ความร่ำรวยอันผิดปกติของอธิการบดี

ความร่ำรวยอันผิดปกติของอธิการบดีปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) กล่าวในที่ประชุมการสัมมนาเรื่อง มหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ : ใครได้ ใครเสีย ว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีความร่ำรวยอันผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินถึง 4,000 ล้านบาท

การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน และโดยมิได้ระบุตัวบุคคลเช่นนี้ ย่อมสร้างความเสียหายแก่อธิการบดีที่มีความร่ำรวยอันปกติ ด้วยเหตุดังนี้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จึงตอบโต้ประธาน ปอมท. โดยที่ในเวลาต่อมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นพิจารณาดำเนินการสอบสวนประธาน ปอมท. ซึ่งเป็นอาจารย์ในสังกัด และอาจพิจารณาลงโทษในภายหลัง

เหตุใดจึงมีการกล่าวหาความร่ำรวยอันผิดปกติของอธิการบดี และเหตุใดจึงมีการดำเนินการเอาผิดอาจารย์ผู้ตั้งข้อกล่าวหา?

สาธารณชนจะไม่สามารถเข้าใจปรากฏการณ์เหล่านี้ หากไม่เข้าใจการเมืองว่าด้วยการอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่าง ทปอ. (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) กับ ปอมท. (ที่ประชุมสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย)

ทปอ. เป็นองค์กรไม่เป็นทางการที่จัดตั้งเลียนแบบ CVCP แห่งสหราชอาณาจักร CVCP เป็นคำย่อของ Committee of Vice-Chancellors and Principals of the Universities of the United Kingdom นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 เป็นต้นมา CVCP ยกเครื่องเป็น UUK (= Universities UK)

ในเบื้องต้น ทปอ. เป็นองค์กรเสือกระดาษ ปราศจากพลังทั้งทางปัญญาและทางการเมือง ในขณะที่ CVCP และต่อมา UUK ผลิตงานวิจัยว่าด้วยนโยบายอุดมศึกษา ทปอ. มิได้ให้ความสำคัญกิจกรรมด้านนี้ การขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทำให้ ทปอ. มิอาจมีปฏิบัติการร่วม (Collective Action) ในการผลักดันนโยบายอุดมศึกษา แต่ปฏิบัติการร่วมมีต้นทุนปฏิบัติการ (Transaction Cost) ที่ต้องเสีย หากสมาชิก ทปอ. พร้อมใจและร่วมรับภาระต้นทุนปฏิบัติการตามกำลังความสามารถ ทปอ. ย่อมสามารถขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายอุดมศึกษาได้ในระดับหนึ่ง

ในเวลาต่อมา ผู้นำ ทปอ. มีความเห็นร่วมกันในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ สมาชิก ทปอ. บางคนมีความเห็นโดยสุจริตว่า มหาวิทยาลัยนอกระบบราชการเป็นมรรควิธีแห่งการปฏิรูปอุดมศึกษา แต่สมาชิก ทปอ. บางคนมีความเห็นโดยทุจริตว่า การออกนอกระบบราชการโดยได้รับงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปเป็นก้อน (Bloc Grant) เกื้อกูลการผลาญงบประมาณแผ่นดิน โดยปราศจากการควบคุมและกำกับ

ในเมื่อ ทปอ. เรียกร้องการออกนอกระบบราชการและการจัดสรรงบเงินอุดหนุนทั่วไปเป็นก้อน โดยปราศจากแผนการปฏิรูปอื่นๆ ที่เป็นรูปธรรม ทปอ. จึงแปรสภาพเป็นกลุ่มผลประโยชน์ของชนเผ่า อธิการบดี ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า สังคมโดยส่วนรวมได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการออกนอกระบบราชการของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ

ในขณะที่ ทปอ. ผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ ปอมท. กลับขัดขวางการผลักดันดังกล่าว ผู้นำ ปอมท. บางคนยังคงต้องการหลักประกันความมั่นคงของระบบราชการ บางคนเป็น ไม้ตายซาก มิอาจผลิตงานวิชาการ และอาจไม่สามารถอยู่รอดได้ในมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ แต่บางคนต่อต้านการออกนอกระบบราชการ เพราะไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเดินตามแนวทางฉันทมติแห่งวอชิงตัน ไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเร่งแปรบริการอุดมศึกษาให้เป็นสินค้า ไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัย พิมพ์ ปริญญาบัตรเพื่อขาย ไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัย หากิน กับการขายบริการอุดมศึกษา และไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยขึ้นค่าบริการอุดมศึกษา โดยไม่ตอบคำถามว่า ใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนการผลิตบริการอุดมศึกษา และการรับภาระนั้นเป็นธรรมหรือไม่

ผู้นำ ปอมท. บางคนพยายามขุดคุ้ยการฉ้อราษฎร์บังหลวง การประพฤติมิชอบ และการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยจากกระบวนการจัดจ้างจัดซื้อและกระบวนการผลิตบริการอุดมศึกษา ทั้งนี้เพื่อการอ้างอิงว่า แม้ในขณะที่ยังอยู่ในระบบราชการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังสามารถประกอบอัปปรียกรรมได้ถึงเพียงนี้ หากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการแล้ว อัปปรียกรรมจะเพิ่มพูนได้มากเพียงไหน

กล่าวโดยสรุป ก็คือ ทปอ. เสนอ ขาย นโยบายการออกนอกระบบราชการของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ โดยโฆษณาว่า นโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษา โดยที่การปฏิรูปอุดมศึกษาเป็น Public Good แต่ ปอมท. ขัดขวางมิให้รัฐบาล ซื้อ นโยบายดังกล่าว โดยโฆษณาว่า การออกนอกระบบราชการเป็น Public Bad

ในเมื่ออธิการบดีที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการยึดกุมการนำ ทปอ. ได้ และอาจารย์ที่ไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการยึดกุมการนำ ปอมท. ได้ การปะทะกันระหว่าง ทปอ. กับ ปอมท. จึงอุบัติขึ้น และกลายเป็นสงครามยืดเยื้อยาวนาน การขวางลำของ ปอมท. ทำให้กระบวนการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการเชื่องช้าลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้นำ ทปอ. จะไม่พอใจผู้นำ ปอมท. โดยที่ความไม่พอใจอาจแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นเคือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกล่าวหาว่า อธิการบดีบางคนมีความร่ำรวยอันผิดปกติ

แม้ว่าการกล่าวหาความร่ำรวยอันผิดปกติของอธิการบดี โดยปราศจากประจักษ์พยานข้อเท็จจริงอันชัดเจน จะเป็นเรื่องผิดหลักการทางวิชาการ แต่การดำเนินการเพื่อเอาผิดทางวินัยแก่อาจารย์ผู้กล่าวหาอย่างพล่อยๆ เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่เพียงใดเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองว่าด้วยการอุดมศึกษาโดยใกล้ชิด คงมีคำถามค้างคาใจว่า ความพยายามเอาผิดทางวินัยมิเป็นการชำระแค้นระหว่าง ทปอ. กับ ปอมท. หรอกหรือ ในเมื่อมหาวิทยาลัยไม่เคยเอาผิดกับอาจารย์ที่สอนหนังสือด้วยอวิชชา หรือเนื้อหาที่สอนผิดหลักวิชา แต่กลับมาเอาผิดกับอาจารย์ที่บอกกล่าวแก่สังคมว่า มีอธิการบดีที่มีความร่ำรวยอันผิดปกติ โดยที่ ทปอ. เองมิได้ไต่สวนว่า ข้อกล่่าวหานี้มีมูลแห่งความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด เหตุใดจึงไม่ปล่อยให้อธิการบดีผู้ได้รับความเสียหายฟ้องร้องผู้กล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรมเอง

ประธาน ทปอ. คนปัจจุบันกล่าวอ้างว่า อธิการบดีเป็นผู้ที่สังคมนับหน้าถือตา และเป็นตัวอย่างของนิสิตนักศึกษา การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานว่า อธิการบดีมีความร่ำรวยอันผิดปกติ เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของอธิการบดี

แท้ที่จริงแล้ว อธิการบดีเป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีกิเลส ตัณหา และราคะ ดุจเดียวกับปุถุชนโดยทั่วไป อีกทั้งมีความต้องการแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุด (Utility Maximization) ไม่ต่างจากสามัญชนส่วนใหญ่ ด้วยเหตุดังนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าอธิการบดีเป็นอรหันต์ เพราะหากเป็นอรหันต์คงไม่เลือกทางเดินบนเส้นทางแห่งการแสวงหาอำนาจ อธิการบดีในฐานะสัตว์เศรษฐกิจอาจต้องการผลประโยชน์ส่วนตัวยิ่งกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม หากระบบการบริหารมหาวิทยาลัยปราศจากกลไกการคานอำนาจและการตรวจสอบการใช้อำนาจที่ทรงประสิทธิภาพ อธิการบดีอาจใช้อำนาจในทางฉ้อฉลเยี่ยงผู้มีอำนาจโดยทั่วไป หากมีอธิการบดีคนหนึ่งคนใดหรือหลายคนมีความร่ำรวยอันผิดปกติ ก็มิใช่เรื่องน่าประหลาดใจ

ภาพลักษณ์ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้ ในอดีตกาล สังคมไทยเคยมีอธิการบดีที่เป็นผู้นำทางปัญญาและผู้นำนักการศึกษา ในปัจจุบันมีอธิการบดีคนใดเล่าที่ได้รับยกย่องเป็นผู้นำทางปัญญาของสังคม และจะหา Clark Kerr หรือ Walter Ruegg ในหมู่อธิการบดีไทยได้ที่ไหน

อธิการบดีพันธุ์ใหม่ชอบการเติบโตเชิงปริมาณมากกว่าการเติบโตเชิงคุณภาพ ไม่เชื่อว่า Small Is Beautiful กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ ไม่เชื่อและไม่ปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความฝักใฝ่ในการเติบโตก่อให้เกิด ภาวะฟองสบู่ ในกิจกรรมมหาวิทยาลัย อธิการบดีพันธุ์ใหม่จะผลักดันให้มีการจัดตั้งวิทยาเขตใหม่ บางคนเมื่อไม่สามารถของบประมาณแผ่นดินเพื่อจัดตั้งวิทยาเขตใหม่ตามวิธีการปกติได้ ก็ใช้วิธีการซิกแซ็กจนท้ายที่สุดสำนักงบประมาณอยู่ในภาวะจำยอมที่จะต้องให้จัดตั้งวิทยาเขตใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้อำนาจทางการเมืองกดดันสำนักงบประมาณ สำหรับอธิการบดีพันธุ์ใหม่ การจัดตั้งวิทยาเขตใหม่เป็นสัญญะแห่ง ความรุ่งเรือง ของมหาวิทยาลัย อธิการบดีพันธุ์ใหม่ยังต้องการจัดตั้งคณะวิชาใหม่อีกด้วย เพราะเชื่อกันว่า การเพิ่มพูนจำนวนคณะวิชาเป็นหนทางแห่งการเพิ่มพูน ความสมบูรณ์ ของมหาวิทยาลัย โดยไม่ใส่ใจว่า คุณภาพของบริการอุดมศึกษาที่ผลิตได้จะต่ำทรามเพียงใด

การจัดตั้งวิทยาเขตใหม่ และคณะวิชาใหม่เป็นหนทางในการเพิ่มพูนงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับจัดสรร สิ่งที่มากับวิทยาเขตใหม่และคณะวิชาใหม่ ก็คือ ครุภัณฑ์และงานก่อสร้าง อธิการบดีพันธุ์ใหม่จึงต้องชอบงานก่อสร้าง และการจัดจ้างจัดซื้อ หากอธิการบดีบางคนจะ กิินตามน้ำ บ้าง ก็เป็นเรื่องห่างไกลหูตาของสาธารณชน บางมหาวิทยาลัยสร้างตึกอาคารมากเกินกว่าความต้องการใช้ อีกบางมหาวิทยาลัยจัดซื้อเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์บางประเภท โดยที่ไม่มีผู้ใช้ ปรากฏการณ์เหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า อธิการบดีพันธุ์ใหม่มีความต้องการจัดจ้างจัดซื้อเกินกว่าระดับอุตมภาพ ประพฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้เชื่อได้อย่างไรว่า อธิการบดีเหล่านั้นมุ่งรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน และมิได้แสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการจัดจ้างจัดซื้อ

อธิการบดีพันธุ์ใหม่มีความสันทัดในการขายบริการอุดมศึกษา เร่งแปรบริการอุดมศึกษาให้เป็นสินค้า (Commodification) ซึ่งมีผลในการนำมหาวิทยาลัยเข้าสู่ กระบวนการแมคโดนัลดานุวัตร (McDonaldization of Higher Education) มหาวิทยาลัยจำนวนมากแสดงวิสัยทัศน์ว่า ต้องการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University) แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพียง McUniversity ด้วยการแปรสภาพมหาวิทยาลัยให้เป็น โรงพิมพ์ปริญญาบัตร ที่มีหน้าที่ปั๊มปริญญาบัตรออกขาย มหาวิทยาลัยที่ต้องการรายได้สูงสุดจากการขายปริญญา ก็ต้องผลิตบัณฑิตในลักษณะ Mass Production บัณฑิตโหลจึงเกลื่อนเมือง ในนามของความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย ไม่มีองค์กรใดที่ตรวจสอบคุณภาพบัณฑิตมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่ตลาดเริ่มรับรู้มากขึ้นว่า บัณฑิตมหาวิทยาลัยใด โหล มากกว่ามหาวิทยาลัยอื่น และบัณฑิตโครงการใด โหล มากกว่าโครงการอื่น

กระบวนการปั๊มปริญญาบัตรออกขายในลักษณะ ขายโหลถูกกว่า ไปไกลถึงกับให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนในการผลิตบริการอุดมศึกษาในนามของมหาวิทยาลัย โดยที่กระบวนการให้สัมปทานปราศจากความโปร่งใส อย่างน้อยที่สุดมิได้ประกาศให้มีการประมูล ส่วนเกินทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐในการประสาทปริญญาถูกถ่ายโอนจากมหาวิทยาลัยไปสู่บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานไม่เป็นที่แน่ชัดว่า อธิการบดีและคณบดีที่เกี่ยวข้องได้รับเงินใต้โต๊ะหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หรือมีส่วนเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในบริษัทผู้รับสัมปทานหรือไม่ แต่อธิการบดีและคณบดีเหล่านั้นจะตอบสังคมได้อย่างไรว่า เหตุใดจึงไม่เปิดประมูลการให้สัมปทานในการผลิตบริการอุดมศึกษา และกระทำการให้สัมปทานเยี่ยงทุจริตชน ในประการสำคัญ การให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนในการผลิตบริการอุดมศึกษาในนามของมหาวิทยาลัยขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้อำนาจมหาวิทยาลัยในการประสาทปริญญาหรือไม่

กระบวนการแมคโดนัลดานุวัตร ของมหาวิทยาลัยไทย ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยพบเส้นทางใหม่ในการเลื่อนชั้นในสังคม อาจารย์จำนวนมากร่วมปั๊บปริญญาบัตรออกขาย ด้วยการ เดินสาย สอนหนังสือในโครงการพิเศษต่างๆ เพื่อแสวงหารายได้ ผลที่ตามมาก็คือ งานวิชาการและงานวิจัยตกต่ำอย่างน่าใจหาย บางสาขาวิชาและบางคณะวิชาไม่มีบทบาทในการผลิตองค์ความรู้ใหม่ให้แก่สังคมเลย ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้การกำหนดเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยพัฒนาเป็น Research University หรือ World-Class University เป็นเรื่องชวนหัวยิ่ง บางมหาวิทยาลัยที่สำนึกบาปพยายามกำหนดให้อาจารย์ในสังกัดใช้เวลาในการสอนหนังสือไม่ให้เกินสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาในการผลิตงานวิชาการและงานวิจัยยังได้รับการต่อต้าน นับเป็นเรื่องน่าสมเพชยิ่ง

อธิการบดีที่มีปัญญา มีคุณธรรม มีสำนึกด้านมโนธรรมและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตนนั้น ยังคงมีอยู่ แต่นับวันมีแต่ลดน้อยถอยลง วัฒนธรรม แดกด่วน ยัดเร็ว ทำให้คนดีศรีสังคมมิอาจขึ้นสู่ตำแหน่งอธิการบดีได้ ประพฤติกรรมดังที่พรรณนาข้างต้นนี้ทำให้มิอาจกล่าวสรุปเป็นอื่น นอกจากว่า ความไม่สะอาดบริสุทธิ์กลายเป็นคุณสมบัติของอธิการบดีพันธุ์ใหม่ บางคนถีบตัวขึ้นมาเป็นอธิการบดีด้วยการซื้อเสียงดุจดังนักเลือกตั้งสามานย์ บางคนดำเนินการจัดจ้างจัดซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ตนเองมีส่วนเป็นเจ้าของหรือมีผลประโยชน์ บางคน กินตามน้ำ จากโครงการก่อสร้าง อีกบางคนให้เงินประจำตำแหน่งแก่ตนเองด้วยการใช้อำนาจในการเสกสรรค์โครงการพิเศษต่างๆ ในเมื่อการฉ้อราษฎร์บังหลวง ประพฤติมิชอบ และการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการจัดจ้างจัดซื้อและกระบวนการผลิตบริการอุดมศึกษา ไม่เคยมีใบเสร็จ ภายใต้ระบบการบริหารมหาวิทยาลัยที่ปราศจากธรรมาภิบาล (Good Corporate Governance) โอกาสที่อธิการบดีบางคนจะสะสมความมั่งคั่งอย่างปราศจากความสะอาดบริสุทธิ์ จึงมีอยู่โดยมิพักต้องสงสัย

แทนที่จะดำเนินการเอาผิดประธาน ปอมท. ในฐานที่กล่าวหาความร่ำรวยอันผิดปกติของอธิการบดีโดยปราศจากหลักฐาน ทปอ. จะสามารถเพิ่มพูนความน่าเชื่อถือได้อีกอักโข หากผลักดันให้มีการกำหนดกฎกติกาว่าด้วยการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีและคณบดี ทั้งก่อนการรับตำแหน่งและหลังจากการออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อเป็นประจักษ์พยานข้อเท็จจริงว่า ไม่มีอธิการบดีคนใดเลยที่มีความร่ำรวยอันผิดปกติ ในเมื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจในมหาวิทยาลัยมีอยู่อย่างมหาศาล และความไม่ชอบมาพากลในการบริหารมหาวิทยาลัยปรากฏโดยทั่วไป สมควรที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะถูกตรวจสอบด้วยบรรทัดฐานเดียวกับผู้บริหารราชการแผ่นดินระดับสูง