มติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างวันที่ 22-25 พฤษภาคม 2545 จบลงด้วย ชัยชนะ ของรัฐบาลตามความคาดหมาย เมื่อสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ศกเดียวกัน ลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้งหมด

คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า ชัยชนะ โดยนิตินัยของรัฐบาล นับเป็น ชัยชนะ โดยพฤตินัยด้วยหรือไม่?

ผู้ที่ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ รวมทั้งรายงานข่าวของสื่อมวลชนทุกแขนง ล้วนแล้วแต่ตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับความสะอาดและบริสุทธิ์ของรัฐมนตรีบางคน ข้อกังขาเช่นนี้มิใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ในเมื่อรัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลของกลุ่มพลังยียาธิปไตย และสังคมการเมืองไทยขับเคลื่อนสู่ระบอบยียาธิปไตย อันเป็นระบอบการปกครองของยี้ เพื่อยี้และโดยยี้

หากข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านตรงต่อข้อเท็จจริง ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังตรวจสอบแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งชูคำขวัญ คิดใหม่-ทำใหม่ หาได้มีนวัตกรรมใหม่ ในการใช้อำนาจในทางฉ้อฉล ฉ้อราษฎร์บังหลวงและประพฤติมิชอบแต่ประการใดไม่ การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลและการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการใช้อำนาจทางการเมือง ยังคงใช้วิธีการดั้งเดิมนับแต่มีนักเลือกตั้งเผ่ายี้เป็นต้นมา วิธีการเหล่านี้ประกอบด้วยการหาประโยชน์จากกระบวนการจัดจ้างจัดซื้อ การใช้อำนาจทางการเมืองในการดูดซับทรัพยากรของแผ่นดินมาเป็นของตนเอง ทั้งทรัพยากรทางกายภาพและทรัพยากรทางการเงิน การหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลจากการออกใบอนุญาตและสัมปทาน การขายทรัพย์สินของแผ่นดินให้แก่ญาติมิตรและพวกพ้องในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การผันงบประมาณแผ่นดินลงสู่ฐานที่มั่นทางการเมืองของพรรครัฐบาล และการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในทางที่เกื้อประโยชน์ธุรกิจของตนเอง พวกพ้องและกลุ่มธุรกิจที่เป็นฐานทางการเมืองของรัฐบาล ตราบเท่าที่การใช้อำนาจในทางฉ้อฉล การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลและการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการใช้อำนาจทางการเมืองยังคงดำรงอยู่ การปฏิรูปการเมืองจะถือว่าบรรลุผลหาได้ไม่

นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี อันเป็นผลจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านครั้งนี้ แม้ว่าประชาชนจะมีข้อกังขาเกี่ยวกับความสุจริตของรัฐมนตรีบางคนก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีแตกต่างจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อนการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544 เพราะในครั้งกระนั้น พ.ต.ท.ทักษิณให้สัญญาประชาคมว่า หากรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทุจริตหรือประพฤติมิชอบ แม้เพียงมี กลิ่น หรือมีข้อสงสัย ก็จะต้องถูกปลดออก ทั้งๆ ที่ยังไม่มี ใบเสร็จ ก็ตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณเสื่อมทรามตามกาลเวลาหรือไม่ แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ แต่สาธารณชนสำเหนียกถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ด้วยเหตุที่นายกรัฐมนตรีปกป้องรัฐมนตรีของตนอย่างหน้ามืดตามัว โดยมิรอคอยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 สร้างกลไกใหม่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยกำหนดให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเป็นไปได้ยากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี (มาตรา 185 เทียบกับมาตรา 186) ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีข้อกล่าวหาว่าด้วยพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะต้องยื่นคำร้องขอถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 304 ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและวินิจฉัย หาก ป.ป.ช.มีมติว่า ข้อกล่าวหาใดมีมูลผู้ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้ จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ

ในทันทีที่ ป.ป.ช.มีมติว่า ข้อกล่าวหามีมูล ประธาน ป.ป.ช.จะต้องส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาฝ่ายหนึ่ง และอัยการสูงสุดอีกฝ่ายหนึ่ง ประธานวุฒิสภาจะต้องจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าว ในอีกด้านหนึ่ง อัยการสูงสุดจะต้องดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สภาวการณ์อันเป็นไปได้มีอยู่อย่างน้อย 4 กรณี กล่าวคือ

กรณีแรก วุฒิสภามีมติไม่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหา และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้ยกฟ้อง (กรณี D ในตารางที่ 1)

กรณีที่สอง วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหา และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหา (กรณี A ในตารางที่ 1)

กรณีที่สาม วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหา แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้อง (กรณี C ในตารางที่ 1)

กรณีที่สี่ วุฒิสภามีมติไม่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหา แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหา (กรณี B ในตารางที่ 1)

การประกาศของนายกรัฐมนตรีในการปกป้องรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา จะมีความชอบธรรมก็ต่อเมื่อสภาวการณ์เป็นไปตามกรณีแรก กล่าวคือ ทั้งวุฒิสภาและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างวินิจฉัยว่า รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด (กรณี D ในตารางที่ 1) สภาวการณ์อีกสามกรณีที่เหลือ (กรณี A, B และ C ในตารางที่ 1) ล้วนแล้วแต่ทำให้นายกรัฐมนตรี หน้าแตก เพราะวุฒิสภาและ/หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพบว่า รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหามีความผิดตามข้อกล่าวหา ในกรณีทั้งสามนี้ นายกรัฐมนตรีจะสูญเสียความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะนอกจากจะละเมิดสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชนในข้อที่จะถอดถอนรัฐมนตรีที่ กลิ่น ไม่สะอาดแล้ว ยังทำให้รัฐบาลมีมลทินทางการเมืองอันมิอาจชะล้างได้อีกด้วย หากจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกวินิจฉัยว่ามีความผิด ไม่ว่าโดยวุฒิสภาและ/หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม มีหลายคนด้วยแล้ว สาธารณชนก็คงประทับตราว่า รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลขี้ฉ้อ ถึงเวลานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เว้นแต่จะหน้าด้านอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

แท้ที่จริงแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลเริ่มถูกสั่นคลอน ในทันทีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติว่า ข้อกล่าวหารัฐมนตรีบางคนมีมูล เพราะทำให้รัฐมนตรีดังกล่าวมิอาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยทันที เพียงคำวินิจฉัยเบื้องต้นเท่านี้สามารถกัดกร่อนความชอบธรรมของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินได้แล้ว มิไยต้องกล่าวว่า การพ้นจากหน้าที่ของรัฐมนตรีก่อให้เกิด สงคราม แย่งชิงเก้าอี้ภายในพรรครัฐบาลนั้นเอง

ชัยชนะ ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการทำสงครามการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร มิใช่ ชัยชนะ ที่ยั่งยืนสถาพร หากรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาปราศจากสุจริตธรรมโดยเนื้อแท้



ตารางที่ 1

สภาวการณ์คำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
วุฒิสภา
ผิด ไม่ผิด
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผิด A B
ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ผิด C D