เงินอุดหนุนพรรคการเมือง

คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะผู้ดูแลกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง มีมติจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองประจำปีงบประมาณ 2546 จำนวนรวมทั้งสิ้น 197 ล้านบาท (ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2545)

กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มีแหล่งที่มาของเงิน 2 แหล่งใหญ่ อันได้แก่ งบประมาณแผ่นดิน และค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมายการเลือกตั้ง

กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดมาตรการการสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างน้อย 3 ด้าน

ด้านที่หนึ่ง ได้แก่ การจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมือง

ด้านที่สอง ได้แก่ การจัดสรรเวลาสำหรับการออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐแก่พรรคการเมือง

ด้านที่สาม ได้แก่ การสนับสนุนด้านค่าไปรษณียากร ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภค และอื่นๆ

ในปีงบประมาณ 2546 มีงบสนับสนุนค่าไปรษณียากรและค่าสาธารณูปโภค 35 ล้านบาท และเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 197 ล้านบาท รวมเป็นเงินอุดหนุนพรรคการเมืองทั้งสิ้น 232 ล้านบาท

ในการจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจำนวน 197 ล้านบาทนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งยึดหลักเกณฑ์สำคัญ 4 หลักเกณฑ์ อันได้แก่ (ดูตารางที่ 1)

(1) จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(2) จำนวนคะแนนเสียงเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ

(3) จำนวนสมาชิกพรรค

(4) จำนวนสาขาพรรค

ผลการจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองประจำปีงบประมาณ 2546 ปรากฏว่า พรรคไทยรักไทยได้รับเงินสนับสนุนสูงสุด (87 ล้านบาท) มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ (47 ล้านบาท) เกือบสองเท่า ทั้งนี้เป็นผลจากการที่พรรคไทยรักไทยครอบกลุ่มและพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเสรีธรรมและพรรคความหวังใหม่ รวมทั้งบางส่วนของพรรคกิจสังคม ยังผลให้จำนวน ส.ส.ที่สังกัดพรรคไทยรักไทยเพิ่มขึ้น และจำนวนคะแนนเสียงเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยได้รับจากระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพิ่มขึ้นด้วย อนึ่ง น่าสังเกตว่าพรรคไทยรักไทยมิได้สนใจจัดตั้งสาขาพรรค โดยมีสาขาทั่วประเทศเพียง 8 สาขาเท่านั้น

ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และกฎหมายพรรคการเมืองปี 2541 มิได้มีบทบัญญัติให้ยุบพรรคที่ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น จึงปรากฏว่ามีพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่มีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองที่ไม่มี ส.ส.เหล่านี้ มีความชอบธรรมที่จะได้รับจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างน้อยที่สุดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในเมื่อไม่มี ส.ส.และจำนวนคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ได้รับต่ำ หนทางที่จะได้รับจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ก็แต่โดยการเปิดสาขาพรรคและการระดมหาสมาชิกพรรค พรรคชาติประชาธิปไตยและพรรคเกษตรมหาชนเลือกใช้ยุทธวิธีนี้ (พรรคชาติประชาธิปไตยมีสาขาพรรค 306 สาขา) จนได้รับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองมากกว่าพรรคกิจสังคมและพรรคราษฎร (ดูตารางที่ 2)

อนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบพบว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งพรรค พรรคการเมืองที่ต้องการเงินสนับสนุนพรรคการเมืองมีสิ่งจูงใจในการระดมสมาชิก เพราะจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ ในการจัดสรรเงินสนับสนุนดังกล่าว จำนวนประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งพรรคตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบพบมีถึง 1.7 ล้านคน ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติมิให้นำมาคำนวณในการจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมือง

คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เหตุใดสังคมจึงต้องรับภาระเงินสนับสนุนพรรคการเมือง?

เหตุผลในเรื่องนี้มีอยู่อย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองตกอยู่ใต้อิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มทุนมากเกินไป เพราะจะทำให้พรรคการเมืองดังกล่าว เมื่อมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล กำหนดและบริหารนโยบายในทางเกื้อประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มทุนผู้ให้การสนับสนุนทางการเงิน การจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐจะช่วยป้องกันหรือลดการพึ่งพิงเงินบริจาคจากกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มทุนได้

ประการที่สอง พรรคการเมืองเป็นสถาบันสำคัญในระบอบประชาธิปไตย สมควรส่งเสริมให้พัฒนาจนมีรากฐานอันมั่นคง พรรคการเมืองควรมีรากฐานมาจากประชาชน ดังนั้น จึงต้องจัดระบบสาขาพรรคและระบบสมาชิกพรรค รวมตลอดจนจัดกิจกรรมการเมืองเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ พรรคการเมืองยังมีหน้าที่ในการผลิตนโยบายเพื่อเสนอ ขาย แก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงต้องมีกิจกรรมทางวิชาการ เพื่อศึกษาปัญหาทั้งปวงของประเทศชาติในการทำหน้าที่สถาบันการเมืองที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองจึงต้องมีรายจ่ายจำนวนหาน้อยไม่ การสนับสนุนพรรคการเมืองด้านการเงินโดยรัฐจะช่วยผ่อนคลายภาระรายจ่ายของพรรคการเมืองได้

เจตนารมณ์ที่จะให้พรรคการเมืองไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนเป็นเจตนารมณ์อันไร้เดียงสา ในประวัติศาสตร์โลก ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาในช่วงเวลาอันไล่เลี่ยกับการเติบโตของระบบทุนนิยม ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่ระบอบประชาธิปไตยจะไม่เสีย พรหมจรรย์ แก่ระบบทุนนิยม ณ บัดนี้ ระบอบประชาธิปไตยมิใช่ระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน หากแต่เป็นระบอบการปกครองของกลุ่มผลประโยชน์โดยกลุ่มผลประโยชน์ และเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ ด้วยเหตุดังนี้ การที่กลุ่มทุนในสังคมการเมืองไทยจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเอง จึงเป็นปรากฏการณ์ที่มิได้ผิดธรรมชาติ

ความจำกัดของงบประมาณแผ่นดิน ทำให้รัฐมิอาจจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองได้มากนัก ดังจะเห็นได้ว่า งบเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในปีงบประมาณ 2546 มีไม่ถึง 200 ล้านบาท หากจะหวังว่าด้วยเงินจำนวนเพียงไม่ถึง 200 ล้านบาท พรรคการเมืองไทยจะหลุดจากปริมณฑลแห่งอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มทุน คงเป็นเรื่องชวนหัว ครั้นจะหวังให้พรรคการเมืองจัดกิจกรรมทางการเมืองเพื่อปลุกสำนึกประชาธิปไตยของประชาชน ก็เป็นเรื่องชวนหัวไม่แตกต่างกัน ในเมื่อพรรคการเมืองเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มพลังยียาธิปไตย หาใช่ฐานที่มั่นของกลุ่มพลังประชาธิปไตยไม่ หากยุบกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง แล้วนำเงินที่เคยใช้จ่ายในลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมาจัดสรรให้แก่ขบวนการสิทธิและเสรีภาพ ยังอาจเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาประชาธิปไตยในเมืองไทยมากกว่า

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ยึดกุมฐานคติเกี่ยวกับพรรคการเมืองอย่างน้อย 2 ฐานที่มีลักษณะขัดแย้งกัน ในด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้สืบทอดอคติว่าด้วยขนาดของพรรคการเมืองต่อจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยการอุ้มพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และเหยียบพรรคการเมืองขนาดเล็กด้วยความเชื่อที่ว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่ดีกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก และระบบทวิพรรค (Bi-party System) ดีกว่าระบบพหุพรรค (Multi-party System) ในอีกด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการเห็นพรรคการเมืองมีพัฒนาการในทิศทางที่ปลอดอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มทุน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ต้องการเห็นการเติบโตของพรรคการเมืองในอุดมคติ ในขณะที่อคติว่าด้วยขนาดของพรรคทำลายพรรคการเมืองขนาดเล็ก และทำให้พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ก่อเกิดและเติบโตได้ยาก

เกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองสะท้อนให้เห็นอคติว่าด้วยขนาดของพรรคการเมืองด้วย เพราะตามเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ดูตารางที่ 1) พรรคการเมืองขนาดใหญ่จะได้รับจัดสรรเงินสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก เกณฑ์ดังกล่าวนี้จึงมีผลส่งเสริมความได้เปรียบของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก หากต้องการส่งเสริมการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง ก็ต้องเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในทางที่เกื้อหนุน พรรคการเมืองขนาดเล็กมากกว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ในประการสำคัญ เกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมืองมิได้สนใจว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐจะนำเงินนั้นไปใช้จ่ายในกิจกรรมที่ส่งเสริมประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร

การจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมืองเป็นประเด็นที่สมควรมีการถกอภิปรายอย่างลึกซึ้ง มิฉะนั้นการใช้จ่ายในลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำจะยังคงมีต่อไป