Fulham FC ภายใต้ Thaksinomics

สโมสรฟุตบอลฟูแล่ม (Fulham Football Club) แห่งนครลอนดอน ออกแถลงการณ์เช้าวันพุธที่ 29 ตุลาคม 2546 ว่า นายโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเย็ด (Mohamed Al Fayed) ประธานและเจ้าของสโมสรยังยืนหยัดอยู่กับสโมสรต่อไป สโมสรฟุตบอลฟูแล่มมิได้มีไว้เพื่อขาย แม้ว่า นายอัล ฟาเย็ด จะได้พบปะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันสุดสัปดาห์ก่อนหน้านั้น และแม้จะมีการพูดคุกันในประเด็นการสานสัมพันธ์ระหว่างสโมสรฟุตบอลฟูแล่มกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย แต่หาได้มีข้อเสนอในการซื้อสโมสรไม่

ข่าวนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยแสดงเจตจำนงในการซื้อสโมสรฟุตบอลฟูแล่มแพร่สะพัดในเกาะอังกฤษ BBC มีส่วนแพร่กระจายข่าวนี้ (ดูรายงานข่าว "Thai PM Eyes Fulham Bid", BBC News, October 29, 2003) พลัน Website ของสโมสรฟุตบอลฟูแลม กลายเป็นที่ละเลงความเห็นของบรรดาแฟนๆ (ดู www.fulhamfc.com) บางคนตั้งข้อกังขาว่า Chairman Mo (หมายถึง โมฮัมเหม็ด อัล ฟาเย็ด) กำลังจะทิ้งสโมสรฟุตบอลฟูแล่มไปแล้วหรือ บางคนกล่าวถึงความร่ำรวยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าการซื้อสโมสรฟุตบอลฟูแล่ม ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วง

แฟนฟูแลมที่มีอารมณ์ขัน เสนอให้แต่งเพลงเชียร์ Shinwatra โดยมีเนื้อร้องดังนี้

Shinwatra wooah, Shinwatra wooah

He wants to be a brit.

And QPR are shit.

Shinwatra wooah. Shinwatra wooah.

อะไรจะเกิดขึ้นแก่สโมสรฟุตบอลฟูแล่ม หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเจ้าของ?

แฟนฟูแล่มที่มีอารมณ์ขัน (Nick Bateman) วาดฝันไว้ดังนี้

1. บรรดานักฟุตบอลที่ คริส โคลแมน (Chris Coleman) ผู้จัดการต้องการเก็บไว้ในสโมสร จะได้รับการต่อสัญญาใหม่ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลี คลาร์ก (Lee Clark) และ แบร์รี เฮลส์ (Barry Hayles) จะได้รับการต่อสัญญาต่อไปอีก 2 ปี นักฟุตบอลที่ยืมตัวจากสโมสรอื่น ดังเช่น จูนิชิ อินาโมโต (Junichi Inamoto) จะถูกซื้อตัวมาเป็นนักฟุตบอลประจำสโมสร

2. เจ้าของฟูแล่มคนใหม่จะให้งบประมาณ 100 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง สำหรับซื้อนักฟุตบอลใหม่ นักฟุตบอลลือนามดังเช่น นากาตะ (Nakata) มอเรียนเตส (Morientes) ริวัลโด (Rivaldo) และ อยาลา (Ayala) พากันสวมเสื้อฟูแลม

3. ฟูแล่มจะสร้างสนามฟุตบอลใหม่ขนาดความจุ 30,000 ที่นั่ง ที่ Craven Cottage โดยใช้งบประมาณ 60 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งจะแล้วเสร็จทันฤดูการแข่งขัน 2548/2549 ในระหว่างนั้น ฟูแล่มจะใช้สนามแข่งร่วมกับ Chelsea ที่ Stamford Bridge

4. อาหารยอดนิยมของแฟนสโมสรฟูแล่ม คือ Balti Pies จะถูกแทนที่โดย Spicey Dog หรือ Rin Tin Tin in Won Ton Sauce (ต่อมามีผู้ทักท้วงว่า คนไทยมิได้กินเนื้อหมา มีแต่คนเวียดนาม เกาหลี และจีนที่กินเนื้อหมา ดังนั้น Hot Dog ของไทยมิได้ทำจาก Dog ตามตัวอักษร)

ฟูแล่มเป็นสโมสรฟุตบอลเก่าแก่ที่สุดในนครลอนดอน จนมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาแต่ปี ค.ศ. 1879 และเริ่มใช้สนามฟุตบอลที่ Craven Cottage เป็นสนามแข่งขันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1896 ในอดีตกาลเป็นที่ชุมนุมของนักเตะระดับพระกาฬ นักเตะบางคนเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ (Johnny Haynes) โดยที่ จอห์นนี เฮนส์ เป็นนักเตะคนแรกที่ได้ค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 100 ปอนด์สเตอร์ลิง ฟูแลมเป็นแหล่งผลิตนักฟุตบอลนามระบือ ดังเช่น อลัน มัลเลอรี (Alan Mullery) ร็อดนีย์ มาร์ช (Rodney Marsh) อัลลัน คลาร์ก (Allan Clark) รวมทั้ง บ็อบบี ร็อบสัน (Bobby Robson) ซึ่งต่อมาเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ และปัจจุบันเป็นผู้จัดการ Newcastle United ในยุครุ่งเรืองของฟูแลม มีแฟนเข้าชมการแข่งขันแน่นขนัด ระดับนัดละ 30,000 คน

แต่แล้วฟูแล่มก็เข้าสู่ยุคตกต่ำในปี 2511 เมื่อร่วงหล่นจากฟุตบอลดิวิชั่นหนึ่ง ฟูแลมเวียนว่ายตายเกิดระหว่างดิวิชั่นสองและดิวิชั่นสาม และใช้เวลาถึง 33 ปีกว่าที่จะทะยานสู่ Premier League สำเร็จในปี 2544 ภายใต้การนำของ จัง ติกานา (Jean Tigana) ในฐานะผู้จัดการ

โมฮัมเหม็ด อัล ฟาเย็ด เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของฟูแล่ม อัล ฟาเย็ด กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของฟูแล่มตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2540 ในขณะที่ฟูแล่มเพิ่งไต่ขึ้นสู่ดิวิชั่นสอง อัล ฟาเย็ด ประสบความสำเร็จในการดูดดึง เควิน คีแกน (Kevin Keegan) เป็นผู้จัดการ พร้อมทั้งอัดฉีดเงินในการซื้อนักเตะและการพัฒนาสโมสรในด้านอื่นๆ ฟูแล่มกำหนดแผน 5 ปี ในการไต่เต้าสู่ Premier League และประสบความสำเร็จภายในเวลา 4 ปี

ตำแหน่งแห่งหนทางของฟูแลมใน Premier League ไม่สู้ดีนัก และเกือบต้องร่วงหล่นสู่ดิวิชั่นหนึ่งในฤดูการแข่งขัน 2545/2546 แต่ในฤดูการแข่งขัน 2546/2547 นี้ ผลการแข่งขันของฟูแล่มดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทั้งนี้ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จะสามารถยึดอันดับต้นๆ ของ Premier League ได้ตลอดรอดฝั่ง

ฟูแล่มมิได้มีฐานะการเงินดีนัก ในปัจจุบัน ฟูแล่มมีหนี้คงค้าง 91.9 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง และประสบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 14.1 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ในปี 2543 เพิ่มเป็น 24 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงในปี 2544 และ 33.6 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงในปี 2545 ยอดการขาดทุนที่สะสมเพิ่มขึ้นนี้ทำให้ อัล ฟาเย็ด เริ่มถอดใจ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการแสวงหาผู้ซื้อสโมสรฟุตบอลฟูแลม ปรากฏเป็นระยะๆ

ฟูแล่มมีแผนที่จะสร้างสนามฟุตบอลใหม่ที่ Craven Cottage ขนาดความจุ 30,000 ที่นั่ง ในเดือนพฤษภาคม 2545 ฟูแลมย้ายไปใช้สนาม Loftus Road ร่วมกับ Queen’s Park Ranger โดยเสียค่าเช่านัดละ 40,000 ปอนด์สเตอร์ลิง ฟูแล่มใช้ Craven Cottage เป็นสนามแข่งยาวนานถึง 105 ปี การย้ายสนามแข่งทำให้ต้องสูญเสียแฟนผู้เข้าชม ซึ่งยึดติดกับ Craven Cottage ในอีกด้านหนึ่ง การสร้างสนามฟุตบอลใหม่มิอาจขับเคลื่อนได้ ประชาชนที่อาศัยอยู่รอบๆ Craven Cottage พากันรณรงค์คัดค้าน และองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นไม่ยอมออกใบอนุญาต

สัญญาการเช่าสนาม Loftus Road กำลังหมดอายุในฤดูการแข่งขันนี้ ฟูแล่มดิ้นรนที่จะขอเช่าสนาม Stamford Bridge ของ Chelsea แต่มิอาจบรรลุข้อตกลง ในที่สุด อัล ฟาเย็ด ตัดสินใจนำฟูแล่มกลับบ้านเกิดที่ Craven Cottage (ดูรายงานข่าว "Fulham Plan Cottage Return", BBC News, September 3, 2003) เรื่องนี้ควรจะจบชนิด Happy Ending แต่มิได้เป็นเช่นนั้น เพราะ อัล ฟาเย็ด ลงนามขายสิทธิการก่อสร้างใน Craven Cottage แก่ Fulham River Projects Ltd. และรับเงินจำนวน 50 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงไปแล้ว โดยที่มีโครงการสร้างที่อยู่อาศัย การกลับมาใช้สนามฟุตบอล Craven Cottage อาจทำให้ อัล ฟาเย็ด ต้องคืนเงินค่าขายสิทธิ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา 12% ต่อปี

ในปัจจุบัน Premier League ของอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็น Football League ที่มีฐานะการเงินมั่นคงที่สุดในโลก เหนือกว่า Calcio Serie A ของอิตาลี Premiera Liga ของสเปน Bundesliga ของเยอรมนี และ French First Division ของฝรั่งเศส ทั้งนี้ตามรายงานการตรวจสอบบัญชีตั้งแต่ปี 2542 ของ Deloitte and Touche กระนั้นก็ตาม สโมสรฟุตบอลที่มีฐานะการเงินอันแข็งแกร่งมีจำนวนน้อยนิด ส่วนใหญ่เป็นสโมสรระดับนำที่สามารถแข่งขันใน UEFA Champion League นอกนั้นล้วนมีฐานะง่อนแง่น และเผชิญชะตากรรมที่มีสภาวะความไม่แน่นอนอย่างสูง สโมสรฟุตบอลอย่างน้อย 40 แห่ง ในจำนวนสโมสรฟุตบอลในอังกฤษทั้งหมด (รวมทั้งนอก Premier League) กำลังเผชิญวิกฤติการณ์การเงินที่ร้ายแรง จนสมาชิกรัฐสภาอังกฤษร่วมกันจัดตั้ง All Party Parliamentary Football Group เพื่อศึกษาและหาทางออกในการแก้ไขวิกฤติการณ์ดังกล่าวนี้

ทั้งๆ ที่สโมสรฟุตบอลอังกฤษจำนวนมากมีฐานะการเงินอันง่อนแง่น จนนายทุนสโมสรฟุตบอลอังกฤษพากันถอดใจและเปิดช่องให้นายทุนต่างชาติ เข้าไปครอบกิจการเป็นระลอกๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าร่วมกระแสการครอบกิจการสโมสรฟุตบอลอังกฤษด้วย

คำประกาศของโมฮัมเหม็ด อัล ฟาเย็ด ที่ว่า สโมสรฟุตบอลฟูแลมมิได้มีไว้ขาย มีผลในการปิดโอกาสมิให้นายทุนโทรคมนาคมคนหนึ่งมีโอกาสแสดงฝีมือในการบริหารจัดการสโมสรฟุตบอล แต่น่าจะเป็นการปิดโอกาสเป็นการชั่วคราว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ที่จะซื้อสโมสรฟุตบอลดังกล่าว (ดูรายงานข่าว "Thai PM Renews Fulham Talk", BBC News, October 30, 2003)

เหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงต้องการซื้อสโมสรฟุตบอลที่มีฐานะการเงินอันง่อนแง่น มีหนี้สินจำนวนมาก มียอดขาดทุนที่สะสมหลายปี และไม่มีอนาคตทางการเงินที่แจ่มชัด มิหนำซ้ำสนาม Craven Cottage ยังมีโครงสร้างความเป็นเจ้าของและสัญญาผูกพันที่มีลักษณะอีรุงตุงนัง

ไม่มีใครตอบได้ดีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เอง

ในขณะที่คุณเอกราช เก่งทุกทาง เสนอความเห็นว่า

“...ถ้าท่านนายกฯ หรือเศรษฐีคนไหนอยากรังแกกระเป๋าสตางค์ตัวเองเล่นๆ ก็เชิญตามสบาย...”

แต่ผมกลับเห็นว่า การประกาศซื้อสโมสรฟุตบอลฟูแล่ม โดยไม่มีข้อเสนออย่างเป็นทางการ เป็นการสร้างกระแสโลกานุวัตรให้แก่ Thaksinomics ดุจเดียวกับกระบวนการประชาสัมพันธ์ APEC 2003

น่าเสียดายที่ไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ทวิวิถี (Dual Track Development) ภายใต้ Thaksinomics สามารถใช้พัฒนาสโมสรฟุตบอลอย่างฟูแล่มได้หรือไม่ เพียงใด

หมายเหตุ

1. รายงานฐานะการเงินของสโมสรฟุตบอลฟูแลม โปรดอ่าน Tom Fordyce. “Fulham’s Future Hangs in Balance”, BBC News (September 15, 2003)

2. รายงานฐานะการเงินของ Premier League โปรดอ่าน "Premiershi’s European Shortfall", BBC News (July 30, 2003)

3. ความเห็นเกี่ยวกับการซื้อสโมสรฟุตบอลฟูแลม โปรดอ่าน เอกราช เก่งทุกทาง โครงการในฝัน มติชน ฉบับวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2546