สหภาพยุโรป

เมื่อประชาชนแห่งสาธารณรัฐไอร์แลนด์ลงประชามติเมื่อวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2545 ยอมรับสนธิสัญญาแห่งนครนีส (Treaty of Nice) สหภาพยุโรปสามารถขับเคลื่อนขยาย Super Bloc ต่อไปได้

สนธิสัญญาแห่งนครนีสปี 2543 กำหนดหลักการการปรับปรุงองค์กรและการปฏิรูปเชิงสถาบันภายในสหภาพยุโรป เพื่อรองรับการเติบใหญ่และรองรับภาคีสมาชิกใหม่ แต่ประชาชนชาวไอร์แลนด์ลงประชามติคว่ำสนธิสัญญาแห่งนครนีสในเดือนพฤษภาคม 2544 ประชามติดังกล่าวนี้ นอกจากจะทำให้นายเบอร์ตี อาเฮิร์น (Bertie Ahern) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐไอร์แลนด์เสียหน้าแล้ว ยังทำให้สหภาพยุโรปตกอยู่ในมุมอับ เพราะมิอาจขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่อไปได้อีกด้วย

นายอาเฮิร์นจัดให้มีการลงประชามติใหม่หลังจากที่ชนะการเลือกตั้งคราวนี้ นอกจากสมหวังที่ประชามติยอมรับสนธิสัญญาแห่งนีสแล้ว ยังสมหวังที่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภามีอำนาจในการให้สัตยาบันการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันภายในสหภาพยุโรป โดยมิต้องขอประชามติ เพราะสาธารณรัฐไอร์แลนด์เป็นภาคีสหภาพยุโรปเพียงประเทศเดียวที่ยังต้องขอประชามติ ในขณะที่ภาคีอื่นๆ อีก 14 ประเทศให้เป็นอำนาจของรัฐสภา

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2545 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อันเป็นองค์กรฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป มีมติให้รับสมาชิกระลอกใหญ่จำนวน 10 ประเทศในปี 2547 หากประชาชนชาวไอร์แลนด์ลงประชามติไม่ยอมรับสนธิสัญญาแห่งนครนีส ย่อมมีผลให้สหภาพยุโรปมิอาจรับภาคีใหม่ได้ ด้วยเหตุดังนี้ ประชาชนในยุโรปตะวันออกหลายต่อหลายประเทศ จึงพากันลุ้นให้ประชาชนชาวไอร์แลนด์ Say Yes ในการลงประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวโปแลนด์

สหภาพยุโรปตกลงที่จะรับภาคีใหม่จำนวน 10 ประเทศ ในปี 2547 ประกอบด้วยไซปรัส มอลตา เอ็สโทเนีย แล็ตเวีย ลิธัวเนีย สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย สโลวีเนีย ฮังการีและโปแลนด์ นับเป็นการขยายพรมแดนครั้งที่สี่ แต่เป็นการขยายพรมแดนครั้งใหญ่ที่สุด การขยายพรมแดนครั้งแรก (First Enlargement) เกิดขึ้นในปี 2516 เมื่อประชาคมยุโรปรับสหราชอาณาจักรไอร์แลนด์ และเดนมาร์กเข้าเป็นสมาชิก ครั้งที่สองรับสเปนและปอร์ตุเกสเป็นสมาชิกในปี 2529 (ก่อนหน้านั้นในปี 2524 รับกรีซเป็นสมาชิก) ครั้งที่สามรับสวีเดน ฟินแลนด์และออสเตรียเป็นสมาชิกในปี 2537 (ดูภาคผนวก)

ประเทศที่ผิดหวังจากมติของสหภาพยุโรปครั้งนี้ คือตุรกี ตุรกีเพียรขอเข้าเป็นสมาชิกประชาคมยุโรป (และต่อมาสหภาพยุโรป) มาเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ แต่ไม่ประสบผล ได้แต่เฝ้าดูกรีซ (2524) สเปนและปอร์ตุเกส (2529) ตบเท้าเข้าสู่ประชาคมยุโรป เมื่อประเทศทั้งสามเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย แม้ตุรกีจะพยายามปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่การลิดรอนสิทธิมนุษยชนยังเป็นข้ออ้างหลักที่สหภาพยุโรปไม่รับตุรกีเป็นสมาชิก ยิ่งตุรกีใช้กำลังทหารยึดดินแดนบางส่วนของไซปรัส ตุรกียิ่งมีภาพลบในสายตาของผู้นำสหภาพยุโรป ตุรกีแปลกแยกจากยุโรปทั้งในด้านวัฒนธรรมและการเมือง ผู้นำตุรกีมีข้อสรุปว่า เหตุผลประการเดียวที่สหภาพยุโรปมิอาจรับตุรกีได้ เพราะตุรกีเป็นมุสลิม

แม้สหรัฐอเมริกาจะกดดันให้สหภาพยุโรปรับตุรกีเป็นสมาชิก โดยอ้างเหตุผลในด้านยุทธศาสตร์การเมืองโลก เพราะตุรกีตั้งอยู่ในจุดที่เชื่อมต่อกับรัสเซีย ยุโรปตะวันออก และตะวันออกกลาง แต่ความหวังของตุรกีแลดูริบหรี่ เพราะสหภาพยุโรปมิได้มีมติใดๆ เกี่ยวกับตุรกีเลย โดยที่สหภาพยุโรปมีมติรับบุลกาเรียและรูมาเนียเป็นสมาชิกในปี 2550

การขยายพรมแดนของสหภาพยุโรปครั้งนี้ มีลักษณะเป็น Eastward Enlargement เพราะควบยุโรปตะวันออกหลายต่อหลายประเทศเข้าเป็นสมาชิก อันได้แก่ โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย และสโลวีเนีย ซึ่งมีผลในการลบเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างยุโรปตะวันตกกับยุโรปตะวันออก สหภาพยุโรปมิได้เป็น ‘สหภาพ’ ของยุโรปตะวันตกเพียงโสดเดียวอีกต่อไป

การรับกลุ่มประเทศบอลติก (Baltic States) อันประกอบด้วยเอ็สโทเนีย แล็ตเวีย และลิธัวเนียเข้าเป็นสมาชิก มีผลในทางยุทธศาสตร์ เพราะประเทศทั้งสามมีลักษณะเป็นรัฐกันชนระหว่างยุโรปตะวันตกกับรัสเซีย มิหนำซ้ำยังมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ในการต่อต้านรัสเซียอีกด้วย ในปัจจุบัน ประเทศทั้งสามมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอันแน่นแฟ้นกับสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟินแลนด์

การรับไซปรัสและมอลตาเป็นสมาชิก นับเป็นการขยายพรมแดนสหภาพยุโรปลงทางใต้ หากจะมี Southward Enlargement ต่อไป ก็ต้องข้ามไปแอฟริกาเหนือ ในกรณีการรับไซปรัส มีปัญหาการเมืองภายในสหภาพยุโรปเอง เนื่องจากกรีซข่มขู่ว่าจะไม่ยอมให้สัตยาบันการรับสมาชิกใหม่ หากสหภาพยุโรปไม่รับไซปรัสเป็นสมาชิก กรีซเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตุรกีในกรณีไซปรัส เพราะประชาชนชาวไซปรัสมีเชื้อสายกรีกและตุรกี และมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนต่างเชื้อชาติ

คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เหตุใดประเทศต่างๆ ในยุโรปจึงต้องการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป?

การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปมีผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอย่างปราศจากข้อกังขา เพราะสหภาพยุโรปเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่มีลักษณะเป็นตลาดเดียว (Single Market) ภาคีสมาชิกย่อมได้ประโยชน์จากขนาดตลาดอันมหึมาในด้านการค้าระหว่างประเทศ ทั้งการค้าสินค้าและการค้าบริการ นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในสหภาพยุโรปอีกด้วย แรงงานจากประเทศที่ด้อยพัฒนามากกว่าสามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปทำงานในประเทศที่ร่ำรวยกว่า ในประการสำคัญ สหภาพยุโรปมีระบบการถ่ายโอนส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคีสมาชิกที่มีฐานะดีไปสู่ภาคีสมาชิกที่มีฐานะยากจนกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผันทรัพยากรไปใช้ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และการอุดหนุนการผลิตด้านเกษตรกรรมตาม Common Agricultural Policy (CAP)

แต่การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปมีต้นทุนที่ต้องเสียด้วยต้นทุนที่สำคัญได้แก่ ต้นทุนการปรับตัวเข้าสู่ระบบสหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงการจัดองค์กร การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน การแก้ไขเพิ่มเติมและการตรากฎหมายให้สอดคล้องกับกฎกติกาของสหภาพยุโรป การสูญเสียอธิปไตยในการกำหนดนโยบายนับเป็นต้นทุนสำคัญอีกประเภทหนึ่ง นับวันอำนาจในการกำหนดนโยบายหลุดลอยจากรัฐบาลประชาชาติไปสู่สหภาพยุโรป ประชาชนในหลายประเทศให้ความสำคัญในประเด็นนี้ และอาจไม่ยอมให้ความเห็นชอบในการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

คำถามพื้นฐานยังมีอีกด้วยว่า เหตุใดสหภาพยุโรปจึงต้องการขยายพรมแดน?

ความฝันที่จะได้เห็นสหรัฐแห่งยุโรป (United States of Europe) หรือ United Europe (เทียบเคียงกับ United Kingdom) อาจเป็นปรัชญาพื้นฐานในการขยายพรมแดนของสหภาพยุโรป การดึงประเทศต่างๆ ที่มีระบอบการเมืองการปกครองระบบเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแตกต่างกันมาอยู่ร่วมชายคา ‘อาณาจักร’ เดียวกัน ย่อมมีประโยชน์ในการสร้างสมานฉันท์ในหมู่ประชาชาติยุโรป อันเป็นพื้นฐานในการสร้างศานติสุขในยุโรป หากมีความขัดแย้งและการกระทบกระทั่งระหว่างประเทศ กลไกภายในสหภาพยุโรปจะช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเหล่านั้น การร่วมชายคาสหภาพยุโรปเดียวกัน ยังมีนัยว่าด้วยการเกลี่ยความสุขหรือการเกลี่ยความเจริญระหว่างประเทศ โดยที่ประเทศที่ร่ำรวยมีภาระต้องเกื้อหนุนประเทศที่ยากจนกว่าด้วย

การรับสมาชิกใหม่ 10 ประเทศ ทำให้ประชากรในสหภาพยุโรปเพิ่มจาก 400 ล้านคนเป็น 475 ล้านคน แต่รายได้ประชาชาติของสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นเพียง 5% เพราะสมาชิกใหม่ล้วนแล้วแต่มีฐานะด้อยกว่าสมาชิกเดิม ภาระทางการคลังอันเกิดจากการรับสมาชิกใหม่ จึงเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่สมาชิกสหภาพยุโรปต้องถกอภิปราย ใครจะเป็นผู้รับภาระการคลังดังกล่าวนี้

ในปัจจุบัน สหภาพยุโรปใช้จ่ายงบประมาณมากกว่า 90,000 ล้านยูโร (หรือ 80,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน) ต่อปี ประมาณ 80% ใช้จ่ายในการอุดหนุนการเกษตรและการพัฒนาภูมิภาค ภาคีฝ่ายเหนืออันประกอบด้วยเยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักรเป็นผู้รับภาระการคลังโดยสุทธิ ภาคีฝ่ายใต้และฝ่ายตะวันตก อันประกอบด้วยสเปน ปอร์ตุเกส กรีซ อิตาลี และสาธารณรัฐไอร์แลนด์เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สุทธิ

ภาคีฝ่ายเหนือไม่ต้องการรับภาระการคลังเพิ่มขึ้น หากแต่ต้องการให้เกลี่ยงบประมาณที่มีอยู่เดิมไปช่วยเหลือภาคีใหม่ ตามข้อเสนอนี้ ประเทศที่เสียประโยชน์ ก็คือ ภาคีฝ่ายใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสเปน ปอร์ตุเกส และกรีซ การรับภาคีใหม่อีก 10 ประเทศ ทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัว (per capita GNP) ถัวเฉลี่ยของสหภาพยุโรปตกต่ำลง ประเทศที่จะได้ประโยชน์จากระบบการจัดสรรงบประมาณพอ สหภาพยุโรปต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำกว่าระดับถัวเฉลี่ยของสหภาพยุโรป

กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม บัดนี้ สหภาพยุโรปเติบใหญ่เป็น Super Bloc อย่างชัดเจนยิ่งแล้ว ในขณะที่เขตการค้าเสรีแห่งอเมริกา (Free Trade Area of the Americas = FTAA) และเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียแปซิฟิก (APEC) ยังไม่ปรากฏรูปร่างที่เป็นรูปธรรม

หมายเหตุ

1. ข้อมูลว่าด้วยภูมิหลังของสหภาพยุโรปปรากฏในหนังสือหลายต่อหลายเล่ม และ websites จำนวนมาก โปรดดูอาทิ Iaian McLean, Oxford Concise Dictionary of Politics (Oxford University Press, 1996)

2. รายงานข่าวประชาชนแห่งสาธารณรัฐไอร์แลนด์ลงประชามติรับ Treaty of Nice ดูรายงานข่าว “Ireland Backs EU Expansion” BBC News (October 20, 2002)

3. รายงานข่าวประชาชนชาวโปแลนด์เรียกร้องให้ชาวไอร์แลนด์ Say Yes ดู “Poles Plead for Irish a Yes”, BBC News (October 14, 2002)

4. รายงานข่าวสหภาพยุโรปรับภาคีใหม่ ดู “EU Reaches Landmark Expansion Deal”, BBC News (October 9, 2002)

5. บทวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับสหภาพยุโรป ดู David Bamford, “Turkey’s Membership Argument”, BBC News (October 9, 2002)

6. บทความเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจ ดู รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ สังคมเศรษฐกิจโลก : โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลง (บริษัทสื่อเสรี จำกัด 2540)



ภาคผนวก

เส้นทางการเติบโตของสหภาพยุโรป

2500 Treaty of Rome จัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community = EEC) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2501 ประกอบด้วยภาคี 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมันตะวันตก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และลักเซมบูร์ก

2508 The Marger Treaty ผนึกประชาคมทั้งสามเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประกอบด้วยประชาคมเหล็กกล้าและถ่านหิน (European Coal and Steel Community = ECSC) ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) และประชาคมพลังงานปรมาณู (European Atomic Energy Community = Euratom) ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปกลายเป็นประชาคมยุโรป (European Community = EC)

2516 สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และเดนมาร์กเข้าเป็นสมาชิก

2524 กรีซเข้าเป็นสมาชิก

2529 สเปนและปอร์ตุเกสเข้าเป็นสมาชิก

2530 บังคับใช้ Single European Act of 1986 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม Treaty of Rome เพื่อผนึกยุโรปเป็น Single Market โดยยึดหลักการ Four Freedoms อันประกอบด้วยเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายสินค้า เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายบริการ เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงานและเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายเงินทุน

2536 ประชาคมยุโรป (EC) เปลี่ยนเป็นสหภาพยุโรป (European Union = EU) เมื่อภาคีสมาชิกให้สัตยาบัน Treaty of Maastricht of 1992

2537 สวีเดน ฟินแลนด์ และออสเตรียเข้าเป็นสมาชิก

2547 กำหนดรับภาคีใหม่ 10 ประเทศ ประกอบด้วยไซปรัส มอลตา เอ็สโทเนีย แล็ตเวีย ลิธัวเนีย สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย สโลวีเนีย ฮังการี และโปแลนด์

2550 กำหนดรับภาคีใหม่ 2 ประเทศ ประกอบด้วย บุลกาเรีย และโรมาเนีย