องค์การอนามัยโลกกับอุตสาหกรรมน้ำตาล กลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งสหรัฐอเมริกา กำลังผลักดันให้รัฐสภาอเมริกันเล่นงานองค์การอนามัยโลก (World Health Organization = WHO) เหตุใดองค์การอนามัยโลกจึงข้องเกี่ยวกับน้ำตาล? องค์การอนามัยโลกร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตร (Food and Agriculture Organization = FAO) จัดทำรายงานเรื่อง Diet, Nutrition and the Prevention of Chronic Diseases องค์กรชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติทั้งสองคัดเลือกผู้ชำนัญพิเศษจำนวน 30 คน เป็นคณะทำงาน รายงานนี้ ซึ่งใช้เวลาจัดทำ 2 ขวบปี ต้องการเสนอแนะเรื่องอาหารการกินและโภชนาการสำหรับพลโลก เพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บอันเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ข้อเสนอแนะทั้งปวงตรวจสอบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยมากที่สุดในปัจจุบัน โรคภัยไข้เจ็บที่ WHO และ FAO เรียกว่า Chronic Diseases ประกอบด้วยโรคหัวใจ มะเร็งบางประเภท เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคกระดูกผุกร่อน (Osteoporosis) และโรคฟัน Chronic Diseases มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2544 จำนวนผู้ป่วยทั่วโลกร้อยละ 46 ป่วยเป็น Chronic Diseases ในจำนวนคนตาย 56.5 ล้านคน ในปีเดียวกันนั้น ร้อยละ 59 ตายเพราะ Chronic Diseases ผู้ป่วยด้วยโรค Chronic Diseases มิได้มีเฉพาะแต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หากยังมีในประเทศด้อยพัฒนาด้วย และแท้ที่จริงแล้ว จำนวนผู้ป่วยในประเทศด้อยพัฒนามีมากกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วเสียอีก ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ป่วยในประเทศที่พัฒนาแล้วมีฐานะดีพอที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายในการเยียวยาได้ ในขณะที่ผู้ป่วยในประเทศด้อยพัฒนาส่วนใหญ่ยากจนเกินกว่าจะรับภาระได้ ด้วยเหตุดังนี้ WHO ร่วมกับ FAO จึงหาทางในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ และนี่เองที่เป็นที่มาของรายงานเรื่อง Diet, Nutrition and the Prevention of Chronic Diseases รายงานเรื่องนี้ให้ข้อเสนอแนะในการจำกัดการบริโภคอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง ส่งเสริมการบริโภคผักและผลไม้ รวมทั้งส่งเสริมการออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะให้ FAO ติดตามศึกษาแบบแผนการบริโภคของพลโลกว่า มีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่เกื้อต่อการป่วยด้วยโรค Chronic Diseases หรือไม่ และจะเปลี่ยนแปลงแบบแผนอาหารการกินและโภชนาการของพลโลกไปสู่ทิศทางที่พึงปรารถนาได้อย่างไร Diet, Nutrition and the Prevention of Chronic Diseases มิได้ให้คำแนะนำอย่างกว้างๆ หากแต่ให้คำแนะนำชนิดเฉพาะเจาะจง ด้วยเหตุที่รายงานนี้ให้คำแนะนำว่า พลโลกมิควรบริโภคน้ำตาลเกินกว่า 10% ของปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคในแต่ละวัน นายทุนอุตสาหกรรมน้ำตาลอเมริกันจึงรู้สึกเดือดเป็นไฟ เพราะคำแนะนำเช่นนี้ย่อมกระทบต่อรายได้ของอุตสาหกรรมน้ำตาล หากพลโลกเชื่อคำแนะนำนี้ น้ำตาลย่อมขายได้น้อยลง US Sugar Association ยื่นหนังสือต่อนางโกร ฮาร์เล็ม บรันต์แลนด์ (Gro Harlem Brundtland) ผู้อำนวยการ WHO กลางเดือนเมษายน 2546 ขอให้ WHO ยับยั้งการเผยแพร่รายงานเรื่อง Diet, Nutrition and the Prevention of Chronic Diseases พร้อมทั้งข่มขู่ว่า หาก WHO ดื้อดึงในการเผยแพร่รายงานดังกล่าว US Sugar Association จะดำเนินการทุกวิถีทางในการผลักดันรัฐสภาอเมริกันมิให้อนุมัติงบประมาณเงินอุดหนุนที่ให้แก่ WHO ในปัจจุบันรัฐบาลอเมริกันให้เงินอุดหนุน WHo ปีละ 406 ล้านดอลลาร์อเมริกัน US Sugar Association อ้างว่า รายงานดังกล่าวให้คำแนะนำที่ไม่สอดคล้องกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้โดยอ้างว่าผลการศึกษาอื่นให้ข้อสรุปว่า การบริโภคน้ำตาลในระดับไม่เกิน 25% ของปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับจากการบริโภคอาหารในแต่ละวัน ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซาราห์ โบสลีย์ (Sarah Boseley) รายงานในหนังสือพิมพ์ The Guardian (April 21, 2003) ว่า การเมืองว่าด้วยการบริโภคน้ำตาลมิใช่เรื่องใหม่ กลุ่มผลประโยชน์น้ำตาลพยายามต่อต้านขีดจำกัดการบริโภคน้ำตาล 10% มาเป็นเวลาช้านาน ในปี 2533 เมื่อ WHO ให้คำแนะนำมิให้บริโภคน้ำตาลเกิน 10% World Sugar Organization อันเป็นองค์กรโลกบาลของกลุ่มผลประโยชน์น้ำตาล กดดันรัฐบาลประเทศสมาชิกแต่ละประเทศให้กดดัน WHO ให้ถอนรายงาน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา นครเจนีวาถูกบอมบ์ด้วยโทรศัพท์ ในปี 2543 เมื่อสหภาพยุโรปจัดทำคู่มือโภชนาการที่เรียกว่า Eurodiet โดยมีคำแนะนำเกี่ยวกับขีดจำกัดการบริโภคน้ำตาล 10% คณะทำงานผู้จัดทำคู่มือดังกล่าวถูกกลุ่มผลประโยชน์น้ำตาลกดดันให้เปลี่ยนถ้อยคำ จนกลายเป็นว่า มิให้บริโภคน้ำตาลเกินกว่า 4 ครั้งต่อวัน การต่อต้าน WHO ของ US Sugar Organization มิใช่เรื่องใหม่ ในขณะที่ WHO ต้องการให้พลโลกลดการบริโภคน้ำตาล US Sugar Association ต้องการส่งเสริมการบริโภคน้ำตาลในการต่อต้าน WHO US Sugar Association สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับ US Council for International Business (มีสมาชิกกว่า 300 บริษัท) และยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ซึ่งรวม CocaCola และ PepsiCola ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองภายในสหรัฐอเมริกาเป็นใจ US Sugar Association เพราะรัฐบาลพรรครีพับลิกันเป็นมิตรกับกลุ่มผลประโยชน์น้ำตาลมากกว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครต อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องสูญประโยชน์ทางธุรกิจจากการรณรงค์เพื่อลดการบริโภคน้ำตาล ดุจเดียวกับอุตสาหกรรมน้ำตาลยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ อันประกอบด้วย CocaCola, PepsiCola, General Foods, Kraft และ Proctor and Gamble ลงขันในการจัดตั้งสถาบันวิจัยชื่อ International Life Sciences Institute (ILSI) แม้สถาบันวิจัยนี้มิได้มีเป้าประสงค์ในการสถาปนาความรู้ที่ว่า การบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นเป็นของดี แต่อย่างน้อยที่สุดก็คอยตรวจสอบความรู้ว่าด้วยขีดจำกัดในการบริโภคน้ำตาล ILSI ก่อตั้งในปี 2521 มีสำนักงานในนครวอชิงตัน ดี.ซี. อเล็กซ์ มาลาสปินา (Alex Malaspina) เป็นประธานสถาบันตั้งแต่แรกก่อตั้งจนถึงปี 2534 โดยที่มาลาสปินาดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท CocaCola ด้วย การวิจัยเป็นสมรภูมิสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งต้องทำศึกหลายด้าน นอกจากเรื่องน้ำตาลแล้ว ยังมีเรื่อง GMOs และบุหรี่ด้วย (Phillip Morris ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท Kraft) ว่าจำเพาะเรื่องน้ำตาล สถาบันวิจัยและนักวิจัยที่เป็นมิตรกับน้ำตาล จะได้รับเงินอุดหนุนการวิจัยเป็นพิเศษ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพยายามจัดการให้นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นมิตรกับตนเข้าไปประจำหรือมีตำแหน่งแห่งหนในคณะกรรมการชุดต่างๆ ของ WHO และ FAO สถาบันวิจัยและสื่อมวลชนที่ต่อต้านการควบคุมและกำกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Anti-Regulation Ideology) จะได้รับการเกื้อหนุนเป็นพิเศษ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า US Sugar Association จะไม่ว่าจ้าง Lobbyists ในการรณรงค์ทางการเมือง ในทันทีที่มีข่าวว่า WHO และ FAO กำลังเผยแพร่รายงานเรื่อง Diet, Nutrition and the Prevention of Chronic Diseases นายทอมมี ธอมป์สัน (Tommy Thompson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขถูกแรงกดดันให้เล่นงาน WHO แต่ WHO ก็ตอบโต้กลุ่มผลประโยชน์น้ำตาลโดยไม่ลดละการทำสงครามกับกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจกลายเป็นกิจวัตรส่วนหนึ่งของ WHO เมื่อ WHO รณรงค์ให้พลโลกเลิกสูบบุหรี่ WHO ก็กลายเป็นศัตรูของอุตสาหกรรมบุหรี่ US Sugar Association พยายามสื่อข่าวสารว่า การบริโภคน้ำตาลเกินกว่า 10% ของปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับจากการบริโภคอาหารในแต่ละวัน ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตราบเท่าที่ยังไม่เกิน 25% เพดาน 25% เป็นตัวเลขที่อ้างกันว่ามาจาก Institute of Medicine แต่นายฮาร์วีย์ ไฟน์เบิร์ก (Harvey Fineberg) ประธานสถาบันมีจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแห่งสหรัฐอเมริกาว่า สถาบันฯ ไม่เคยเสนอรายงานว่าด้วยการบริโภคน้ำตาล และมีการอ้างอิงผลงานวิจัยของสถาบันฯ อย่างผิดๆ เพดานการบริโภคน้ำตาล 10% อันเป็นคำแนะนำของคณะผู้ชำนัญการที่แต่งตั้งโดย WHO ร่วมกับ FAO มีรายงานระดับชาติยืนยัน 23 ฉบับ พลโลกควรจะลดการบริโภคน้ำตาล และเลิกดื่มน้ำอัดลมเพื่อที่จะได้ผันทรัพยากรไปใช้ในการผลิตอาหารประเภทอื่นที่มีคุณค่าด้านโภชนาการมากกว่า หมายเหตุ 1. รายงานข่าวเกี่ยวกับรายงานเรื่อง Diet, Nutrition and the Prevention of Chronic Diseases ดู www.who.int/mediacentre/releases/2003/pr32/en/ 2. รายงานข่าวกลุ่มผลประโยชน์น้ำตาลเล่นงาน WHO ดู Big Sugar Lobbies Congress to Stop WHO Funding www.just-food.com 3. บทวิเคราะห์อุตสาหกรรมน้ำตาลกับ WHO โปรดอ่าน Sarch Boseley, Sugar Industry Threatens to Scupper WHO, The Guardian (April 21, 2003) 4. บทวิเคราะห์อุตสาหกรรมอาหารกับ WHO โปรดอ่าน Sarch Boseley, WHO Infiltrated By Food Industry, The Guardian (January 9, 2003) 5. รายงานข่าว WHO โต้ตอบกลุ่มผลประโยชน์น้ำตาล โปรดอ่าน WHO Attacks US Sugar Lobby, BBC News (April 22, 2003)