทางการเมืองและเงินเดือนประจำ หรือจ่ายราคาในรูปตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองผู้เสนอซื้อกับนักการเมืองที่ต้องการย้ายพรรค

แรงงานย่อมเคลื่อนย้ายจากโรงงานที่ให้ค่าจ้างต่ำไปสู่โรงงานที่ให้ค่าจ้างสูง ฉันใด นักการเมืองย่อมต้องออกจากพรรคที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่พรรคที่ให้ผลตอบแทนสูง ฉันนั้น ทั้งนี้ผลตอบแทนดังกล่าวนี้มิได้จำกัดเฉพาะผลตอบแทนทางการเมือง หากยังคลุมผลตอบแทนที่มิใช่ตัวเงินด้วย

ในทัศนะของระบบทุนนิยม พรรคการเมืองมีสถานะเสมือนหนึ่งหน่วยผลิต การย้ายพรรคมีสภาพไม่แตกต่างจากการเปลี่ยนที่ทำงาน จึงมิใช่เรื่องน่าเสียหาย หากแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายจากอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่อุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงได้ เหตุไฉนนักการเมืองจึงย้ายพรรคมิได้ด้วยเล่า

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มิได้ห้ามนักการเมืองย้ายพรรค แต่ไม่ต้องการส่งเสริมการย้ายพรรค จึงกำหนดเงื่อนเวลาขั้นต่ำในการเป็นสมาชิกพรรคก่อนที่จะมีคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ต่ำกว่า 90 วัน

การย้ายพรรคของนักการเมืองในฐานะปัจเจกชนไม่ยุ่งยากและเสียต้นทุนการตัดสินใจ (Decision-Marking Cost) ต่ำ แต่การย้ายพรรคเป็นกลุ่มก็ดี หรือการให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาครอบพรรคการเมืองของตนก็ดี หรือการควบเข้ากับพรรคการเมืองอื่นก็ดี ล้วนต้องเสียต้นทุนการตัดสินใจสูงทั้งสิ้น เนื่องเพราะมีลักษณะเป็นปฏิบัติการร่วมกัน (Collective Action) ซึ่งครอบคลุมนักการเมืองจำนวนมาก

ทั้งๆ ที่พรรคไทยรักไทยส่งเทียบเชิญนานหลายเดือน แต่พรรคชาติพัฒนาก็ยังตัดสินใจมิได้ว่า จะให้พรรคไทยรักไทยเข้ายึดพรรคหรือไม่ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความลังเลใจของหัวหน้าพรรคนั้นเอง ในขณะที่ลูกพรรคดังเช่น นายกรสามารถตัดสินใจโดยฉับพลันในการศิโรราบต่อพรรคไทยรักไทย ทั้งๆ ที่นายกรเคยแสดงอาการเทียบชั้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

การถีบตัวขึ้นมาเป็นอภิมหาพรรค ทำให้พรรคไทยรักไทยกลายเป็น "หลุมดำ" ในสังคมการเมืองไทยที่มีพลังดูดนักการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆ ในขณะที่พรรคไทยรักไทยขับเคลื่อนขยายฐานการเมืองต่อไปเรื่อยๆ สภาวะความไม่แน่นอนของนักการเมืองนอกพรรคไทยรักไทยเพิ่มพูนเป็นเงาตามตัว คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยมองไม่เห็นอนาคตทางการเมืองของตน ไม่แน่ใจว่าจะมีพื้นที่ทางการเมืองเหลือให้ยืน มรรควิธีสำคัญในการลดทอนสภาวะความไม่แน่นอนดังกล่าวนี้ ก็แต่โดยการย้ายเข้าพรรคไทยรักไทยเสียเลย นายกร ทัพพะรังสี มีระบบความคิดดังที่กล่าวนี้ แต่ระบบความคิดเช่นนี้เองเป็นกลไกในการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองไทยไปสู่ระบอบ "ทักษิณาธิปไตย" ในที่สุด

ตลาดนักการเมืองกำลังแปรเปลี่ยนเป็นตลาดของผู้ซื้อ (Buyers Market) โดยท้ายที่สุดอาจมีผู้ซื้อแต่เพียงรายเดียว (Monopsony) พรรคไทยรักไทยเป็นผู้ซื้อรายเดียวดังกล่าวนี้ พรรคการเมืองอื่นๆ ล้วนขาดอำนาจซื้อ เพราะมิอาจดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการกำหนดและบริหารนโยบายเศรษฐกิจอย่างเป็นกอบเป็นกำ หากแม้นพรรคการเมืองเหล่านี้จะเสนอซื้อนักการเมือง ก็คงหานักการเมืองย้ายเข้าพรรคได้ยาก เพราะล้วนเป็นพรรคที่กำลังเผชิญความร่วงโรย ในขณะที่พรรคไทยรักไทยอยู่ในภาวะรุ่งโรจน์

ในภาวะที่ตลาดนักการเมืองเป็นตลาดของผู้ซื้อ พรรคไทยรักไทยในฐานะผู้ซื้อย่อมมีอำนาจต่อรองสูง นักการเมืองที่ย้ายเข้าพรรคไทยรักไทยเกือบจะไม่มีราคาเลย บางทีอาจต้องจ่าย "ราคา" เพื่อขอเข้าพรรค โดยหวังว่า จะเก็บเกี่ยวผลตอบแทนคืนในภายหลัง