การปรับคณะรัฐมนตรี การปรับคณะรัฐมนตรีเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของสังคมการเมือง ความข้อนี้แม้จะเป็นจริงแท้แน่นอน แต่เหตุใดเมืองไทยจึงมีการปรับคณะรัฐมนตรีด้วยความถี่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบนักเลือกตั้ง ความถี่ในการปรับคณะรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับประเภทของระบอบการเมืองการปกครอง รัฐบาลในระบอบเผด็จการ/คณาธิปไตยมีการปรับคณะรัฐมนตรีด้วยความถี่น้อยกว่ารัฐบาลในระบบนักเลือกตั้ง ความข้อนี้เป็นได้จากรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2502-2506) และรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร (2506-2512) แต่รัฐบาลเผด็จการ/คณาธิปไตยใช่ว่าจะมีเสถียรภาพอันมั่นคงเสมอไป ความไม่มั่นคงของรัฐบาลย่อมเป็นเหตุให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ดังจะเห็นได้จากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (2491-2500) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีถึง 6 ชุด ในยุค เผด็จการครึ่งใบ รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (2523-2531) มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีถึง 5 ชุด ในยุครัฐบาลนักเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา มีการปรับคณะรัฐมนตรีเกือบทุกปี คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เหตุใดรัฐบาลนักเลือกตั้งจึงมีการปรับคณะรัฐมนตรีด้วยความถี่ค่อนข้างสูง? รัฐบาลหลังเดือนสิงหาคม 2531 ล้วนแล้วแต่เป็นรัฐบาลผสม ยกเว้นรัฐบาลภายใต้การกำกับของคณะ รสช. ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลผสมเป็นรัฐบาลที่มีปัญหาเสถียรภาพในชั้นรากฐาน เพราะอายุและความคงทนของรัฐบาลขึ้นอยู่กับความสมานฉันท์ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยที่สมานฉันท์มิได้มาจากอุดมการณ์ที่มีร่วมกัน หากแต่ขึ้นอยู่กับความลงตัวของการปันส่วนผลประโยชน์ เมื่อไรก็ตาม ที่ผลประโยชน์มิได้ปันส่วนอย่างน่าพอใจในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลย่อมเกิดขึ้น และพรรคที่เป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลผสมก็ต้องคิดถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ด้วยการผสมรัฐบาลใหม่เพื่อยืดอายุรัฐบาล การผสมรัฐบาลใหม่มักดำเนินการด้วยการดึงพรรคการเมืองนอกรัฐบาลให้มาเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อลดทอนอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว หรือเพื่อเข้ามาแทนที่พรรคร่วมรัฐบาลที่สั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล ระบบ เก้าอี้ดนตรี ภายในพรรคการเมืองต่างๆ สร้างแรงกดดันในการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างสำคัญ เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีนอกจากเป็น สมบัติ ผลัดกันชมแล้ว ยังเป็นตำแหน่งที่ให้พลังดูดส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการบริหารราชการแผ่นดินอีกด้วย ด้วยเหตุดังนี้ พรรคการเมืองต่างๆ จึงจัดระบบให้ผู้นำ ส.ส.เวียนกันนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยมีอายุการดำรงตำแหน่งประมาณ 1 ปี ช่วงเวลาหนึ่งปีนั้น จึงเป็นช่วงที่ต้องใช้พลังดูดให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ภาพการใช้พลังดูดด้วยอาการมูมมาม จึงปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ การปรับคณะรัฐมนตรีเกิดจากเหตุปัจจัยหลักอย่างน้อย 2 ประการ ประการหนึ่ง พรรคแกนหลักต้องการเปลี่ยนแปลงสูตรผสมรัฐบาล เพื่อยืดอายุรัฐบาล อีกประการหนึ่ง สมาชิกสังกัดพรรคร่วมรัฐบาลต้องเล่นเกม เก้าอี้ดนตรี ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของรัฐบาลและบุคคลในคณะรัฐบาล ไม่มีใครสนใจตอบคำถามที่ว่า การปรับคณะรัฐมนตรีให้ประโยชน์แก่ประชาชนหรือไม่อย่างไร การปรับคณะรัฐมนตรีต้องมีกระบวนการ กระบวนการปรับคณะรัฐมนตรีมักจะเริ่มต้นด้วยการสร้างแรงกดดันให้เกิดกระบวนการดังกล่าว บรรดานักการเมืองที่หมายปองเก้าอี้รัฐมนตรีตัวใด ก็ต้องออกข่าวป่าวประกาศความไร้ประสิทธิภาพและการไร้ผลงานของผู้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีตัวนั้น ผู้ที่ครองเก้าอี้รัฐมนตรีอยู่แล้ว ก็ต้องพยายามประชาสัมพันธ์ผลงานของตน ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยสื่อมวลชนเป็นสำคัญ จุดนี้เองที่ทำให้สื่อมวลชนมีอำนาจต่อรองทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดที่จะปรับคณะรัฐมนตรีภายหลังจากที่กฎหมายปฏิรูประบบราชการมีผลบังคับใช้ นับเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่สองในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปีของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พลันที่มีกำหนดการปรับคณะรัฐมนตรี บรรดานักการเมืองที่อยู่ในลู่วิ่งสู่เก้าอี้รัฐมนตรี ด้านหนึ่งประโคมข่าวความเลิศเลอของตนเอง อีกด้านหนึ่ง โจมตีผู้ครองเก้าอี้รัฐมนตรีที่ตนหมายปอง ส่วนบรรดารัฐมนตรีที่รู้ตัวว่าจะถูกปลดจากตำแหน่ง ก็ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาเก้าอี้ไว้ คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อใคร ระหว่างการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อประชาชน กับการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อประชาชน หลักการสำคัญที่พึงยึดก็คือ จะต้องขจัดรัฐมนตรีที่ไร้ผลงานและรัฐมนตรีที่มีกลิ่นไม่สะอาดออกไปจากคณะรัฐบาล แต่รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลของกลุ่มพลังยียาธิปไตย เพราะพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งพรรคไทยรักไทย ล้วนเป็นพรรคของกลุ่มพลังยียาธิปไตย โอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อประชาชน ต้องเรียกว่าไม่มี เพราะระบอบยียาธิปไตยเป็นระบอบการเมืองการปกครองของยี้ โดยยี้ และเพื่อยี้ มิใช่ระบอบการเมืองการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณมิต้องเผชิญแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลมากนัก เพราะขนาดอันมหึมาของพรรคไทยรักไทยทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจต่อรองน้อย แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับต้องเผชิญแรงกดดันจากภายในพรรคไทยรักไทยนี้เอง พรรคไทยรักไทยเติบโตขึ้นมาด้วยการกว้านซื้อกลุ่มและพรรคการเมืองต่างๆ สมาชิกพรรคนอกจากไม่มีเอกภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ยังขาดอุดมการณ์ร่วมกันอีกด้วย เพราะสิ่งจูงใจในการผนึกเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่มิได้มีพื้นฐานจากอุดมการณ์ทางการเมือง หากแต่มาจากความต้องการยึดกุมอำนาจรัฐเป็นด้านหลัก การจัดตั้งรัฐบาลทักษิณ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544 สร้างความผิดหวังแก่ประชาชนในระดับหนึ่ง ในเมื่อนักเลือกตั้งเผ่ายี้จำนวนมากสามารถยึดพื้นที่ในคณะรัฐมนตรีได้ ในปัจจุบัน พรรคไทยรักไทยประกอบด้วยกลุ่มการเมืองสำคัญ 3 กลุ่ม อันได้แก่ กลุ่มวังน้ำเย็น กลุ่มวังบัวบาน และกลุ่มนายทุนพรรค ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ทั้งสามกลุ่มยังคงยึดพื้นที่ในคณะรัฐมนตรีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หากเข้าใจธรรมชาติของพรรคไทยรักไทย ย่อมเข้าใจได้โดยง่ายว่า เหตุใดรัฐบาลทักษิณจึงเป็นรัฐบาลของกลุ่มพลังยียาธิปไตย การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มีโอกาสอย่างสูงที่จะเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อกลุ่มยียาธิปไตย มิใช่การปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อประชาชน เว้นเสียแต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะฉายแววแห่งรัฐบุรุษ ฉกฉวยจังหวะเวลาที่ยังมีคะแนนนิยมจากประชาชน ปรับตัวแทนกลุ่มพลังยียาธิปไตยออกไปจากคณะรัฐมนตรี หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงตกอยู่ในวังวนแห่งกระแสยียาธิปไตย สังคมการเมืองไทยจะไม่สามารถเบี่ยงเบนจากระบอบยียาธิปไตยไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ และชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเลือนหายไปจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะปรับคณะรัฐมนตรีไปทำไม และจะปรับเพื่อใคร? หมายเหตุ 1. บทวิเคราะห์พรรคไทยรักไทย โปรดอ่าน รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ไทยรักไทยในฐานะอภิมหาพรรคผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2544 พิมพ์ซ้ำใน คู่มือการเมืองไทย (โครงการจัดพิมพ์คบไฟ 2544) 2. บทวิเคราะห์โครงสร้างรัฐบาลทักษิณ โปรดอ่าน รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ รัฐบาลทักษิณผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 3. บทวิเคราะห์รัฐบาลทักษิณกับกลุ่่มพลังยียาธิปไตย โปรดอ่าน รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ รัฐบาลทักษิณ พรรคไทยรักไทย และกระบวนการยียานุวัตรผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน