อัตราแลกเปลี่ยนของเงินดอลลาร์

นับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2545 เป็นต้นมา เงินดอลลาร์มีค่าตกต่ำลง เมื่อเทียบกับเงินยูโรของสหภาพยุโรปและเงินเยนของญี่ปุ่น หนังสือพิมพ์ The Financial Times เริ่มรายงานข่าวเงินดอลลาร์มีค่าตกต่ำตั้งแต่ฉบับวันที่ 25 เมษายน 2545 รายงานข่าวเงินดอลลาร์มีค่าต่ำสุดในรอบปีจะยังคงได้ยินได้ฟังต่อไป แต่อีกนานเท่าไรยากที่จะคาดเดาได้

ในประวัติศาสตร์การเงินโลก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภาวะตกต่ำของค่าเงินดอลลาร์เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกทศวรรษ นับตั้งแต่การล่มสลายของ Bretton Woods System ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2514-2516 2521-2522 2528-2530 และ 2537-2538

การตกต่ำของค่าเงินดอลลาร์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2545 เป็นต้นมา เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ยากแก่การคาดการณ์ เพราะเงินดอลลาร์มีค่าสูงกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง สหรัฐอเมริกามีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยืดเยื้อยาวนาน โดยที่ปรากฏอาการรุนแรงนับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ในระหว่างปี 2541-2543 ส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นปีละ 100,000 ล้านดอลลาร์อเมริกันทุกปี จนอยู่ในระดับ 450,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน ในปี 2543 คิดเป็นร้อยละ 4.5 ของ GDP OECD ประมาณการว่า สหรัฐอเมริกาจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 5% ของ GDP ในปี 2546 อันเป็นระดับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศถือว่าอันตราย

ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก รวมทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เชื่อว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยืดเยื้อและรุนแรงเป็นปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไข แต่นายพอล โอนีล (Paul O Neil) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งสหรัฐอเมริกากลับมีเศรษฐทรรศน์ที่แหวกแนวว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมิใช่ปัญหา การที่ระบบเศรษฐกิจอเมริกันสามารถดูดซับเงินออมจากต่างประเทศจำนวนมากได้นั้น เป็นเพราะหลักทรัพย์อเมริกันให้ผลตอบแทนในอัตราที่น่าลงทุน เงินทุนจากต่างประเทศจึงตบเท้าหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

ส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของระบบเศรษฐกิจอเมริกันถูกชดเชยโดยส่วนเกินดุลของบัญชีเงินทุน ทุกปีระบบเศรษฐกิจอเมริกันดึงดูดเงินลงทุน (หรือในด้านกลับคือเงินออม) จากต่างประเทศประมาณปีละ 400,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน ซึ่งเกือบเท่ากับร้อยละ 10 ของเงินออมมวลรวมของโลก (Global Gross Saving) เงินทุนจากต่างประเทศดังกล่าวนี้สัดส่วนสำคัญมาจากอาเซียตะวันออก (ไม่รวมญี่ปุ่น) นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา เมื่ออาเซียตะวันออกสามารถสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศได้มากขึ้น ส่วนสำคัญเป็นเพราะมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ธนาคารกลางในอาเซียตะวันออกนำทุนสำรองไปลงทุนซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลอเมริกันจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ 480,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน (Financial Times, April 25, 2002)

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยืดเยื้อและรุนแรงย่อมทำให้เงินดอลลาร์มีค่าตกต่ำลงโดยธรรมชาติ เพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีนัยสำคัญว่า เงินดอลลาร์ไหลออกนอกสหรัฐอเมริกา ตามกฎแห่งอุปสงค์และอุปทาน เมื่อปริมาณเงินดอลลาร์ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้น ค่าของเงินดอลลาร์โดยธรรมชาติย่อมตกต่ำลง แต่เป็นเพราะระบบเศรษฐกิจอเมริกันสามารถดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เพียงพอที่จะชดเชยส่วนขาดดุลของบัญชีเดินสะพัดได้ เงินดอลลาร์จึงสามารถธำรงอัตราแลกเปลี่ยนในระดับสูงกว่าพื้นฐานที่แท้จริงได้ เมื่อไรก็ตามที่แรงดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศอ่อนล้า ส่วนเกินดุลของบัญชีเงินทุนไม่เพียงพอที่จะชดเชยส่วนขาดดุลของบัญชีเดินสะพัด เงินดอลลาร์ย่อมมีค่าตกต่ำลงตามพลังธรรมชาติ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศคำนวณพบในปี 2544 ว่า เงินดอลลาร์อเมริกันมีค่าสูงกว่าพื้นฐานที่แท้จริงประมาณ 20% และเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันให้ความสนใจในการแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เป็นเพราะรัฐบาลประธานาธิบดีบุช (จูเนียร์) ซึ่งมีนายพอล โอนีล เป็นรัฐมนตรีการคลังไม่เห็นว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นปัญหาเศรษฐกิจมหภาคที่ต้องแก้ไข รัฐบาลอเมริกันจึงมิได้สนใจแก้ปัญหานี้ ในขณะที่นายอลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ประธานคณะผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (The Federal Reserve System) มีความเห็นตรงกันข้าม

นโยบายการธำรงเงินดอลลาร์ให้มีค่าแข็ง (Strong Dollar Policy) มีมาแต่รัฐบาลนายวิลเลียม เจฟเฟอร์สัน คลินตัน ซึ่งมีนายโรเบิร์ต รูบิน (Robert Rubin) เป็นรัฐมนตรีการคลัง แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนพรรคที่เป็นรัฐบาล รัฐบาลพรรครีพับลิกันยังคงดำเนินนโยบายดอลลาร์แข็งสืบต่อมา

แต่การธำรงค่าเงินดอลลาร์ในระดับที่สูงกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง สร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมและสหภาพแรงงาน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ยักษ์ใหญ่ทั้งสามในอุตสาหกรรมรถยนต์ อันประกอบด้วย Ford, General Motor และ Daimler Chrysler ร่วมกันยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีการคลังเพื่อให้ทบทวนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินดอลลาร์ โดยชี้ให้เห็นว่า นโยบายเงินดอลลาร์แข็ง ในขณะที่เงินเยนอ่อน กำลังทำลายฐานะการแข่งขันทางอุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันในตลาดโลก การที่เงินดอลลาร์มีค่าสูงกว่าพื้นฐานที่แท้จริง ทำให้การส่งออกมีไม่มากเท่าที่ควร และยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ แต่รัฐมนตรีการคลังยังคงยืนกรานไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนนายโอนีลให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายคราว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เขาจะเช่าสนามเบสบอลของ New York Yankees พร้อมด้วยแตรวง เพื่อประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว (Financial Times, April 30, 2002)

อย่างไรก็ตาม ในการให้การต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภา (Senate Banking Committee) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2545 นายโอนีลมิได้แสดงความยืนหยัดในการดำเนินนโยบายเงินดอลลาร์ค่าแข็งมากเท่าอดีต นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนถูกวิพากษ์ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มนายทุนอุตสาหกรรม ดังเช่น National Association of Manufacturers และ Manufacturers Alliance กลุ่มเกษตรกรดังเช่น American Farm Bureau Federation และกลุ่มสหภาพแรงงาน AFL-CIO วันต่อมาเงินดอลลาร์มีค่าตกต่ำลงไปอีก

เงินดอลลาร์มีค่าตกต่ำ ทั้งๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2545 (มกราคม-มีนาคม) มีอัตราการเติบโตอันน่าพอใจ หากระบบเศรษฐกิจอเมริกันสามารถเติบโตในระดับนี้ อัตราการเติบโตทั้งปีจะอยู่ในระดับ 5.8% แต่เป็นเพราะตลาดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอเมริกันในไตรมาสปัจจุบันและในอนาคตมิได้สดใส และมิอาจดูดซับเงินทุนนำเข้าระดับ 500,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน เพื่อชดเชยส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ ประกอบกับฐานะการประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายต่อหลายบริษัทเริ่มมีปัญหา หลักทรัพย์อเมริกามิได้ให้ผลตอบแทนในอัตราที่สามารถดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศได้มากเท่าที่เคยเป็นมาในอดีต

หากปราศจากการแทรกแซงด้านนโยบายจากรัฐบาลอเมริกัน เงินดอลลาร์จะยังคงมีค่าตกต่ำต่อไป จนกว่าส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะถูกขจัดให้หมดไป ระบบเศรษฐกิจอเมริกันจะต้องเพิ่มการส่งออกอีก 4-5% ของ GDP บัญชีเดินสะพัดจึงจะเข้าสู่ดุลยภาพได้

การตกต่ำของค่าเงินดอลลาร์ในด้านหนึ่งเกื้อกูลการส่งออกสินค้าอเมริกัน ในอีกด้านหนึ่งลดทอนการนำเข้าของระบบเศรษฐกิจอเมริกัน บรรดาประเทศที่ต้องพึ่งพิงสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดสินค้าออกอาจต้องเผชิญภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ เพราะต้องเผชิญภาวะการส่งออกซบเซา การตกต่ำของค่าเงินดอลลาร์จึงกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่น อาเซียตะวันออก และละตินอเมริกา

ผลกระทบอันเกิดจากเงินดอลลาร์มีค่าตกต่ำลงจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด นอกจากจะขึ้นอยู่กับขนาดของการลดค่าแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความเร็วในการลดค่าอีกด้วย หากประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศถูกต้อง เงินดอลลาร์จะมีค่าตกต่ำลงประมาณ 20% อันเป็นขนาดของการลดค่าที่ค่อนข้างสูง แต่ค่าเงินดอลลาร์อาจมิได้ตกต่ำมากขนาดนี้ หากระบบเศรษฐกิจอเมริกันสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศชดเชยส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในสัดส่วนสูงพอสมควร อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่า ระบบเศรษฐกิจอเมริกันมิอาจดึงดูดเงินออมจากต่างประเทศระดับ 400,000-500,000 ล้านดอลลาร์อเมริกันได้ ส่วนสำคัญเป็นเพราะความสามารถของอาเซียตะวันออกในการป้อนเงินทุนให้แก่ระบบเศรษฐกิจอเมริกันมีน้อยลง เนื่องจากส่วนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีน้อยลง โดยที่บางประเทศอาจต้องเผชิญปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

การตกต่ำของค่าเงินดอลลาร์จะส่งผลกระทบรุนแรง หากค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำอย่างฮวบฮาบ แต่ผลกระทบจะรุนแรงไม่มาก หากเงินดอลลาร์มีค่าลดลงทีละเล็กทีละน้อย

การตกต่ำของค่าเงินดอลลาร์ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะทำให้เงินบาทมีค่าแข็งตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์อเมริกัน สินค้าออกของไทยเมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์อเมริกันจะมีราคาแพงขึ้น การส่งออกของไทยจะมีไม่มากเท่าที่ควร ซึ่งกระทบต่อการจำเริญเติบโตและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ



หมายเหตุของผู้เขียน

ค่าของเงินดอลลาร์กระเตื้องขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 อันเป็นปฏิกิริยาที่มีต่อการประกาศไม่เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (คงอยู่ที่ระดับ 1.75% ต่อปี) อัตราแลกเปลี่ยนของเงินดอลลาร์เขยิบจาก 127.75 เป็น 127.94 เยนต่อดอลลาร์ และจาก 0.9190 เป็น 0.9490 ยูโรต่อดอลลาร์ (The Financial Times, May 8, 2002) อย่างไรก็ตาม เงินดอลลาร์มีค่าสูงเกินกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง และบทวิเคราะห์ที่ว่า ค่าเงินดอลลาร์จะตกต่ำลง ยังคงเป็นจริงตามการวิเคราะห์ในบทความนี้



หมายเหต

1. รายงานข่าวค่าเงินดอลลาร์อเมริกันตกต่ำ ดู อาทิ
Christopher Swann, Dollar Slides Across the Board, Financial Times (April 25, 2002)
Christopher Swann, Dollar Hits Years Low Against Euro, Financial Times (May 1, 2002)

2. ประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศเกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์ที่สูงกว่าพื้นฐานที่แท้จริง ดู
IMF, World Economic Outlook : Fiscal Policy and Macroeconomic Stability (May 2001)

3. การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการตกต่ำของค่าเงินดอลลาร์ ดู
C. Fred Bergston, The Euro versus the Dollar : Will There Be a Struggle for Dominance Paper presented at the Annual Meeting of the American Economic Association, Atlanta, USA (January 4, 2002). www.iie.org