Super University

มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรกำลังเดินอยู่บนเส้นทาง เพื่อเปลี่ยนโฉมเป็น Super University ซึ่งแปลว่า อภิมหาวิทยาลัย

ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยผลิตที่ทำหน้าที่ผลิตบริการอุดมศึกษา ในฐานะหน่วยผลิต มหาวิทยาลัยมีทางเลือกที่จะเติบโตได้อย่างน้อย 2 แนวทางหลัก แนวทางแรกได้แก่ การเติบโตจากภายใน (Internal Growth) ด้วยการพัฒนาสถาบันและขยายสาขาวิชาที่มีการเรียนการสอนและการวิจัย แนวทางที่สองได้แก่ การเติบโตจากภายนอก (External Growth) ด้วยการควบรวมและครอบสถาบันอุดมศึกษาอื่น (Merger and Acquisition)

มหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดในโลกยึดยุทธศาสตร์การเติบโตจากภายในเป็นด้านหลัก การควบรวมและการครอบกิจการของสถาบันอุดมศึกษาอื่นเป็นปรากฏการณ์ที่มีโอกาสพานพบน้้อยมาก London School of Economics and Politics นับเป็นตัวอย่างของสถาบันอุดมศึกษาที่ยึดยุทธศาสตร์การเติบโตจากภายใน เพราะก่อเกิดด้วยการจัดการเรียนการสอนไม่ถึง 10 สาขาวิชา แต่แล้วก็เติบโตจนมีการเรียนการสอนและการวิจัยนับเป็นร้อยสาขาวิชา

นับตั้งแต่ยุครัฐบาลนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ปี 2522 เป็นต้นมา สหราชอาณาจักรเริ่มละทิ้งแนวทางรัฐสวัสดิการ (Welfare State) และหันไปเดินตามแนวทางฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) รัฐบาลต้องการลดทอนภาระทางการคลังในการจัดสรรสวัสดิการสังคมด้านต่างๆ รวมทั้งการจัดสรรบริการการศึกษา แม้พรรคแรงงาน (Labour Party) จะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐได้ในเวลาต่อมา แต่รัฐบาลนายโทนี แบลร์ ปรับนโยบายอุดมศึกษาแตกต่างไปจากนโยบายของรัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมไม่มากนัก

การตัดทอนงบประมาณด้านอุดมศึกษามีผลต่อคุณภาพของบริการอุดมศึกษาอย่างสำคัญ อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างประเทศ มหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องดิ้นรนหารายได้เพิ่มเติม ทั้งการแย่งชิงนักศึกษาที่เป็นลูกค้าและการแย่งชิงเงินอุดหนุนการวิจัย มหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องการรับนักศึกษาต่างชาติมากกว่านักศึกษาอังกฤษ เพราะการรับนักศึกษาต่างชาติสามารถเก็บค่าเล่าเรียนในอัตราสูงพอเพียงแก่ต้นทุนการผลิตได้ แต่การรับนักศึกษาอังกฤษจะได้รับงบประมาณรายจ่ายต่อหัวจากรัฐบาล ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตถัวเฉลี่ยมาก

นโยบายการรัดเข็มขัดงบประมาณด้านอุดมศึกษา ทำให้มหาวิทยาลัยหลายต่อหลายแห่งขับเคลื่อนสู่การเป็น อภิมหาวิทยาลัย โดยหวังว่าจะเป็นหนทางแห่งการอยู่รอด และแล้วอภิมหาวิทยาลัยแห่งแรกในสหราชอาณาจักร ก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างในเดือนมีนาคม 2546 เมื่อ Manchester University ตกลงควบรวมกับ UMIST

Manchester University เมื่อแรกก่อตั้งในปี 2394 มีชื่อว่า Owens College ตั้งตามชื่อนายจอห์น โอเวนส์ (John Owens) พ่อค้าสิ่งทอ ซึ่งบริจาคเงินจำนวน 96,942 ปอนด์สเตอร์ลิง เพื่อการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา ต่อมาในปี 2423 มีการตรากฎหมายเพื่อรวมวิทยาลัยต่างๆ ในเมืองลีดส์ ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์เข้าเป็นสถาบันเดียวกัน โดยตั้งชื่อว่า Victoria University ครั้นในปี 2446 สถาบันอุดมศึกษาในเมืองลีดส์และลิเวอร์พูลแยกเป็นอิสระ โดยจัดตั้งเป็น University of Leeds และ University of Liverpool ส่วนสถาบันอุดมศึกษาในเมืองแมนเชสเตอร์กลายเป็น Victoria University of Manchester

UMIST ย่อจาก University of Manchester Institute of Science and Technology เมื่อแรกก่อตั้งในปี 2367 มีชื่อว่า Manchester Mechanics Institute ทำหน้าที่ผลิตช่างกล ต่อมาในปี 2446 รวมเป็นส่วนหนึ่งของ Manchester University จวบจนปี 2536 จึงแยกตัวเป็นอิสระ

มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์พยายามธำรงความสมดุลระหว่างสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ด้านหนึ่ง กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้านหนึ่ง ในขณะที่ UMIST เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยที่ UMIST มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ในการผลิตช่างฝีมือเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ

การควบรวม Manchester University กับ UMIST เข้าด้วยกัน เพื่อเป็นอภิมหาวิทยาลัย หวังประโยชน์ที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ กล่าวคือ

ประการแรก การควบรวมสถาบันอุดมศึกษาทั้งสองอาจมีการประหยัดจากขนาด (Economics of Scale) และการประหยัดจากข่ายงาน (Economics of Scope) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ประการที่สอง การควบรวมสถาบันอุดมศึกษาทั้งสองเกื้อกูลการผลิตบริการอุดมศึกษาให้มีลักษณะหลากหลาย (Product Differentiation) การพัฒนาองค์ความรู้และการจัดการเรียนการสอนในลักษณะสหวิทยาการทำได้ง่ายขึ้น

ประการที่สาม การควบรวมสถาบันอุดมศึกษาทั้งสองช่วยเพิ่มศักยภาพทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการวิจัย

อภิมหาวิทยาลัย อันเกิดจากการควบรวม Manchester University กับ UMIST จะผงาดขึ้นมาแข่งขันกับ สามเหลี่ยมทองคำ (Golden Triangle) อันประกอบด้วยมหาวิทยาลัยลอนดอน มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อภิมหาวิทยาลัยแห่งใหม่จะมีนักศึกษา 34,000 คน คณาจารย์และพนักงาน 9,000 คน และมีรายได้มากกว่า 420 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงต่อปี

การควบรวม Manchester University กับ UMIST มิใช่อภิมหาวิทยาลัยหนึ่งเดียวในสหราชอาณาจักร ในปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวในการควบรวมสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ในสหราชอาณาจักรหลายต่อหลายสถาบัน (ดูตารางที่ 1) เป้าประสงค์หลักของการสถาปนา Super University อยู่ที่การเพิ่มพูนศักยภาพในการแข่งขัน เพราะสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งล้วนต้องแข่งกันแย่งชิงนักศึกษา (เพื่อให้ได้งบประมาณจากรัฐบาล และมีรายได้จากการเก็บค่าบริการอุดมศึกษา) และแข่งกันแย่งชิงเงินอุดหนุนการวิจัย

การสถาปนา Super University ในกรณีส่วนใหญ่มีเข็มมุ่งอยู่ที่ความอยู่รอดทางการเงิน กรณีส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องการสถาปนา World-Class University การควบรวม Manchester University กับ UMIST เข้าข่ายกรณีหลัง เพราะทั้งสองสถาบันมีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำก่อนการควบรวมอยู่แล้ว

แผนการควบรวม Imperial College (IC) กับ University College London (UCL) มีเข็มมุ่งในการสถาปนา World-Class University เช่นกัน ทั้ง IC และ UCL ต่างสังกัดมหาวิทยาลัยลอนดอนเหมือนกัน มหาวิทยาลัยลอนดอนมีลักษณะเป็น Federal University ประกอบด้วยสถาบันอุดมศึกษาหลายสิบสถาบัน แต่ละสถาบันมีการบริหารและการจัดการศึกษาเป็นอิสระแยกออกจากกัน กล่าวอย่างย่นย่อก็คือ มหาวิทยาลัยลอนดอนเป็นสหมหาวิทยาลัย Imperial College มีชื่อเสียงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมตลอดจนวิทยาการการจัดการ University College London เป็นสถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่รองจากออกซ์ฟอร์ดและเคมบริดจ์ (ก่อตั้งปี พ.ศ. 2369) หากแผนการควบรวมประสบผลสำเร็จ อภิมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้จะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D)

แต่การสถาปนาอภิมหาวิทยาลัยอาจไม่ช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพการผลิต หากขนาดของมหาวิทยาลัยใหญ่โตเทอะทะจนอุ้ยอ้าย คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า ขนาดอุตมภาพ (Optimal Size) ของมหาวิทยาลัยอยู่ที่ระดับใด