ข้าราชการต้องสังกัดพรรค รัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ (ใหม่) พากันแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงที่ตนกำกับดูแล โดยเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นการปรับกลไกรัฐเพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน ในอดีตกาล เมื่อนักการเมืองใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการประจำ มักจะมีเสียงก่นประณามว่า นักการเมืองรังแกข้าราชการประจำ แต่เสียงก่นประณามเช่นนี้บางเบาตามกาลเวลา ประชาสังคมไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลและการครอบงำของระบอบอำมาตยาธิปไตยมาเป็นเวลาช้านาน ภายใต้ระบอบดังกล่าว ไม่มี นักการเมือง นอกระบบราชการที่สามารถแทรกตัวเข้าไปใช้อำนาจแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการประจำได้ หากจะมีการ รังแก ข้าราชการประจำ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ข้าราชการประจำที่มีอำนาจการเมือง รังแก ข้าราชการประจำที่ไม่มีอำนาจการเมืองหรือไม่มีผู้อุปถัมภ์ที่มีอำนาจการเมือง เสียงก่นประณามการ รังแก ในกรณีเช่นนี้ไม่สู้ปรากฏนัก เพราะเป็น กติกาการเล่นเกม (Rule of the Game) อันเป็นที่ยอมรับกันในระบบราชการ ภายใต้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ข้าราชการที่ต้องการเติบใหญ่ในหน้าที่การงานชนิดก้าวกระโดด จำเป็นต้องแสวงหาผู้อุปถัมภ์ภายในระบบราชการนั้นเอง และต้องปฏิบัติตนต่อผู้อุปถัมภ์ดุจเดียวกับไพร่ปฏิบัติต่อมูลนาย ในการเรียกร้องความสนใจจากมูลนาย อาจต้องอาศัยวิธีการ ลิ้นเลียเบี้ยมาก ปากสอพลอ ล่อไข่แดง แกร่งวิชา หรือต้องส่ง ส่วย ให้มูลนาย ดังเช่น พระบูชา น้ำผึ้งเดือนห้า ปุ่มมะค่า งาช้าง หางนกยูง แถมถุงกอล์ฟ เป็นต้น บางกรณีถึงกับยกเมียให้เป็นเมียนายจนมีผู้นำไปเขียนนวนิยาย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเดือนตุลาคม 2516 โครงสร้างอำนาจทางการเมืองแปรเปลี่ยนไปในทางที่ มนุษย์ต่างดาว นอกระบบราชการสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นชนชั้นปกครองได้มากขึ้น กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยมิอาจผูกขาดอำนาจการเมืองได้ต่อไป การปรากฏตัวของเหล่านักเลือกตั้งในผังการเมืองไทย ก่อผลกระทบกระเทือนมากพอสมควร เพราะเหล่านักเลือกตั้งต้องการมือตีนในการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการกำหนดและบริหารนโยบาย ข้าราชการไทยคุ้นเคยกับการทำงานรับใช้ผู้อุปถัมภ์ที่อยู่ในระบบราชการด้วยกัน แต่ไม่เคยต้องทำงานรับใช้ มนุษย์ต่างดาว นอกระบบราชการ มิหนำซ้ำอาการกักขฬะและมูมมามในการบริโภคของเหล่านักเลือกตั้ง ทำให้เป็นที่ดูแคลนของเหล่าผู้นำข้าราชการ การแข็งขืนไม่ยอมทำงานรับใช้ชนชั้นปกครองใหม่นอกระบบราชการจึงปรากฏในเบื้องต้น จนเหล่านักเลือกตั้งต้องแสดงพลังในการโยกย้ายและแต่งตั้งข้าราชการ เพื่อให้ได้มาซึ่งมือตีนในการรับใช้ตน ด้วยข้ออ้างการไม่ทำงานสนองนโยบายรัฐบาล เหล่านักเลือกตั้งสามารถโยกย้ายข้าราชการจนได้ข้าราชการที่ถูกใจ ในอีกด้านหนึ่ง ข้าราชการต้องปรับตัวและปรับพฤติกรรมสนองตอบต่อวัฒนธรรมใหม่และกฎกติกาใหม่ เพราะสังคมการเมืองไทยพ้นไปจากระบอบอำมาตยาธิปไตยแล้ว และกำลัง พัฒนา ไปสู่ระบอบ ยียาธิปไตย ความภักดีที่มีต่อกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยมิอาจเกื้อกูลต่อการเติบใหญ่ในหน้าที่การงานของตนได้ เพราะกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยสิ้นอำนาจแล้ว มีแต่ความภักดีต่อกลุ่มพลังยียาธิปไตยเท่านั้น ที่จะให้ประโยชน์ต่ออาชีพการงานในระบบราชการ ข้าราชการที่ปรับพฤติกรรมก่อนผู้อื่น เนื่องจากตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของสังคมการเมืองไทยก่อนผู้อื่น ได้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนความภักดีก่อนผู้อื่นด้วย แม้ว่าเสียงก่นประณาม นักการเมืองรังแกข้าราชการประจำ จะดังขรมในช่วงแรก แต่แล้วก็แผ่วลงตามกาลเวลา ในเมื่อระบอบ ยียาธิปไตย ลงรากปักหลักในสังคมการเมืองไทย และข้าราชการเริ่มยอมรับอนิจลักษณะของการเมืองไทย หากต้องการไต่เต้าในระบบราชการชนิดก้าวกระโดด ก็ต้องแสวงหามูลนายในกลุ่มพลังยียาธิปไตย เพราะการแสวงหามูลนายในกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยหาประโยชน์อันใดมิได้แล้ว รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคความหวังใหม่ ล้วนมีผู้นำข้าราชการที่ทำงานรับใช้ จนสามารถจำแนกกลุ่มข้าราชการตามพรรคได้ในระดับหนึ่ง กระบวนการแบ่งขั้วข้าราชการเป็นไปอย่างเชื่องช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองในหมู่ข้าราชการเป็นไปอย่างเชื่องช้า อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปรากฏโฉมผู้นำกลุ่มพลังยียาธิปไตยนั้นกินเวลา ในประการสำคัญ กระบวนการแบ่งขั้วปรากฏเฉพาะในหมู่ข้าราชการระดับผู้นำเท่านั้น ยังมิได้ขยายตัวไปสู่ข้าราชการระดับล่าง เพราะการแย่งชิงตำแหน่งระดับอธิบดีและปลัดกระทรวงเป็นไปอย่างเข้มข้น กระบวนการแบ่งขั้วข้าราชการในระบอบยียาธิปไตยมิใช่ปรากฏการณ์ใหม่ ในระบอบอำมาตยาธิปไตยก็มีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าราชการคนใดเป็นคนของจอมพลประภาส จารุเสถียร ใครเป็นคนของพลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ ฯลฯ ความต้องการของผู้นำกลุ่มพลังยียาธิปไตยในการเขมือบส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการกำหนดและบริหารนโยบาย ทำให้ข้าราชการระดับนำบางคนแสดงความภักดีด้วยการตั้งแท่นอำนวยความสะดวกในการสวาปาม ดังกรณีที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข การแสดงความภักดีทางการเมืองนั้นมีขอบเขตตามกฎหมาย หากระดับความภักดีล่วงละเมิดกฎหมาย ก็ต้องรับผิดชอบกันเอง เมื่อพิจารณาจากแง่มุมของข้าราชการที่ต้องการเติบโตในระบบราชการชนิดก้าวกระโดด คำถามพื้นฐานที่ต้องหาคำตอบมีอยู่อย่างน้อย 2 ประการ คำถามพื้นฐานข้อที่หนึ่ง ก็คือ จะยึดใครเป็นมูลนาย คำถามพื้นฐานข้อที่สอง ก็คือ จะต้องแสดงความภักดีต่อมูลนายมากน้อยเพียงใด จึงจะได้รับการเกื้อหนุนจากมูลนายอย่างเต็มที่ การแสวงหามูลนายมิใช่เรื่องง่าย แม้จะมีรายชื่อผู้นำกลุ่มพลังยียาธิปไตยให้เลือก แต่อนิจลักษณะของสังคมการเมืองไทย ทำให้กระบวนการแสวงหามูลนายเป็นเรื่องยากยิ่ง เพราะรัฐบาลในระบอบยียาธิปไตยมีอายุไม่ยืนยาว หากผู้ที่ตนยึดเป็นมูลนายสิ้นอำนาจการเมือง ย่อมทำให้โอกาสในการเติบใหญ่ในระบบราชการโดยอาศัยอำนาจทางการเมืองพลอยสิ้นสูญไปด้วย การปรากฏตัวของพรรคไทยรักไทย และการยึดอำนาจรัฐของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ช่วยลดปัญหาการแสวงหามูลนายของข้าราชการ แม้ว่าพรรคไทยรักไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ จะสามารถยึดอำนาจการเมืองต่อไปได้อีกหลายปี แต่เป็นเพราะพรรคไทยรักไทยเติบใหญ่ด้วยการควบและครอบกลุ่มและพรรคการเมือง (Merger and Acquisition) พรรคไทยรักไทย จึงประกอบด้วยผู้นำก๊วนอันหลากหลาย การแสวงหาผู้นำก๊วนในพรรคไทยรักไทยเป็นมูลนายมิได้ให้หลักประกันการเติบใหญ่ในระบบราชการด้วยวิถีทางการเมือง เพราะความขัดแย้งระหว่างก๊วนภายในพรรคไทยรักไทยนั้นเอง อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการนี้ ก่อนปี 2544 ข้าราชการที่ต้องการเติบใหญ่ในระบบราชการ โดยอาศัยวิถีทางการเมืองมีปัญหาในการเลือกพรรคที่จะสังกัด (ประชาธิปัตย์ ชาติไทย หรือความหวังใหม่) นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ปัญหานี้หมดไป เพราะคงไว้แต่พรรคไทยรักไทยที่มีศักยภาพในการธำรงอำนาจการเมืองกระนั้นก็ตาม ยังมีปัญหาในการเลือกก๊วนการเมืองในพรรคไทยรักไทยเป็นต้นสังกัด ข้าราชการที่ต้องการเติบใหญ่ในระบบราชการโดยอาศัยวิถีทางการเมืองจำต้องกำหนดยุทธศาสตร์การแสดงความภักดีทางการเมือง และต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ความภักดีระดับอุตมภาพ (Optimal Loyalty) อยู่ ณ ระดับใด จะยินยอมทำผิดกฎหมายเพื่อการไต่เต้าในระบบราชการหรือไม่ การตกผลึกของระบอบยียาธิปไตยทำให้ข้าราชการต้องหันไปแสวงหาผู้นำกลุ่มพลังยียาธิปไตยเป็นมูลนายมากขึ้น และต้องทำงานรับใช้กลุ่มพลังยียาธิปไตยในการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจมากขึ้น ข้าราชการที่ทำงานรับใช้แผ่นดินจะมีน้อยลงตามลำดับ และอาจต้องสูญพันธุ์ในที่สุด แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ไม่มีบทบัญญัติบังคับให้ข้าราชการต้องสังกัดพรรค แต่ความเป็นจริงในระบอบยียาธิปไตยทำให้ข้าราชการที่ต้องการเติบใหญ่ในระบบราชการชนิดก้าวกระโดดต้องสังกัดพรรค นี่เป็นกติกาการเล่นเกมใหม่ในสังคมการเมืองไทยที่ก่อตัวอย่างชัดเจน ณ บัดนี้