นักการเมืองขี้ฉ้อ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์จำนวน 233.88 ล้านบาท จากนายรักเกียรติ สุขธนะ ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2540 ถึงเดือนกันยายน 2541 ในฐานที่มีความร่ำรวยผิดปกติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 สร้างกลไกในการกำกับและตรวจสอบนักการเมืองขี้ฉ้ออย่างน้อย 3 กลไก อันประกอบด้วย กลไกที่หนึ่ง ได้แก่ การบังคับให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งก่อนเข้ารับตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่ง สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองสำคัญ ดังเช่นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ต้องยื่นแสดงบัญชีเมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้วหนึ่งปีอีกครั้งหนึ่ง กลไกที่สอง ได้แก่ การดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่ง กลไกที่สาม ได้แก่ การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อตรวจสอบพบว่า มีความร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น บัดนี้ นายรักเกียรติ สุขธนะ ผู้นำนักเลือกตั้งเผ่ายี้ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าเป็นนักการเมืองขี้ฉ้อแล้ว คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เหตุไฉนหัวหน้านักเลือกตั้งเผ่ายี้ จึงตกม้าตายหรือตายน้ำตื้นอย่างง่ายดายเช่นนี้? คำตอบคงจะเป็นว่า นักเลือกตั้งเผ่ายี้ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาใหม่ที่ใช้ในการกำกับ ตรวจสอบ และควบคุมสังคมการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เคยกินมาอย่างไร ก็กินต่อไปอย่างนั้น หากจะกล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ การดูเบารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ในข้อที่ไร้ประสิทธิผลในการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยให้เป็น การเมืองสีขาว ภายหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นักการเมืองเผ่ายี้ยังคงดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการกำหนดและบริหารนโยบาย การแบ่งอาณาจักรกันกินในลักษณะ อาณาจักรใคร อาณาจักรมัน ยังคงปรากฏสืบต่อมา การหากินจากกระบวนการจัดจ้างจัดซื้อของทางราชการ อันเป็นวิธีการที่ใช้มาแต่บุรพกาล ยังคงใช้ได้ดีแม้ในปัจจุบัน การไม่เปลี่ยนประพฤติกรรมในการกินสะท้อนให้เห็นการดูเบารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ในหมู่นักเลือกตั้งเผ่ายี้ การดูเบาดังกล่าวนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไว้วางใจว่า แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกันเอง เพราะนักเลือกตั้งเผ่ายี้ล้วนกินเหมือนกัน เพียงแต่มีความมูมมามแตกต่างกัน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อเกิดการทุจริตในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา รัฐบาลชุดต่างๆ มิได้แสดงความกระตือรือร้นในการสะสางกรณีการทุจริตนี้อย่างถึงที่สุด ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขบางคน ซึ่งอาจพัวพันกับการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าว กลับได้รับการปกป้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากผู้นำรัฐบาล แม้แต่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งควรทำหน้าที่เป็นเสาหลักของระบบราชการ กลับกลายเป็นกลไกของนักเลือกตั้งเผ่ายี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอัปรียชน กลุ่มแพทย์ชนบทเภสัชกรชนบทและพันธมิตร นับเป็นกลุ่มอันควรแก่การสรรเสริญในการเปิดโปงการทุจริตในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข ความยืนหยัดในความถูกต้องชอบธรรมและความสุจริตยุติธรรมในหมู่ผู้นำแพทย์ชนบท นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาสังคมไทยขับเคลื่อนการสะสางกรณีการทุจริตดังกล่าวนี้ โดยที่ผู้นำแพทย์ชนบทบางคนต้องเผชิญแรงกดดันและมรสุมแห่งชีวิตราชการ จนต้องลาออกจากราชการ และบางคนโดนกลั่นแกล้งให้ออกจากราชการ ความเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน โดยที่มิได้รับการเกื้อหนุนจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นับเป็นเรื่องเกินกว่าความคาดหมายของนักเลือกตั้งเผ่ายี้ เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน 30 องค์กร ขับเคลื่อนในการเล่นงานข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขที่อำนวยการให้นักการเมืองได้ประโยชน์จากการทุจริตในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนให้มีการตรวจสอบฐานะการเงินของนายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงเวลาดังกล่าว คำร้องของขบวนการประชาชนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2542 กล่าวหาว่า นายรักเกียรติมีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของนางสุรกัญญา สุขธนะ ภรรยา จำนวน 100 ล้านบาท จึงมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ป.ป.ช.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นไต่สวนข้อเท็จจริง และต่อมาชี้มูลว่า นายรักเกียรติ มีความร่ำรวยอันผิดปกติ จนท้ายที่สุดอัยการสูงสุดยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากปราศจากการยืนหยัดของกลุ่มแพทย์ชนบทเภสัชกรชนบท และพันธมิตร และหากปราศจากการขับเคลื่อนของขบวนการประชาชน นายรักเกียรติ สุขธนะ และสมุนบริวารจะยังคงสามารถเสพสุขจากความร่ำรวยอันผิดปกติต่อไป ในประการสำคัญ เขี้ยวเล็บของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จะไม่ปรากฏอิทธิฤทธิ์ให้เห็น ข้อคิดสำคัญของกรณีการทุจริตในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ ก็คือ ความสุจริตและบริสุทธิ์เป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ประชาสังคมได้ประโยชน์จากการที่สังคมมีความสุจริตและบริสุทธิ์โดยถ้วนหน้า แต่การสถาปนาความสุจริตและบริสุทธิ์ หรือการชำระล้างความโสโครกในสังคมมีต้นทุนที่ต้องเสีย หากรัฐรับเป็นหน้าที่ในการชำระล้างสิ่งโสโครกในสังคม สังคมที่สุจริตและบริสุทธิ์ย่อมสถาปนาได้โดยไม่ยากลำบาก แต่เป็นเพราะผู้ยึดกุมอำนาจรัฐได้ประโยชน์จากการทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงมิได้ต้องการความสุจริตและบริสุทธิ์ หน้าที่ในการสถาปนาความสุจริตและบริสุทธิ์ในสังคมจึงตกแก่ประชาชน ผู้ที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมที่สุจริตและบริสุทธิ์ต้องเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนการขับเคลื่อน แม้ว่าประโยชน์ที่ได้จากการสถาปนาความสุจริตและบริสุทธิ์จะคุ้มกับต้นทุนที่สูญเสียไป แต่ผู้ขับเคลื่อนต้องมีต้นทุนส่วนบุคคลที่ต้องเสียโดยมิได้รับการชดเชย ผู้นำแพทย์ชนบทและผู้นำขบวนการประชาชนในกรณีนี้ นับเป็นอุทาหรณ์ที่ดียิ่ง การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ มีต้นทุนปฏิบัติการ (Transaction Cost) ที่ต้องเสีย รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แม้จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แต่มิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า หากต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง จะต้องสร้างสิ่งจูงใจในการมีส่วนร่วม ซึ่งหนทางหนึ่งในการนี้ก็คือ การลดต้นทุนของการมีส่วนร่วมทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ร่างขึ้นโดยมิได้ให้ข้อพิจารณาว่า ระดับของต้นทุนปฏิบัติการมีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน หากต้นทุนนี้สูงเกินไปจนไม่คุ้มประโยชน์ ประชาชนย่อมวางเฉยทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีปัญหาว่า ใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนปฏิบัติการ หากกำหนดให้ผู้ต้องการการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นผู้รับภาระต้นทุนปฏิบัติการการมีส่วนร่วมทางการเมืองย่อมมีน้อยกว่าระดับอันสมควร ขบวนการประชาชนต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินการถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกจากตำแหน่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กำหนดให้ต้องล่ารายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อย 50,000 คน นับเป็นต้นทุนที่สาหัสสากรรจ์ไม่น้อย แม้จะล่ารายชื่อได้แล้ว ยังต้องเผชิญกับกระบวนการตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งมีผลในการเตะถ่วงกระบวนการถอดถอนดังกล่าวอีกด้วย ในขณะที่ประชาสังคมไทยต้องการให้สังคมไทยเป็นสังคมที่สุจริตและบริสุทธิ์ รัฐบาลและหน่วยราชการกลับไม่มีความปรารถนาอันแรงกล้าในเรื่องนี้ คดีการทุจริตในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ช่วยเปลือยตัวตนของนายกรัฐมนตรีบางคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขบางคน พรรคการเมืองบางพรรค ข้าราชการบางคน และหน่วยราชการบางหน่วย ผู้คนและองค์กรเหล่านี้ มีส่วนให้ความเห็นชอบไม่ทางตรงก็ทางอ้อมแก่อัปรียกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หมายเหตุ ผู้ที่สนใจศึกษาคดีการทุจริตการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข โปรดอ่าน นวลน้อย ตรีรัตน์ และ กนกศักดิ์ แก้วเทพ การต่อต้านทุจริตยา ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2545