ข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการสูบบุหรี่ สมาชิกองค์การอนามัยโลก (World Health Organization = WHO) มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 รับข้อตกลงการต่อต้านบุหรี่ระหว่างประเทศ (Anti-Smoking Treaty) หลังจากมีการเจรจาในการทำข้อตกลงนี้ยาวนานถึง 4 ขวบปี) ข้อตกลงการต่อต้านบุหรี่ระหว่างประเทศมีชื่อทางการว่า Framework Convention on Tobacco Control (FCTC) มีเป้าประสงค์ในการลดการสูบบุหรี่ในมนุษยพิภพ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญแห่งมรณกรรมของมนุษย์ ในปัจจุบันมีคนตายเนื่องจากการสูบบุหรี่ประมาณปีละ 4.9 ล้านคน แต่จะเพิ่มเป็นปีละ 10 ล้านคนในปี พ.ศ. 2573 ประมาณ 70% อยู่ในประเทศด้อยพัฒนา องค์การอนามัยโลกประมวลผลการศึกษาวิจัยต่างๆ และพบว่า การสูบบุหรี่เป็นต้นตอของโรคภัยไข้เจ็บอย่างน้อย 25 โรค และบั่นทอนสุขภาพอนามัยของพลโลกอย่างสำคัญ ด้วยเหตุนี้ จึงมีเหตุอันควรในการรณรงค์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่ แต่การณรงค์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่มิอาจเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะต้องเผชิญการตอบโต้จากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมบุหรี่บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีอิทธิพลทางการเมืองอย่างสูง และรัฐบาลมักให้ความเกรงใจ ประเทศผู้ส่งออกบุหรี่ที่สำคัญประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา มีบทบาทสำคัญในการเตะถ่วงการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการสูบบุหรี่ อันเป็นเหตุให้การบรรลุข้อตกลงเป็นไปอย่างเชื่องช้ามากกว่าที่ควร ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการเตะถ่วงการบรรลุข้อตกลง FCTC นั้นเอง World Medical Association (WMA) ซึ่งมีสมาชิก 117 ประเทศ และเป็นตัวแทนของแพทย์ประมาณ 10 ล้านคน ในขอบข่ายทั่วโลก เรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกเร่งดำเนินการให้บรรลุข้อตกลง FCTC ซึ่งควรมีหลักการพื้นฐานสำคัญอย่างน้อย 4 ประการ อันได้ (1) การติดฉลากเตือนภัยจากการสูบบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพบนซองบุหรี่ (2) การทำลายความเชื่อและการโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า บุหรี่บางประเภทหรือบางยี่ห้อ ปลอดภัย มากกว่าประเภทอื่นหรือยี่ห้ออื่น (3) การปกป้องสุขภาพของผู้ที่มิได้สูบบุหรี่จากควันบุหรี่ (4) การห้ามโฆษณาบุหรี่ ในขณะเดียวกัน ขบวนการรณรงค์เรื่องสุขภาพในสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลงการต่อต้านบุหรี่ระหว่างประเทศ ทั้ง American Cancer Society และ American Lung Association ต่างชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลบุช จูเนียร์ กำลังทำให้ประชาชนชาวอเมริกันขายหน้า เพราะแทนที่รัฐบาลอเมริกันจะเจราจาการทำข้อตกลงเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพอนามัยของมวลมนุษย์ กลับทำตัวเป็นหน้าม้าของบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ โดยเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทบุหรี่มากกว่าประโยชน์สุขของมนุษยพิภพ องค์การอนามัยโลกมีสมาชิก 192 ประเทศ สมาชิกที่เป็นประเทศด้อยพัฒนาต้องการเห็นข้อตกลงการต่อต้านการสูบบุหรี่ที่เข้มงวดและขึงขัง แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมบุหรี่ อันมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ ต้องการลดทอนความขึงขังของข้อตกลงนี้ ประเด็นที่มีข้อขัดแย้งมากที่สุด ก็คือ การห้ามโฆษณาบุหรี่ เพราะการโฆษณายังผลให้จำนวนผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น การรณรงค์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่จะไร้ประสิทธิผล หากบริษัทบุหรี่ยังสามารถโฆษณาเพื่อส่งเสริมการสูบบุหรี่ต่อไป ผู้แทนรัฐบาลอเมริกันไม่ยอมรับมาตรการนี้ โดยอ้างว่า การห้ามโฆษณา (ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการใด) ขัดต่อสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของชนชาวอเมริกัน ท้ายที่สุด มีการประนีประนอมว่า ภาคีข้อตกลงจะดำเนินการห้ามการโฆษณาบุหรี่เพียงเท่าที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญของตน การประนีประนอมดังกล่าวนี้ทำให้การต่อต้านการสูบบุหรี่อ่อนปวกเปียกลงไปเป็นอันมาก รัฐบาลบุช จูเนียร์ ในฐานะ ทาส ของบริษัทบุหรี่ พยายามตีรวนการทำข้อตกลง FCTC สำนักข่าว Inter Press Service รายงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 ว่า รัฐบาลอเมริกันผลักดันให้มีข้อตกลงใน FCTC ว่า ภาคีข้อตกลงนี้สามารถถอนตัวจากข้อตกลงข้อหนึ่งข้อใดได้ หากมีบทบัญญัติเช่นนี้ใน FCTC ย่อมเปิดช่องให้บริษัทบุหรี่สามารถเจรจาทำข้อตกลงกับภาคีเป็นรายประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ FCTC ไร้ความหมาย รัฐบาลอเมริกันพยายามกดดันรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เป็น บริวาร รวมทั้งประเทศไทย แต่ไร้ผล กระนั้นก็ตาม การบรรลุข้อตกลง FCTC นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะสามารถตกลงประเด็นสำคัญได้หลายเรื่อง อาทิ การปิดฉลากเตือนภัยบนพื้นที่หนึ่งในสามของซองบุหรี่ รวมทั้งภาพปอดชำรุดด้วยบุหรี่ การตกลงหลักการสำคัญที่ว่า สุขภาพแห่งสาธารณชนมีความสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์อันเกิดจากการค้าระหว่างประเทศ หากการนำเข้าบุหรี่ทำลายสุขภาพของประชาชน ภาคีข้อตกลงอาจประกาศใช้มาตรการการห้ามนำเข้าบุหรี่ได้ นอกจากนี้ ภาคีสมาชิกยังตกลงที่จะจัดสรรงบประมาณสำหรับการต่อต้านการสูบบุหรี่ รวมทั้งการเก็บภาษีและการขึ้นราคาบุหรี่ เพื่อลดการสูบบุหรี่อีกด้วย Framework Convention on Tobacco Control จะต้องส่งให้ภาคีสมาชิกองค์การอนามัยโลกให้สัตยาบัน และต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 40 ประเทศให้การรับรอง จึงจะมีผลบังคับใช้ หลังจากนั้น จึงจะมีการประชุมเพื่อนำข้อตกลงที่ปรากฏใน FCTC มาดำเนินการในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์ว่า รัฐบาลอเมริกันอาจไม่ยอมให้สัตยาบัน เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Philip Morris ความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลง FCTC นอกจากจะเป็นความสำเร็จของขบวนการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่แล้ว ยังเป็นความสำเร็จของนางโกร ฮาร์เล็ม บรันต์แลนด์ (Gro Harlem Brundtland) ผู้อำนวยการ WHO ซึ่งกำลังพ้นจากตำแหน่งอีกด้วย ข้อตกลง FCTC มิได้มีความหมายเฉพาะการต่อต้านการสูบบุหรี่ หากยังเป็นปะทุสำคัญของการทำข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ ที่ข้องเกี่ยวกับสุขภาพของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล แอลกอฮอล์ กาเฟอีน และเนื้อสัตว์ที่เติบโตด้วยสารเร่งฮอร์โมน หมายเหตุ 1. โทษของการสูบบุหรี่ค้นข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกได้ดู www.who.org 2. ข้อตกลงเบื้องต้นว่าด้วยการต่อต้านการสูบบุหรี่ โปรดอ่าน Immogen Foulkes, Anti-Tobacco Treaty Agreed, BBC News (March 1, 2003) 3. มติขององค์การอนามัยโลกในการรับข้อตกลงการต่อต้านการสูบบุหรี่ โปรดอ่านรายงานข่าว Key Anti-Smoking Treaty Adopted, BBC News (May 21, 2003) 4. รายงานข่าว World Medical Association เรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกขับเคลื่อนการทำข้อตกลง FCTC โปรดอ่าน World Doctors Get Tough on Tobacco, BBC News (October 21, 2002) 5. รายงานข่าวขบวนการสุขภาพอนามัยเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันถอนตัวจากการเจรจาทำข้อตกลง FCTC โปรดอ่าน Us Should Quit Tobacco Talks, BBC News (February 25, 2003) 6. รายงานข่าวรัฐบาลอเมริกันพยายามทำลายประสิทธิผลของข้อตกลง FCTC โปรดอ่าน Marwaan Macan-Makar, Thailand Resists U.S. Smokescreen on Anti-Tobacco Pact, Inter Press Service (May 14, 2003)