จินตภาพอุดมศึกษา-ก้าวใหม่หลังการปฏิรูป (ตอนที่สอง)

ทิศทางและแนวโน้มที่สอง

ความหลากหลายของบริการอุดมศึกษา

บริการอุดมศึกษาเป็นผลผลิตที่มีความหลากหลายมากขึ้น ลักษณะความหลากหลายจะยิ่งมีมากขึ้นไปอีกในอนาคต ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์กับอุปทานด้านหนึ่ง ตลาดต้องการบริการอุดมศึกษาที่มีลักษณะหลากหลาย ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันอุดมศึกษาต้องปรับตัวสนองตอบความต้องการตามพลังตลาด ผลที่เกิดขึ้นก็คือ จะมีหลักสูตรที่ออกแบบใหม่เพื่อสนองตอบตลาดมากขึ้น

บริการอุดมศึกษาที่ผลิตโดยสถาบันของรัฐจะมีความหลากหลายมากกว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทั้งนี้เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐมีความเป็นอิสระค่อนข้างสมบูรณ์ สภาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐมีอำนาจในการอนุมัติหลักสูตรและมีอำนาจในการประสาทปริญญาโดยอิสระ ในขณะที่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุม กำกับ และตรวจสอบของรัฐชนิดเข้มงวดมากกว่ามาก

การผลักดันให้มหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการ โดยปราศจากนโยบายและแผนการอุดหนุนของรัฐที่ชัดเจน มีผลในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยของรัฐเดินแนวทางตลาด และมุ่งผลิตบริการอุดมศึกษาเพื่อขายอันเป็นไปตามแนวโน้ม Commodification, Marketization และ McDonaldization ดังที่กล่าวข้างต้น

หลักสูตรที่ออกแบบใหม่เพื่อสนองตอบความต้องการของตลาด ย่อมต้องออกแบบตามการชี้นำของ มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) มือที่มองไม่เห็น บางส่วนอาจต้องการบริการอุดมศึกษาเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพในการผลิตและการทำงาน แต่บางส่วนอาจต้องการเพียงกระดาษแผ่นเดียว โดยมิได้มุ่งแสวงหาสาระแห่งการเรียนรู้ มือที่มองไม่เห็น ส่วนหลังนี้ย่อมคาดหวังว่า ความเป็นไปได้ในการได้มาซึ่งปริญญาน่าจะมีมากขึ้น แลกกับ ราคา ที่ต้องจ่ายแพงขึ้น ความคาดหวังของตลาดดังกล่าวนี้ย่อมทำให้การออกแบบหลักสูตรใหม่ลดความเข้มงวดในทางวิชาการ ลดความเข้มงวดในการประเมินผลการเรียนรู้ และลดเงื่อนเวลาในการศึกษา หากปราศจากการควบคุมคุณภาพที่มีประสิทธิผลความหลากหลายของผลผลิตบริการอุดมศึกษาจะก่อเกิดควบคู่กับความด้อยคุณภาพและความเสื่อมทรามของมหาวิทยาลัย

หลักสูตรที่ออกแบบใหม่จำนวนมาก อาจประกอบด้วยวิชาที่ไม่มีองค์ความรู้ของตนเอง หากแต่หยิบยืมเนื้อหาจากต่างสาขาวิชามากวนผสมกัน แต่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปราศจากบูรณาการแห่งวิทยาการ การจัดการเรียนการสอนก็ปราศจากบูรณาการเฉกเช่นเดียวกัน เพราะใช้วิธีการเชิญอาจารย์ผู้สอนเป็นรายหัวข้อ มิใช่การเชิญอาจารย์ผู้สอนเป็นรายวิชา ถึงจะมีอาจารย์ผู้ควบคุมวิชา แต่มิได้ทำหน้าที่บูรณาการแห่งวิทยาการ

หลักสูตรที่ออกแบบใหม่ ซึ่งสร้างความหลากหลายของบริการอุดมศึกษาดังที่กล่าวข้างต้นนี้ ปรากฏอย่างชัดเจนในระดับบัณฑิตศึกษาในระดับปริญญาตรี ความหลากหลายของบริการมิได้มีมากเท่า เนื่องจากความเป็นสาขาวิชายังคงดำรงอยู่ ความหลากหลายของบริการอุดมศึกษาระดับปริญญาตรียังขยายต่อไปอีกได้ ด้วยการออกแบบหลักสูตรในแนวทาง Sandwich Courses ของสหราชอาณาจักร ดังเช่นการผสมสาขาวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกัน หรือการลอกเลียนหลักสูตร PPE ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เป็นต้น

การสนองตอบความต้องการของตลาดด้วยการผลิตบริการอุดมศึกษาที่มีลักษณะหลากหลาย มีผลต่อการประกอบภารกิจและคุณภาพของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจะสนใจการจัดการเรียนการสอนมากกว่าการผลิตองค์ความรู้สำหรับสังคมไทย การมุ่งเดินแนวทางตลาดทำให้คุณภาพของบริการอุดมศึกษาเสื่อมทรามลง เพราะตลาดในสัดส่วนสำคัญมิได้ต้องการคุณภาพมากไปกว่าปริญญาบัตรหรือวุฒิบัตร

ทิศทางและแนวโน้มที่สาม

มหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University)

มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยวาดฝันว่า จะพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนดเป้าหมายในการปฏิรูปอุดมศึกษาเพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (World-Class University) จินตภาพอุดมศึกษาดังที่กล่าวนี้เป็นเรื่องค่อนข้างเพ้อเจ้อ เพราะเป็นการวาดฝันโดยมิได้พิจารณาความเป็นจริงในบริบทของสังคมไทย

มหาวิทยาลัยเมื่อแรกสถาปนาในสังคมไทยถูกกำหนดให้มีภารกิจหลักในการผลิตกำลังคน มิได้รับมอบหมายให้มีภารกิจในการผลิตองค์ความรู้ การออกแบบเชิงสถาบัน (Institutional Design) ของมหาวิทยาลัยไทย จึงไม่เสริมส่งการทำหน้าที่ผลิตความรู้กล่าวคือ มิได้ออกแบบเพื่อให้มีอาจารย์ประจำ หากแต่ใช้ขุนนางนักวิชาการที่ประจำกระทรวงทบวงกรมต่างๆ เป็นผู้สอน ไม่ทุ่มลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิชาการ (Academic Infrastructure) ดังเช่นห้องสมุดและห้องปฏิบัติการและห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ โครงสร้างอัตราเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยมิได้แตกต่างไปจากข้าราชการอื่นๆ ซึ่งไม่เกื้อกูลการดูดดึงชนชั้นมันสมองมาประกอบอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย ต่างจากมหาวิทยาลัยในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ถือว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็น สำราญชน (Leisured Class) นอกจากให้ผลตอบแทนการใช้สมองในอัตราสูงแล้ว ยังกำหนดกฎกติกาที่จูงใจให้ผจญภัยทางปัญญา เพื่อผลิตองค์ความรู้ใหม่อีกด้วย

การจัดองค์กรมหาวิทยาลัยใหม่ในรูปมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ ดังที่ขับเคลื่อนในสังคมไทยปัจจุบันมิได้สลัดแอกแบบสถาบันที่ใช้มาแต่ดั้งเดิม หากแต่ยังคงยึดแบบสถาบันเดิม เพียงแต่ปรับโครงสร้างเงินเดือนให้สูงกว่าเดิม แต่มิได้ดีกว่าเดิมมากนัก เมื่อเปรียบเทียบสวัสดิการทั้งมวลที่ข้าราชการได้รับกับที่พนักงานมหาวิทยาลัยได้รับ ในประการสำคัญ ระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ยังคงมีอิทธิพลในระบบสถาบันอุดมศึกษาของรัฐอย่างแน่นหนา การกลั่นกรองอาจารย์และการประเมินผลงานอาจารย์ขาดความเข้มงวดเท่าที่ควร แม้จะเปลี่ยนแปลงการจ้างงานจากระบบการจ้างงานตลอดชีพ (Life-Time Employment) มาเป็นการจ้างงานตามพันธสัญญา (Contract Employment) หาได้เปลี่ยนแปลงแบบสถาบันในขั้นรากฐานไม่ ภายใต้ระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์อันแน่นหนา สัญญาการจ้างงานจะถูกต่ออายุไปเรื่อยๆ จนการจ้างงานในระบบสัญญามิได้แตกต่างจากระบบการจ้างงานตลอดชีพ

มหาวิทยาลัยในสังคมไทยจะไม่สามารถพัฒนาไปเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยได้ มิไยต้องกล่าวถึงมหาวิทยาลัยระดับโลก ตราบเท่าที่ยังคงธำรงแบบสถาบันที่ใช้มาแต่ดั้งเดิม การละเลยประเด็นการออกแบบเชิงสถาบันของมหาวิทยาลัยมีผลเท่ากับการละเลยประเด็นสำคัญในการปฏิรูปอุดมศึกษา การพัฒนามหาวิทยาลัยมิอาจดำเนินการเพียงด้วยการดึงมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ และการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากยังต้องพิจารณาการออกแบบเชิงสถาบันของมหาวิทยาลัยและการกำหนดกติกาการเล่นเกม (Rules of the Game) ในระบบอุดมศึกษา เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีบทบาทในการผลิตความรู้ใหม่อีกด้วย ปัจจัยเชิงสถาบันมีความสำคัญยิ่งยวดในกระบวนการปฏิรูป

ในขณะที่แบบสถาบันและกติกาการเล่นเกมในระบบอุดมศึกษาไทยไม่เกื้อกูลให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ผลิตองค์ความรู้ใหม่สำหรับสังคมไทย การที่สถาบันอุดมศึกษาไทยเดินแนวทาง Commodification Marketization และ McDonaldization มีผลต่อความเสื่อมทรามของระบบอุดมศึกษาอย่างสำคัญ มหาวิทยาลัยมุ่งขายบริการอุดมศึกษาเพื่อแสวงหารายได้เป็นหลัก กิจกรรมในการผลิตความรู้ ซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมีน้อยลงไปอีก ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยห่างเหจากการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยมากขึ้น จนดูเหมือนว่า มหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย มิได้อยู่ในพจนานุกรมของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ด้วยเหตุดังนี้ จึงเป็นเรื่องชวนหัวที่จะวาดฝันว่า สังคมเศรษฐกิจไทยกำลังพัฒนาไปสู่ Knowledge-Based Economy

ทิศทางและแนวโน้มที่สี่

ระบบธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัย

(University Governance)

การบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาของรัฐมิได้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ขาดความรับผิด (Accountability) ขาดการมีส่วนร่วม (Participation) และขาดความโปร่งใส (Transparency)

ระบบการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษามิได้สร้างกลไกความรับผิด (Accountability Mechanism) เพื่อให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรับผิดชอบทั้งต่อประชาชน ต่อชุมชนวิชาการ และต่อมหาวิทยาลัยที่ตนเป็นผู้บริหาร ความรับผิดจะมีหรือไม่ และมีมากน้อยเพียงใด เป็นความสำนึกของปัจเจกบุคคล มิได้เกิดจากกลไของระบบ การขาดความรับผิดมีผลต่อการใช้ทรัพยากรของแผ่นดินในทางสุรุ่ยสุร่าย ยิ่งมหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการเรียกร้องความเป็นอิสระในนามของเสรีภาพทางวิชาการมากเพียงใด การตรวจสอบประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยในการใช้ทรัพยากรของแผ่นดินยิ่งยากมากเพียงนั้น

ระบบการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่มิได้เปิดโอกาสให้สมาชิกในชุมชนมหาวิทยาลัยเดียวกันมีส่วนร่วมในการกำหนดเส้นทางการพัฒนาและการใช้ทรัพยากร การตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลเพียงกระหยิบมือ หลายต่อหลายมหาวิทยาลัยกำหนดระเบียบเพื่อกีดกันการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน และมีแนวโน้มที่จะรวบอำนาจไว้ในหมู่ ชนชั้นปกครอง ในมหาวิทยาลัย การกีดกันการมีส่วนร่วมของ ประชาชน เกื้อกูล ชนชั้นปกครอง ในการแปรมหาวิทยาลัยให้เป็นโรงพิมพ์ปริญญาบัตร เพื่อแสวงหารายได้จากการขายบริการอุดมศึกษา ซึ่งมีผลโดยตรงต่อรายได้และผลประโยชน์ของ ชนชั้นปกครอง ในมหาวิทยาลัยนั้นเอง

ระบบการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาของรัฐปราศจากความโปร่งใส ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มที่จะไม่เปิดเผยฐานะการเงินสุทธิของมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่อำพรางฐานะการเงิน เพื่อประโยชน์ในการของบประมาณแผ่นดิน ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลบริษัทเอกชนที่รับสัมปทานในการผลิตบริการอุดมศึกษาในนามมหาวิทยาลัย การขาดความโปร่งใสช่วยหล่อเลี้ยงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากร ในอีกด้านหนึ่ง เกื้อกูลการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการบริหารมหาวิทยาลัย

ระบบการบริหารมหาวิทยาลัยมิได้กำหนดกติกาที่เข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest) อธิการบดีบางคนเสกสรรตำแหน่งเพื่อให้ตนได้ประโยชน์ทางการเงินจากโครงการพิเศษต่างๆ ด้วยเหตุที่ไม่มีกฎกติกาเช่นนี้ จึงอาจเป็นไปได้ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางคนมีความสัมพันธ์กับบริษัทผู้รับจัดจ้างจัดซื้อและบริษัทผู้รับสัมปทานจากมหาวิทยาลัยในการผลิตบริการอุดมศึกษา ไม่ทางหนึ่งก็ทางใด

ภายใต้ระบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในปัจจุบันจำนวนมาก ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ภายใต้ระบบเช่นนี้ สภามหาวิทยาลัยมิอาจทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารของอธิการบดีและคณะได้ ในบางมหาวิทยาลัยอธิการบดีกลับเป็นผู้บงการชีวิตกรรมการสภามหาวิทยาลัย

ระบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในปัจจุบันมิได้มีคุณลักษณ์ตามหลักธรรมาภิบาล การดึงมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการในขณะที่ยังมิได้มีธรรมาภิบาล ย่อมยังความล้มเหลวแก่มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลตั้งแต่ต้น การหยิบยื่นความเป็นอิสระด้านการงบประมาณด้วยการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในลักษณะงบเงินอุดหนุนทั่วไปแก่มหาวิทยาลัย ในขณะที่ขาดธรรมาภิบาลและในขณะที่สภามหาวิทยาลัยไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารของอธิการบดีและคณะอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมเปิดช่องให้มีการปู้ยี่ปู้ยำทรัพยากรของแผ่นดินได้ง่ายขึ้น

ภายใต้พัฒนาการดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาของรัฐยากที่จะมีธรรมาภิบาลได้ เหตุผลสำคัญเป็นเพราะการขาดพลังการเรียกร้องภายในสถาบัน อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากตกอยู่ใน กับดักความยากจน ตามมาตรฐานชนชั้นกลางระดับสูง (Upper-Middle Class) และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแสวงหารายได้ บางคนด้วยการ เดินสาย สอนหนังสือ อำนาจการบริหารตกอยู่ในมือ ชนชั้นปกครอง จำนวนน้อยที่เห็นช่องทางในการหาประโยชน์จากทรัพยากรของแผ่นดิน ในเมื่อไม่มีแรงกดดันในการสถาปนาระบบธรรมาภิบาลภายในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ก็คงเหลือแต่อำนาจรัฐเท่านั้นที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในสังคมการเมืองที่รัฐปราศจากธรรมาภิบาล จะหวังให้รัฐสถาปนาระบบธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐได้อย่างไร

หากไม่สามารถสถาปนาระบบธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จะพัฒนาระบบอุดมศึกษาต่อไปได้อย่างไร

หมายเหตุ

บทความนี้เรียบเรียงจากบทอภิปรายเรื่อง จินตภาพอุดมศึกษาก้าวใหม่หลังการปฏิรูป จัดโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2546 ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วยศาสตราจารย์ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช และ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ

ตอนที่หนึ่งของบทความนี้ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2546