เมื่อสงครามอิรักลากยาว ถึงซัดดัม ฮุสเซน ในฐานะอิสลามิกชนจะไม่บริโภคสุกร แต่ซัดดัม ฮุสเซน มิใช่ หมู ดังที่ประธานาธิบดีจอร์จ บุช จูเนียร์ คาดคิด ผู้นำสายเหยี่ยวแห่งสหรัฐอเมริกา อันประกอบด้วยรองประธานาธิบดีริชาร์ด เชนนีย์ (Richard Cheney) รัฐมนตรีกลาโหมโดนัลด์ รัมสเฟลด์ (Donald H. Rumsfeld) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหมพอล โวลโฟวิตส์ (Paul D. Wolfowitz) ต่างพากันชี้นำสังคมอเมริกันว่า สหรัฐอเมริกาจะสามารถชนะสงครามอิรักได้อย่างง่ายดาย และเมื่อกองทัพอเมริกันยาตราสู่อิรัก ประชาชนอิรักจะพากันออกมาต้อนรับเหล่าทหารหาญอเมริกันในฐานะผู้ปลดแอกชาวอิรักจากการกดขี่ของซัดดัม ฮุสเซน กล่าวโดยสรุปก็คือ ผู้นำสายเหยี่ยวเชื่อว่า ซัดดัม ฮุสเซน เป็น หมู ที่รอคอยการถูกเชือด จอร์จ บุช จูเนียร์ ก็เชื่อเช่นนั้น ด้วยพลานุภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีจนพากันกล่าวขานว่า สงครามอิรักเป็นสงครามดิจิตอล (Digital War) ผู้นำอเมริกันพากันมั่นใจว่า การเผด็จศึกอิรักจะใช้เวลาแสนสั้น โดนัลด์ รัมสเฟลด์ ถึงกับก้าวล้ำไปกำหนดแผนปฏิบัติการทางทหาร เพราะไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิบัติการที่กำหนดโดยนายพลทอมมี แฟรงส์ (Tommy R. Franks) ผู้บัญชาการการรบกับอิรัก จนก่อให้เกิดรอยร้าวระหว่างกองทัพกับกระทรวงกลาโหม เพราะรัฐมนตรีกลาโหมไม่ต้องการใช้กองทัพขนาดใหญ่ ด้วยเหตุที่เชื่อมั่นในพลานุภาพของอาวุธที่ก้าวล้ำทางเทคโนโลยีนั่นเอง ในขณะที่นายพลแฟรงส์กำหนดแผนการรบในลักษณะที่คล้ายคลึงกับสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 2533-2534 แต่แล้วเมื่อสงครามอิรักระเบิดขึ้นแล้ว กองทัพอเมริกันต้องประสบปัญหาการส่งกำลังบำรุงอย่างมาก จอร์จ บุช จูเนียร์ พยายามวาดภาพซัดดัม ฮุสเซน เป็นอสูรที่ต้องกำจัด พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับการถล่มตึก World Trade Center เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 โดยอ้างว่า ซัดดัม ฮุสเซน มีความสัมพันธ์และให้ความช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้ายของ อุซามะห์ บิน ลาดิน (Osama bin Laden) จอร์จ บุช จูเนียร์ สะสมคะแนนนิยมทางการเมืองจากเหตุการณ์การถล่ม World Trade Center อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ประชาชนชาวอเมริกันที่มีสติสัมปชัญญะ รวมทั้งขบวนการสันติภาพ ต่างไม่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อของอัปรียชนแห่งทำเนียบขาว เพราะจอร์จ บุช จูเนียร์ ไม่เคยแสดงหลักฐานและประจักษ์พยานข้อเท็จจริงอย่างกระจ่างชัดว่า ซัดดัม ฮุสเซน สัมพันธ์กับบิน ลาดิน อย่างไร และช่วยเหลือเกื้อกูลการก่อการร้ายของบิน ลาดิน อย่างไร ในทันทีที่กองทหารอเมริกันและอังกฤษยาตราเข้ารุกรานอิรัก จอร์จ บุช จูเนียร์ และ โทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษก็มีภาพลักษณ์เป็นอสูรสงครามในสายตาของชาวโลกที่รักสันติภาพ บุชและแบลร์มีบทบาทสำคัญในการชะล้างภาพอสูรของซัดดัม ฮุสเซน ผู้คนในมนุษยพิภพต่างประจักษ์แก่ใจมากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่เป็นอัปรียชน การรุกรานอิรักโดยปราศจากมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทำให้สงครามอิรักเป็นสงครามที่ปราศจากความชอบธรรมตามบรรทัดฐานแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ และบุชและแบลร์สมควรถูกนำตัวมาลงโทษในฐานที่เป็นอาชญากรสงคราม การรุกรานอิรักครั้งนี้แตกต่างจากสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 2533-2534 เพราะในครั้งนั้น อิรักเป็นผู้รุกรานคูเวต และการทำสงครามอ่าวเปอร์เซียได้รับความเห็นชอบจากองค์การสหประชาชาติ การขอความเห็นชอบจากองค์การสหประชาชาติในการทำสงครามอิรักเป็นเส้นทางที่จอร์จ บุช จูเนียร์ เลือกในเบื้องต้น ทั้งนี้ด้วยการผลักดันจากกระทรวงการต่างประเทศอเมริกัน และบรรดาผู้ใกล้ชิดจอร์จ บุช จูเนียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายเจมส์ เบเกอร์ (James A. Baker, III) รัฐมนตรีต่างประเทศและนายเบรนต์ สโกว์ครอฟต์ (Brent Scowcroft) ที่ปรึกษาความมั่นคงในรัฐบาลบุช จูเนียร์ ในประการสำคัญ นายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ แห่งสหราชอาณาจักรผลักดันให้บุช จูเนียร์ เลือกเส้นทางนี้ด้วย รัฐบาลอเมริกันพยายามซื้อเสียงจากบรรดาประเทศที่เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ การซื้อเสียงกระทำโดยนัยที่เข้าใจกันว่า สหรัฐอเมริกาจะให้เงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ หากประเทศเหล่านี้ลงมติสนับสนุนการทำสงครามอิรัก แม้สมาชิกถาวรบางประเทศจะใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) แต่ถ้าญัตติการทำสงครามอิรักได้รับคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ รัฐบาลอเมริกันย่อมโมเมได้ว่า การทำสงครามอิรักได้รับความเห็นชอบโดยพฤตินัย เพียงแต่มิได้รับความเห็นชอบโดยนิตินัยจากสหประชาชาติ เนื่องจากสมาชิกถาวรแห่งคณะมนตรีความมั่นคงบางประเทศใช้สิทธิยับยั้ง แต่เป็นเพราะหลักฐานที่ว่า อิรักมีความสัมพันธ์และช่วยเหลือเกื้อกูลกลุ่มก่อการร้าย บิน ลาดิน นั้นค่อนข้างอ่อน มิหนำซ้ำหลักฐานที่ว่า อิรักสะสมอาวุธที่มีพลังการทำลายล้างร้ายแรง (Weapons of Mass Destruction) ก็ไม่ชัดเจน แรงสนับสนุนการทำสงครามอิรักจึงอ่อนล้า ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซียรวมตัวเป็นไตรภาคีในการทัดทานสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ประกอบกับสหรัฐอเมริกาไม่สามารถซื้อเสียงในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มากพอ ชนิดที่สามารถอ้างอิงความชอบธรรมโดยพฤตินัยได้ ทั้งหมดนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรตัดสินใจใช้อำนาจเป็นธรรมในการรุกรานอิรัก แต่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถเผด็จศึกอิรักได้รวดเร็วตามราคาคุย ไม่มีภาพประชาชนชาวอิรักออกมายืนปรบมือให้ทหารหาญชาวอเมริกันในฐานที่ช่วยปลดออกจากแอกแห่งการกดขี่ของซัดดัม ฮุสเซน ดังที่ผู้นำอเมริกันวาดฝัน ยิ่งสงครามอิรักลากยาวมากเพียงใด คะแนนนิยมทางการเมืองของ จอร์จ บุช จูเนียร์ จะยิ่งตกต่ำมากเพียงนั้น ผลการสำรวจของ Pew Research Center พบว่า รัฐบาลอเมริกันประสบความสำเร็จในการ ล้างสมอง ประชาชนชาวอเมริกันว่า พลานุภาพของกองทัพอเมริกันจะช่วยให้เผด็จศึกอิรักได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อสงครามดำเนินไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ ความเชื่อมั่นของประชาชนชาวอเมริกันลดต่ำลงอย่างน่าใจหายจากระดับมากกว่า 70% เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2546 เหลือเพียงประมาณ 40% ในวันจันทร์ที่ 24 มีนาคม ศกเดียวกัน (The Asian Wall Street Journal, April 1, 2003) ในอีกด้านหนึ่ง การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลอเมริกันและการรับลูกของสื่อมวลชนอเมริกัน ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันเชื่อว่าจำนวนทหารอเมริกันที่ล้มตายและบาดเจ็บจะมีไม่มาก แต่เมื่อสงครามอิรักลากยาว ความเชื่อเรื่องนี้ต้องถูกสั่นคลอน หากทหารอเมริกันตายเรือนร้อยเรือนพัน ย่อมมีผลต่อมติมหาชนชาวอเมริกัน สงครามเวียดนามให้บทเรียนที่สำคัญว่า ผลแพ้ชนะของสงครามถูกกำหนดโดยมติมหาชนชาวอเมริกันนั้นเอง ประชาชนชาวอเมริกันควรจะมีสติสัมปชัญญะที่จะคิดเองได้ว่า เหตุใดลูกหลานของตนจึงต้องออกไปล้มตายในการทำสงครามนอกบ้าน เหตุใดชะตาชีวิตของทหารหาญเหล่านั้นจึงต้องถูกบงการและกำกับโดยอัปรียชนแห่งทำเนียบขาว หากผู้คนในทำเนียบขาวมีจิตวิปริตและขาดมโนธรรมสำนึก ลูกหลานชาวอเมริกันมิต้องถูกลากออกไปทำสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า มิรู้จักจบจักสิ้นหรอกหรือ ท้ายที่สุด สงครามจะนำมาซึ่งสันติภาพที่ถาวรได้อย่างไร และสงครามจะช่วยสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้จริงหรือ ความยืดเยื้อของสงครามอิรักมิได้มีผลเฉพาะต่อเสถียรภาพของรัฐบาลบุชเท่านั้น หากยังกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐบาลอเมริกันอีกด้วย จอร์จ บุช จูเนียร์ บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอดที่จะกล่าวถึงต้นทุนในการทำสงครามอิรัก เพราะทราบแก่ใจดีว่า การเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวนี้จะมีผลต่อมติมหาชน แม้เมื่อลอว์เรนส์ ลินด์ซีย์ (Lawrence Lindsey) ที่ปรึกษาเศรษฐกิจคนแรกให้สัมภาษณ์ว่า ภาระการทำสงครามอิรักอาจสูงถึง 100,000-200,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน ลินด์ซีย์ ก็ถูกผู้คนในรัฐบาลบุชรุมสกรัม เมื่อนายพลชินเซกิ (Shinseki) หัวหน้าเสนาธิการทหารให้สัมภาษณ์ว่า หากสหรัฐอเมริกาชนะสงครามอิรักแล้ว อาจต้องใช้ทหารอเมริกันจำนวน 200,000 คน ในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศในปีแรก นายโวลโฟวิตส์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหมออกมาให้สัมภาษณ์ปรามนายพลชินเซกิ กล่าวโดยสรุปก็คือ รัฐบาลบุชไม่ต้องการให้ประชาชนชาวอเมริกันได้รับรู้ว่า การทำสงครามอิรักก่อให้เกิดภาระทางการคลังมากน้อยเพียงใดในประการสำคัญ ไม่ต้องการให้ประชาชนชาวอเมริกันรับทราบภาระการคลังทั้งหมดและมีแนวโน้มที่จะสร้างความเข้าใจว่า ภาระการคลังมีน้อยกว่าที่จะเกิดขึ้นจริง ในที่สุด รัฐบาลบุชขอให้รัฐสภาอนุมัติงบประมาณจำนวน 74,700 ล้านดอลลาร์อเมริกัน สำหรับการทำสงครามอิรัก ในจำนวนนี้เป็นต้นทุนการปฏิบัติการทางทหารโดยตรง 62,500 ล้านดอลลาร์อเมริกัน งบประมาณดังกล่าวนี้จัดทำขึ้นโดยมีข้อสมมติว่า สงครามกินเวลา 30 วัน หากสงครามยืดเยื้อมากกว่านี้ ก็ต้องของบประมาณเพิ่มเติมในประการสำคัญ หากสหรัฐอเมริกาสามารถยึดอิรักได้สมใจปรารถนา ก็ยังต้องมีรายจ่ายในการรักษาความสงบภายในประเทศ และรายจ่ายในการบูรณะและฟื้นฟูอิรัก ซึ่งรายจ่ายรายการทั้งสองนี้ ยังมิได้ขออนุมัติรัฐสภา โดยที่มีแนวโน้มที่จะผลักให้เป็นภาระขององค์การสหประชาชาติ หากสงครามอิรักลากยาว ภาระการคลังของรัฐบาลอเมริกันในการทำสงครามย่อมทบทวี ซึ่งมีผลในการบั่นทอนระบบเศรษฐกิจอเมริกัน ซึ่งเสื่อมโทรมอยู่แล้ว หมายเหตุ 1. สงครามอิรักในฐานะสงครามดิจิตอล โปรดอ่านรายงานเรื่อง The Doctrine of Digital War, Business Week (April 7, 2003) 2. ความขัดแย้งระหว่างกระทรวงกลาโหมกับผู้นำกองทัพอเมริกัน ในการกำหนดแผนปฏิบัติการรบ โปรดอ่าน Peter Spiegel, From Vietnam to Iraq, Financial Times (March 24, 2003) 3. ความขัดแย้งในหมู่ผู้นำอเมริกันในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับอิรัก โปรดอ่านรายงานของ Glenn Kessler and Walter Pincus, Wars Course Reopens Divisions Among U.S. Policy Makers, The Asian Wall Street Journal (April 1, 2003) 4. รัฐบาลบุชของบประมาณการทำสงครามอิรัก โปรดอ่านรายงานของ Steve Schifferes, U.S. Congress Gets Bill for War, BBC News (March 24, 2003) ดู www.bbc.co.uk 5. บทวิเคราะห์ภาระการคลังของรัฐบาลอเมริกันในการทำสงครามอิรัก โปรดอ่าน Anne C. Richard, The Cost of War in Iraq : A Checklist, The Globalist (March 24, 2003) ดู www.theglobalist.com