สังคมเศรษฐกิจอเมริกันในภาวะโกลาหล

เมื่อ จอร์จ บุช จูเนียร์ ต้องการเป็น ฮิตเลอร์แห่งทำเนียบขาว ความไร้ศานติสุขย่อมบังเกิดแก่มนุษยพิภพ สภาวะไร้ศานติสุขเมื่อเกิดขึ้นในมนุษยพิภพแล้ว ย่อมกระทบต่อสังคมอเมริกันอย่างชนิดมิอาจหลีกเลี่ยงได้ด้วย

สภาวะความไม่แน่นอนแห่งสงครามกำลังก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จนนายอลัน กรีนสแปน ประธานคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกาแสดงความปริวิตก สภาวะความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าตัดสินใจในการลงทุน และประชาชนชาวอเมริกันกระเหม็ดกระแหม่เพื่อเตรียมรับภาวะสงคราม การขาดความเชื่อมั่นดังกล่าวนี้มีผลซ้ำเติมภาวะถดถอยของสังคมเศรษฐกิจอเมริกัน

ภายหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกสลายในปี 2543 ระบบเศรษฐกิจอเมริกันต้องประสบภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ในปี 2544 ระบบเศรษฐกิจอเมริกันเติบโตในอัตรา 0.3% แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นจนอยู่ในระดับ 2.4% ในปี 2545 แต่ภาวะเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2545 ส่งสัญญาณในทางลบ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับเพียง 0.7% ต่อปี โดยที่รายจ่ายในการบริโภคของประชาชนเพิ่มขึ้นเพียง 1% ในสังคมเศรษฐกิจที่รายจ่ายในการบริโภคของประชาชนมีน้ำหนักถึงสองในสามของรายจ่ายมวลรวมในระบบเศรษฐกิจ เมื่อประชาชนชะลอการใช้จ่าย ย่อมสร้างพลวัตไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

สภาวะความไม่แน่นอนแห่งสงครามมิเพียงแต่นำภาวะถดถอยมาสู่สังคมเศรษฐกิจอเมริกันเท่านั้น หากยังสร้างภาวะโกลาหลในตลาดหลักทรัพย์สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหลักทรัพย์ Wall Street ตลาดปริวรรตเงินตราและตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมก็เผชิญภาวะโกลาหลไม่แตกต่างกัน เงินดอลลาร์อเมริกันมีค่าอ่อนตัวลง และน้ำมันมีราคาแพง ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนแห่งสงครามที่กำลังรอวันปะทุ ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า เมื่อสงครามอิรักก่อเกิดแล้ว ต้นทุนแห่งสงครามมีมากน้อยเพียงใด และใครเป็นผู้รับภาระ

ประธานาธิบดีบุชและบริวารเล็งเห็นแต่ประโยชน์อันก่อเกิดจากสงครามอิรัก แต่มิได้ประเมินภาระต้นทุนอันเกิดจากสงครามดังกล่าว ประชาชนชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า สังคมเศรษฐกิจอเมริกันจะสามารถรับภาระสงครามอิรักได้หรือไม่ และรับภาระได้มากน้อยเพียงใด ในเมื่อการกำจัดขอบเขตแห่งสงครามมิได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายกระทำอันมีประธานาธิบดีบุชเป็นผู้นำเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับฝ่ายถูกกระทำอันประกอบด้วยโลกมุสลิมทั้งมวลอีกด้วย

ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจบั่นทอนความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจอเมริกันไปเป็นอันมาก การว่างงานมีมากขึ้น คนจนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ฐานะการคลังเสื่อมทรามลง จนเป็นที่คาดกันว่า ดุลการคลังจะขาดดุลถึง 300,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน ในปีงบประมาณ 2546 นี้ ในอีกด้านหนึ่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดก็มียอดขาดดุลสูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์อเมริกันในปี 2545

การสำรวจมติมหาชนในช่วงหลังสื่อสารสำคัญว่า ประชาชนชาวอเมริกันจำนวนมากเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญยิ่งกว่าการก่อสงครามอิรัก ประธานาธิบดีบุชตระหนักถึงมติมหาชนดังกล่าวนี้ และเห็นความจำเป็นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยเกรงว่า หากภาวะเศรษฐกิจยิ่งเลวร้ายลงไปอีก มติมหาชนอาจเอียงไปข้างการต่อต้านสงครามอิรักมากยิ่งขึ้น

แต่แผนเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีบุชเสนอต่อรัฐสภา เพื่อประกอบการขออนุมัติงบประมาณแผ่นดิน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2546 กลับก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และมิได้ช่วยให้ความเชื่อมั่นของประชาชนมีมากขึ้น แผนดังกล่าวนี้ครอบคลุมช่วงเวลา 10 ปี ประกอบด้วยมาตรการสำคัญอย่างน้อย 2 มาตรการ มาตรการแรก ได้แก่ การลดภาษีจำนวน 695,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน รายการสำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินปันผล มาตการที่สอง ได้แก่ การเพิ่มรายจ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายจ่ายด้านการทหาร

ในทันทีที่แผนเศรษฐกิจของรัฐบาลบุชปรากฏสู่สาธารณชน นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเสรีนิยมจำนวน 400 คน ลงนามในจดหมายเปิดผนึกวิพากษ์แผนเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ ในจำนวนผู้ลงนามนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลถึง 10 คน อันประกอบด้วย พอล แซมมวลสัน (Paul Samuelson) เค็นเน็ธ แอร์โรว์ (Kenneth Arrow) โรเบิร์ต โซโลว์ (Robert Solow) ฟรังโก โมดิเกลียนิ (Franco Modigliani) ลอร์เรนส์ ไคลน (Lawrence Klein) ดักลาส นอร์ธ (Douglass North) ดาเนียล แม็กแฟดเดน (Daniel McFadden) โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph Stiglitz) ยอร์จ อะเกอร์ล็อฟ (George Akerlof) และวิลเลียม ชาร์ป (William Sharpe) องค์กรผลิตความคิด (Think Tank) ฝ่ายเสรีนิยมชื่อ Economic Policy Institute เป็นผู้ดำเนินการให้มีจดหมายเปิดผนึก และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The New York Times ฉบับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546

แผนเศรษฐกิจของรัฐบาลบุชมิเพียงแต่ก่อให้เกิดสงครามความคิดเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดสงครามอุดมการณ์ในชุมชนนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันอีกด้วย ในทันทีที่นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเสรีนิยมตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึกโจมตีแผนเศรษฐกิจของรัฐบาลบุช นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาจัดก็รวมตัวกันสนับสนุนรัฐบาลบุช The National Taxpayers Union อำนวยการให้มีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐสภา โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ลงนาม 115 คน ในจำนวนนี้ประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล 3 คน ได้แก่ มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) เจมส์ บูคานัน (James Buchanan) และเวอร์นอน สมิธ (Vernon Smith)

ฝ่ายสนับสนุนเยินยอว่า แผนเศรษฐกิจของรัฐบาลบุชเป็นแผนที่กล้าหาญชาญชัย เพราะการลดการเก็บภาษีเป็นการลดการแทรกแซงของรัฐบาล กระนั้นก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนมีความเห็นว่า รัฐบาลควรจะมีแผนการลดรายจ่าย เพื่อลดส่วนขาดดุลทางการคลัง

ฝ่ายคัดค้านอ้างเหตุผลสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ กล่าวคือ ประการแรก แผนเศรษฐกิจนี้มิอาจช่วยฉุดระบบเศรษฐกิจอเมริกันออกจากภาวะถดถอย ทั้งการลดภาษีและการเพิ่มรายจ่ายด้านการทหารมีผลอันจำกัด ประการที่สอง คนรวยได้ประโยชน์จากการลดภาษีเงินปันผลโดยตรง โดยที่ไม่มีมาตรการช่วยเหลือคนจนและคนว่างงาน ประการที่สาม การลดภาษีและการเพิ่มรายจ่ายด้านการทหารจะทำให้ปัญหาการขาดดุลทางการคลังเรื้อรังและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

การลดภาษีนับเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลบุช โดยหวังว่านโยบายดังกล่าวนี้จะช่วยดึงระบบเศรษฐกิจอเมริกันออกจากภาวะถดถอย จอร์จ บุช จูเนียร์ ไม่แยแสต่อเสียงวิพากษ์ที่ว่า พรรครีพับลิกันเป็นมิตรกับคนรวย แต่เป็นศัตรูกับคนจน ในขณะที่ภาวะการคลังมีฐานะกระเตื้องขึ้นมากในช่วงปลายรัฐบาลคลินตัน นโยบายการลดภาษีของรัฐบาลบุชยังผลให้ฐานะการคลังเสื่อมทราม และยิ่งเสื่อมทรุดลงไปอีกเมื่อรัฐบาลบุชประกาศลดภาษีเป็นระลอกที่สอง จนโจเซฟ สติกลิตส์ เปล่งมธุรสวาจาว่า นโยบายดังกล่าวนี้เป็น ความบ้าคลั่งทางการคลัง (Fiscal Madness) และความไร้ความรับผิดชอบทางการคลัง (Fiscal Irresponsibility)

จอร์จ บุช จูเนียร์ มีปัญหาในการจัดทีมเศรษฐกิจนับตั้งแต่แรกตั้งรัฐบาล ทั้ง พอล โอนีล (Paul O Neill) รัฐมนตรีการคลังและลาร์รี ลินด์เซย์ (Larry Lindsey) ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ นับเป็นมวยรองบ่อน ซึ่งมิอาจเทียบชั้นกับโรเบิร์ต รูบิน (Robert Rubin) หรือลอว์เรนส์ ซัมเมอร์ส (Lauernce Summers) รัฐมนตรีการคลัง และโจเซฟ สติกลิตส์ ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจในรัฐบาลคลินตัน

เสียงวิพากษ์ที่ว่า รัฐบาลบุชมีทีมเศรษฐกิจที่เป็นพวกไลท์เวท ไม่มีเฮฟวีเวทดุจดังรัฐบาลคลินตัน ทำให้ประธานาธิบดีบุชตัดสินใจบีบรัฐมนตรีการคลังและที่ปรึกษาเศรษฐกิจของตนให้ลาออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2545 ในคราวนี้ เมื่อนโยบายการลดภาษีถูกวิพากษ์อย่างรุนแรง รวมทั้งเสียงวิพากษ์ภายในพรรครีพับลิกันเอง เกล็นน์ ฮับบาร์ด (Glenn Hubbard) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (Council of Economic Advisers) ต้องลาออกในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2546 แต่อ้างเหตุผลด้านครอบครัว

ในท่ามกลางความโกลาหลทางเศรษฐกิจ รัฐบาลบุชไร้ทีมเศรษฐกิจเป็นการชั่วคราว โดยเตรียมแต่งตั้งศาสตราจารย์เกรกอรี แมนคิว (Gregory Mankiw) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และจอห์น สโนว์ (John Snow) จากบริษัท CSX เป็นรัฐมนตรีการคลัง

ภาวะอึกครึมทางเศรษฐกิจจะยังดำรงอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่ประธานาธิบดีบุชยังคงข่มขู่ที่จะทำสงครามอิรัก และสงครามรอวันปะทุต่อเมื่อสงครามปะทุขึ้นแล้ว ภาวะอึกครึมดังกล่าวนี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ ต่อจากนั้นไป ประชาชนชาวอเมริกันจะไม่มีชีวิตที่สงบสุข เพราะต้องรอคอยการก่อการร้ายที่จะเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ด้วยเหตุดังนี้เอง จึงมิใช่เรื่องยากแก่การเข้าใจว่า เหตุใดประชาชนชาวอเมริกันจึงใช้จ่ายในการซื้อ Home Protection Goods ในสัดส่วนสำคัญในช่วงหลังนี้ ทั้งนี้ตามรายงานการสำรวจของธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา


หมายเหตุ

1. จดหมายเปิดผนึกคัดค้านแผนเศรษฐกิจรัฐบาลบุช ดูเอกสารของ Economic Policy Institute www.epinet.org
2. รายงานข่าวนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมคัดค้านแผนเศรษฐกิจรัฐบาลบุช ดู

Nobel Winners Attack Bush Economics, BBC News (February 7, 2003)

3. รายงานข่าวโจเซฟ สติกลิตส์ โจมตีแผนเศรษฐกิจรัฐบาลบุช ดู

Economists Attack Bushs Madness, BBC News (February 11, 2003)

4. รายงานข่าวนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาสนับสนุนแผนเศรษฐกิจ

Nobel Economists Back Bush, BBC News (February 12, 2003)

5. รายงานข่าวการสำรวจภาวะเศรษฐกิจโดยธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา

War Fears Burden US Economy, BBC News (March 5, 2003)