Six Nations Rugby Championship ผมชอบชมการแข่งขันกีฬารักบี้เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งในทัศนะของงผม มัน กว่า American Football เป็นอันมาก เพราะรักบี้เล่นตลอดเวลา ไม่มีการขอเวลานอก การแข่งขันจึงมี actions ตลอดเกม ต่างกับฟุตบอลอเมริกันที่เกมไม่ลื่นไหล โดยเวลาที่ต้องเสียไปกับการสะดุดหยุดลงของเกมมีมากกว่าเวลาที่ใช้ในการแข่งขันเสียอีก
เมื่อการแข่งขันรักบี้ 6 ชาติ เริ่มต้นฤดูในเดือนมกราคม 2545 ผมจึงไม่พลาดชมการแข่งขัน ฝรั่งเศสชนะอิตาลี 31-12 อย่างไม่น่าประทับใจ อังกฤษถล่มสกอตแลนด์ 29-3 อย่างน่าชื่นชม แต่เวลส์แพ้ไอร์แลนด์ 10-54 ชนิดถล่มทลาย ยังผลให้โคชและนักรักบี้เวลส์ในอดีตพากันออกมาเรียกร้องการปฏิรูปรักบี้ในเวลส์ โดยที่โคชคนปัจจุบันเป็นเป้าการวิพากษ์อย่างสำคัญ
การแข่งขันรักบี้ 6 ชาติ มีอายุครบ 120 ปี ในปี 2545 นี้ เพราะจารีตการแข่งขันรักบี้ระหว่างชาติเริ่มต้นในปี 2425 เมื่ออังกฤษแข่งกับเวลส์ ณ เมือง Swansea ในเวลานั้น ยังมิได้ใช้ชื่อการแข่งขันรักบี้ 6 ชาติ หากแต่ใช้ชื่อ International Rugby Championship โดยมีผู้เข้าแข่งขันเพียง 4 ชาติ ได้แก่ อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ จากการแข่งขันรักบี้ 4 ชาติ แปรเปลี่ยนเป็นรักบี้ 5 ชาติ ในปี 2453 เมื่อฝรั่งเศสเข้าร่วมแข่งขันด้วย และกลายเป็นรักบี้ 6 ชาติ ในปี 2543 เมื่ออิตาลีเข้าร่วมสังฆกรรม
ในประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬารักบี้ระหว่างชาติในภูมิภาคฝ่ายเหนือ มีการงดการแข่งขันเป็นครั้งคราว ระหว่างปี 2457-2462 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และระหว่างปี 2483-2489 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนหน้านั้น สมาคมรักบี้ฟุตบอลของแต่ละชาติมักจะวิวาทกัน จนการแข่งขันไม่ลุล่วง ดังเช่นปี 2428 2430 และ 2432 บางครั้งกองเชียร์เฮโลลงสนามตะลุมบอนกรรมการ บางครั้งนักรักบี้พกอาวุธของมีคมลงสนามแข่งขัน
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การแข่งขันรักบี้ระหว่างชาติมีการจัดระเบียบที่ชัดเจน ข้อพิพาทเรื่องกฎกติกามีน้อยลง มหาอำนาจด้านรักบี้ของภูมิภาคฝ่ายเหนือไม่ปรากฏชัดเจน ฝรั่งเศสมีผลการแข่งขันดีเลิศในช่วงทศวรรษ 2490 ในขณะที่ทศวรรษ 2510 เป็นทศวรรษของเวลส์ ซึ่งมี J.P.R. Williams เป็นฟูลแบ็ก และ Gareth Edwards เป็นสกรัมฮาล์ฟ นับเป็นยุคทองของเวลส์โดยแท้
ฝรั่งเศสกลับมาผงาดเป็นจ้าวรักบี้อีกครั้งหนึ่งในทศวรรษ 2520 และผลัดกันแย่งชิงแชมป์กับอังกฤษในทศวรรษ 2530 โดยที่สกอตแลนด์ชนะ Grand Slam ครั้งแรกในปี 2527 และไอร์แลนด์ยึดตำแหน่งนี้ในปี 2528 Grand Slam หมายถึงการได้ชัยชนะในการแข่งขันทุกนัดในฤดูเดียวกัน
อังกฤษทำท่าจะเป็นมหาอำนาจด้านรักบี้ของภูมิภาคฝ่ายเหนือในทศวรรษ 2540 แม้จะครองแชมป์ในปี 2543 และ 2544 แต่ไม่สามารถกวาดตำแหน่ง Grand Slam ได้ กระนั้นก็ตาม การที่อังกฤษสามารถชนะทั้งแอฟริกาใต้และออสเตรเลียได้ แสดงให้เห็นถึงศักดานุภาพที่ทัดเทียมกับมหาอำนาจด้านรักบี้ของภูมิภาคฝ่ายใต้
ในโลกของรักบี้ฟุตบอล มีมหาอำนาจอยู่ 2 ขั้ว อันได้แก่ ภูมิิภาคฝ่ายเหนือ กับภูมิภาคฝ่ายใต้ ภูมิภาคฝ่ายเหนือมีการแข่งขันรักบี้ 6 ชาติ อันประกอบด้วยอังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอิตาลี ส่วนภูมิภาคฝ่ายใต้มีการแข่งขันรักบี้ 3 ชาติ ที่เรียกกันว่า Tri-Nations Championship อันประกอบด้วย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้
ในอดีตกาลที่ผ่านมา มหาอำนาจรักบี้ของภูมิภาคฝ่ายใต้แสดงศักดานุภาพเหนือกว่าภูมิภาคฝ่ายเหนือมาก ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศกับประเทศในลักษณะเหย้ากับเยือน หรือการแข่งขัน Rugby World Cup มหาอำนาจรักบี้จากภูมิภาคฝ่ายใต้มักจะได้ชัยชนะอยู่เนืองๆ จวบจนฝรั่งเศสยึดตำแหน่งผู้ชนะเลิศ Rugby World Cup ได้ และอังกฤษภายใต้การนำของ Clive Woodward ผงาดขึ้นมาเทียมบ่าเทียมไหล่กับมหาอำนาจจากภูมิภาคฝ่ายใต้ในปัจจุบันการแย่งชิง Rugby World Cup ครั้งต่อไปคาดว่าจะเป็นไปอย่างเข้มข้นยิ่งกว่าครั้งใดๆ
การเปลี่ยนแปลงศูนย์อำนาจในโลกรักบี้เป็นไปตามอนิจลักษณะของสังคมโลก ในภูมิภาคฝ่ายเหนือ อังกฤษและฝรั่งเศสยึดกุมศูนย์อำนาจด้านรักบี้ ในขณะที่เวลส์สูญเสียสถานะมหาอำนาจ ทั้งนี้มีการคาดการณ์กันว่า เวลส์อาจต้องพ่ายแพ้อิตาลี ซึ่งเป็นมวยรองบ่อนในการแข่งขันรักบี้ 6 ชาติ ในอีกด้านหนึ่ง ไอร์แลนด์มีการปฏิรูปด้านกีฬารักบี้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจในระยะหลัง จนมิอาจถือเป็นม้านอกสายตาได้อีกต่อไป
ในภูมิภาคฝ่ายใต้ All Blacks แห่งนิวซีแลนด์เคยครองความเป็นจ้าว แต่ต้องสูญเสียตำแหน่งนี้ให้แก่ Wallabies แห่งออสเตรเลียนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา โดยที่ Springbok ของแอฟริกาใต้ มิได้ห่างชั้นจาก All Blacks และ Wallabies เลย การที่ Wallabies สามารถชนะ British Lions (ทีมรวมดาราจากสหราชอาณาจักร) ในปี 2544 แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งของ Wallabies โดยแท้
กีฬารักบี้ที่แข่งขันกันนั้นแตกต่างกัน 2 กลุ่ม คือ Rugby Union (RU) และ Rugby League (RL) RU เป็นรักบี้สมัครเล่น RL เป็นรักบี้อาชีพ กติกาการแข่งขันก็แตกต่างกัน รวมทั้งมีองค์กรโลกบาลแตกต่างกันด้วย องค์กรโลกบาลของ RU คือ International Rugby Football Board ส่วนองค์กรโลกบาลของ RL คือ Rugby League International Board องค์กรโลกบาลทั้งสองทำหน้าที่กำหนดกฎกติกาการแข่งขัน รวมตลอดจนควบคุมและกำกับสมาคมรักบี้ฟุตบอลในประเทศและภูมิภาคต่างๆ
การแข่งขันรักบี้ 6 ชาติของภูมิภาคฝ่ายหนือ มีองค์กรควบคุมกำกับ คือคณะกรรมการรักบี้ 6 ชาติ ส่วนการแข่งขันรักบี้ 3 ชาติในภูมิภาคฝ่ายใต้มีองค์กรควบคุมกำกับคือ SANZA (South Africa, New Zealand, Australia) ทั้งคณะกรรมการรักบี้ 6 ชาติ และ SANZA เป็น Sports League ซึ่งมีลักษณะเป็น Cartel คาร์เตลเป็นองค์กรของผู้ผลิตที่ต้องการธำรงอำนาจผูกขาด หน้าที่ของคาร์เตลก็คือ การป้องกันมิให้สมาชิกแตกแถว และการระแวดระวังมิให้มีการจัดตั้ง Sports League ใหม่มาแข่งขันกับตน เมื่อ Rugby Football Union แห่งประเทศอังกฤษ แตกแถว แอบไปทำสัญญาการถ่ายทอดโทรทัศน์กับ BSkyB ในปี 2539 โดยหวังว่าจะได้ผลประโยชน์สูงกว่าสมาคมรักบี้ประเทศอื่นๆ คณะกรรมการรักบี้ 5 ชาติ (เวลานั้นอิตาลียังมิได้เข้าร่วมสังฆกรรม) มีแต่ขับอังกฤษออกจากการแข่งขัน ยังผลให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร Rugby Football Union โดยที่อังกฤษกลับเข้าร่วมรักบี้ 5 ชาติดังเดิม การแข่งขันกีฬาเป็นผลผลิตที่มีลักษณะพิเศษทางเศรษฐศาสตร์ เพราะอย่างน้อยที่สุดต้องมีหน่วยผลิต 2 หน่วย จึงจะก่อให้เกิดผลผลิตได้ เพียงอังกฤษโดยลำพังมิอาจผลิตบริการการแข่งขันรักบี้ได้
ในช่วงเวลาครึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ (2539-2544) กีฬารักบี้ฟุตบอลแปรเปลี่ยนไปมาก ลักษณะสมัครเล่น (Amateurism) ลดน้อยลง ลักษณะความเป็นอาชีพ (Professionalism) มีมากขึ้น ความเป็นอาชีพของกีฬารักบี้ที่มีมากขึ้นนี้ ก่อให้เกิดพลวัตในตลาดนักรักบี้ (Labour Market Mobility) อย่างมาก แม้จะยังไม่เทียบเทียมตลาดนักฟุตบอลก็ตาม มีการซื้อตัวนักรักบี้ทั้งระหว่างสโมสรและระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก โดยที่เงินเดือนและผลตอบแทนนักรักบี้เพิ่มขึ้นด้วย พลวัตการแข่งขันทำให้สมาคมรักบี้ฟุตบอลของประเทศต่างๆ เสาะหานักรักบี้เพื่อมาสังกัดทีมชาติของตน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ กระแสสากลานุวัตรของกีฬารักบี้ฟุตบอล ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการพาณิชยานุวัตรอีกทอดหนึ่ง
หมายเหตุ : โปรดอ่าน
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ กีฬาในระบบทุนวัฒนธรรม
(สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ 2544)