อภิมหานายกรัฐมนตรี เมื่อนายเสนาะ เทียนทอง ออกมาถล่มรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานที่ระบายยางพาราในสต็อกจำนวน 130,000 ตันออกขาย โดยที่มิได้ เรียนปรึกษา นายเสนาะในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย ไม่เพียงแต่นายเสนาะจะประกาศศักดาของกลุ่มวังน้ำเย็นเท่านั้น หากยังแสดงตัวเป็นอภิมหานายกรัฐมนตรี อีกด้วย นายเสนาะต้องการเป็นอภิมหานายกรัฐมนตรีหรือไม่ ไม่มีใครรู้ดีกว่าตัวนายเสนาะเอง แต่ประพฤติกรรมของนายเสนาะในช่วงกว่าขวบปีที่ผ่านมา ทำให้สังคมไทยเรียนรู้ว่า นายเสนาะมีฐานะ เหนือ กว่ารัฐมนตรีในสังกัดพรรคไทยรักไทยทั้งปวง และบางครั้งนายเสนาะก็แสดงตัว เหนือ กว่านายกรัฐมนตรี ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เรียนปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีในการระบายยางพาราในสต็อกออกขายแล้ว แต่นายเสนาะยังออกมาฟาดงวงฟาดงา จนนายกรัฐมนตรีรู้สึกมึนงง ดังบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์คัมติชน (ฉบับวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2545) นายเสนาะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่เนืองๆ ว่า ตน ปั้น นายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน นับแต่นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จนถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากนายเสนาะจะมีความรู้สึกว่าตนเป็นอภิมหานายกรัฐมนตรี ก็เป็นเรื่องชอบธรรมที่จะมีความรู้สึกเช่นนั้น ในเมื่อบรรดาผู้คนที่ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสาม ล้วนแล้วต้องพึ่งฐานเสียงของนายเสนาะ และอาศัย เหยียบ นายเสนาะขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่ตำแหน่งอภิมหานายกรัฐมนตรีนั้น ไม่มีฐานะทางกฎหมายและไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ หากจะมีการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีตำแหน่งอภิมหานายกรัฐมนตรี ประชาสังคมไทยคงมิอาจยอมรับได้ เพราะนานาอารยประเทศหาได้มีตำแหน่งอภิมหานายกรัฐมนตรีควบคู่กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ ดังนั้น หากนายเสนาะภูมิใจในความสำเร็จในการ ปั้น นายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องเก็บความภูมิใจนั้นไว้ในใจ หาควรแสดงความภูมิใจให้ปรากฏ จนสาธารณชนหลงเข้าใจว่า นายเสนาะเป็นอภิมหานายกรัฐมนตรีไม่ เพราะทุกครั้งที่นายเสนาะมีประพฤติกรรมเช่นนี้ เสียง สรรเสริญ นายเสนาะในทางลบมักจะดังขรม พรรคไทยรักไทยถีบตัวขึ้นมาเป็นอภิมหาพรรค และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถีบตัวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยฐานเสียงของกลุ่มวังน้ำเย็น อันมีนายเสนาะ เทียนทอง เป็นผู้นำอย่างปราศจากข้อกังขา แม้พรรคไทยรักไทยจะทำท่าดีในตอนต้นในข้อที่เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์อันชัดเจน แต่ปรากฏทีเหลวในเวลาต่อมา เมื่อพรรคไทยรักไทยเติบใหญ่ด้วยการกว้านซื้อนักการเมืองและกลุ่มการเมือง ซึ่งโดยพื้นฐานเป็นกลุ่มพลัง ยียาธิปไตย เพียงเพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เกื้อกูลการเติบใหญ่จากภายนอก (External Growth) ของพรรคการเมืองเสริมส่งการควบและครอบพรรคและกลุ่มการเมือง (Merger and Acquisition) เนื่องเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยึดฐานคติว่า พรรคใหญ่ดีกว่าพรรคเล็ก อันเป็นฐานคติที่สืบเนื่องจากฐานคติอีกชุดหนึ่งที่ว่า ระบบทวิพรรค (Bi-partySystem) ดีกว่าระบบพหุพรรค (Multi-party System) เพราะต้องการให้สังคมการเมืองไทยมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่เหลือเพียง 2-3 พรรค การเติบใหญ่ของพรรคไทยรักไทยด้วยการควบและครอบพรรคและกลุ่มการเมืองต่างๆ จึงเป็นการสนองตอบต่อโครงสร้างสิ่งจูงใจที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากพรรคไทยรักไทยยังสามารถเติบใหญ่ต่อไปด้วยการกว้านซื้อกลุ่มหรือพรรคการเมือง โดยที่พรรคชาติพัฒนาเป็นเป้าหมายต่อไป และพรรคไทยรักไทยยังคงชนะการเลือกตั้ง ในไม่ช้าไม่นาน พรรคไทยรักไทยจะอยู่ในฐานะที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้เอง โดยไม่ต้องผสมกับพรรคการเมืองใดๆ คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า รัฐบาลที่มีพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียวมีเสถียรภาพดีกว่ารัฐบาลผสมในอดีตและปัจจุบันหรือไม่ นายเสนาะและกลุ่มวังน้ำเย็นได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มิได้เป็นเช่นนั้นในอดีตกาล ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญที่สั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล ในปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างมุ้งหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ ภายในพรรคไทยรักไทยนั้นเองที่สั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลทักษิณ พรรคการเมืองที่เลือกเส้นทางการเติบโตจากภายใน (Internal Growth) ด้วยการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการเมืองของตนเอง และขยายกิ่งก้านสาขาด้วยตนเอง ย่อมมีโอกาสผนึกตัวเป็นเนื้อเดียวกันได้ โดยอาศัยอุดมการณ์ที่มีร่วมกันถักทอสายใยแห่งความสัมพันธ์ แต่พรรคการเมืองที่เติบโตด้วยการกว้านซื้อนักการเมืองกลุ่มการเมือง และพรรคการเมือง นอกจากจะไม่มีอุดมการณ์แล้ว ยังมิอาจผนึกเป็นเนื้อเดียวกันได้ด้วย พรรคไทยรักไทยนับเป็นตัวอย่างของความข้อนี้ ตราบเท่าที่กลุ่มหรือมุ้งการเมืองที่ถูกกว้านซื้อเข้าพรรคไทยรักไทย ยังคงผนึกตัวเป็นกลุ่ม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองภายในพรรค กลุ่มเหล่านี้ยากที่จะมีความรู้สึกถึงความเป็น ไทยรักไทย พรรคไทยรักไทยจึงประกอบด้วยอนุพรรคจำนวนมาก นับตั้งแต่ออนุพรรควังน้ำเย็น อนุพรรคเสรีธรรม อนุพรรคความหวังใหม่ จนถึงอนุพรรคชาติพัฒนาในอนาคต เมื่อพิจารณาจากแง่มุมของสมาชิกกลุ่มการเมืองต่างๆ เหล่านี้ ความรู้สึกถึงความเป็นอนุพรรคเข้มข้นมากกว่าความเป็น ไทยรักไทย ในสภาพการณ์ที่พรรคไทยรักไทยประกอบด้วยอนุพรรคจำนวนมาก ความข้ดแย้งระหว่างอนุพรรคจึงสร้างปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองแก่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวนี้อาจบรรเทาเบาบางลงด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างลงตัวจนเป็นที่พอใจของกลุ่มต่างๆ แต่มิอาจขจัดให้หมดไปได้ เพราะการออกแบบเชิงสถาบัน (Institutional Design) ของพรรคไทยรักไทย ซึ่งเติบโตด้วยการกว้านซื้อนักการเมือง กลุ่มการเมือง และพรรคการเมือง ทำให้ไม่สามารถผนึกสมาชิกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และต้องมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอยู่เสมอ ปรากฏการณ์ที่กลุ่มวังน้ำเย็นและนายเสนาะ เทียนทอง แสดงศักดานุภาพว่าเป็นใหญ่ในพรรคไทยรักไทยนั้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเพราะเป็นธรรมชาติของอนุพรรคที่จะต้องแสดงพลานุภาพให้อนุพรรคอื่นๆ ในพรรคเดียวกันได้เห็น กลุ่มวังน้ำเย็นผิดหวังจากการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรู้ตัวดีว่า อำนาจต่อรองของกลุ่มลดน้อยถอยลง เมื่อพรรคไทยรักไทยกว้านซื้อพรรคความหวังใหม่ หัวหน้าพรรคไทยรักไทยอาจจำยอมให้หัวหน้าอนุพรรควังน้ำเย็นทำตัวเป็น อภิมหานายกรัฐมนตรี ในขณะที่กลุ่มวังน้ำเย็นมีอำนาจต่อรองสูง แต่หัวหน้าพรรคไทยรักไทยสามารถลดทอนอำนาจต่อรองของกลุ่มวังน้ำเย็นได้ ด้วยการกว้านซื้อกลุ่มและพรรคการเมืองต่อไป หากพรรคไทยรักไทยสามารถครอบพรรคชาติพัฒนาได้สำเร็จ อำนาจต่อรองของกลุ่มวังน้ำเย็นย่อมลดลงไปมาก ถึงเวลานั้นคงไม่มีหัวหน้าอนุพรรคใดในพรรคไทยรักไทยที่จะสามารถแสดงบทบาทเป็น อภิมหานายกรัฐมนตรี ได้ ในสภาวการณ์ที่พรรคไทยรักไทยเติบใหญ่ด้วยการกว้านซื้อกลุ่มและพรรคการเมือง จนท้ายที่สุดอาจคงเหลือพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย กลุ่มวังน้ำเย็นมีทางเลือกไม่มากนัก หากความขัดแย้งถึงขั้นแตกหัก นายเสนาะอาจต้องนำกลุ่มวังน้ำเย็นไป ปั้น นายกรัฐมนตรีคนที่สี่ในพรรคชาติไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหัวหน้าพรรคชาติไทยและพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ต้องการ กลุ่มวังน้ำเย็นอาจต้องเลือกตายในรัง ด้วยการธำรงฐานะอนุพรรคในพรรคไทยรักไทยต่อไป แต่จะไม่มีตำแหน่ง อภิมหานายกรัฐมนตรี ประดับกลุ่มอีกแล้ว สังคมการเมืองไทยกำลังอยู่บนทางแพร่งที่จะแปรเปลี่ยนจากระบบพหุพรรคไปสู่ระบบทวิพรรค ใครจะยืนยันได้ว่า ประชาสังคมไทยได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้