จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง ผมเขียนคอลัมน์ 'จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง' ครบ 11 ปีในวันนี้ วันพร่งนี้จะขึ้นปีที่ 12 นับเป็นการเขียนคอลัมน์ในช่วงเวลายาวนานที่สุดในชีวิตการเขียนหนังสือของผม ผลพวงจากการเป็นคอลัมนิสต์ก็คือ หนังสือรวมบทความจากหนังสือพิมพ์รวม 10 เล่ม และจะออกสู่บรรณพิภพในปี 2545 อีก 3 เล่ม ผมจับพลัดจับผลูมาเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน โดยคำแนะนำของอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช วันหนึ่งในเดือนธันวาคม 2533 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ให้คุณวิรัตน์ แสงทองคำ บรรณาธิการไปพบผมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อตกลงเกี่ยวกับคอลัมน์ ขนาดความยาวของบทความ และการส่งบทความ และแล้วคอลัมน์ 'จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง' ก็ปรากฏในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2534 ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมานี้ ผมหยุดเขียนคอลัมน์เป็นครั้งเป็นคราว ส่วนใหญ่เป็นเพราะป่วย หรือมิฉะนั้นก็เพราะเบื่อ บางครั้งติดภารกิจในหน้าที่ ไม่มีเวลาว่างพอที่จะเขียนคอลัมน์ได้ ความเบื่อเป็นโรคร้ายแรงของคอลัมนิสต์ เมื่อผมรู้สึกเบื่อ ผมเลือกที่จะหยุดเขียนมากกว่าการซังกะตายเขียน หนังสือพิมพ์บางฉบับ ดังเช่น The Financial Times ให้คอลัมนิสต์มีวันหยุดพักประจำปี โดยหยุดเขียนนานนับเดือน เมื่อกลับจากวันหยุด จะได้มีความกระฉับกระเฉงในการเขียน และมีความคิดใหม่ที่จะนำเสนอ ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับ Manager Media Group แม้จะมิได้แน่นแฟ้น แต่นับว่าค่อนข้างดี คุณสนธิและผมต่างรักษาระยะห่างของความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในประการสำคัญ ผมมิได้ถูกลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น บทความของผมที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ไม่เคยถูกเซ็นเซอร์ ด้วยเหตุดังนี้ ผมจึงมิได้โอนอ่อนผ่อนตามเสียงเรียกร้องของผู้คนจำนวนมากที่ต้องการให้ผม 'ออก' จากผู้จัดการ ผู้คนจำนวนไม่น้อยตั้งข้อกังขาทั้งโดยจดหมายและโดยวาจาว่า เหตุใดผมจึงยังปักหลักอยู่ที่ผู้จัดการ ทั้งๆ ที่คุณสนธิเป็น 'คนเลว' ในสายตาของคนเหล่านั้น ผมใช้ชีวิตในโลกสื่อมวลชนเป็นเวลายาวนาน และผ่านการเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ ผมยังไม่พบว่ามีนายทุนสื่อสารมวลชนคนใดเป็นอรหันต์ ความเป็นนายทุนกับความเป็นอรหันต์เป็นคุณสมบัติที่ไปด้วยกันมิได้ เส้นแบ่งนายทุนมิอาจแยกแยะสีขาวออกจากสีดำโดยเด่นชัด มีแต่สีเทาเต็มไปหมด หากผมต้องย้ายค่ายเพื่อแสวงหานายทุนสื่อมวลชนที่เป็นอรหันต์หรือที่เป็น 'คนดี' ผมคงต้องเลิกเป็นคอลัมนิสต์ เพราะจะไม่มีนายทุนที่มีคุณลักษณ์เช่นว่านี้ ไม่ว่าประเทศใด นักหนังสือพิมพ์ที่ถีบตัวขึ้นมาเป็นนายทุนล้วนมีอัปลักษณ์ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าหัวจะล้านหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะลงพุงหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุดังที่พรรณนาข้างต้นนี้ การเคารพและยอมรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผมยังคงอยู่โยงกับผู้จัดการ ต่อไป ผมให้ความสำคัญกับเงื่อนไขนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมเคยมีประสบการณ์การถูกลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ส่วนสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผมเห็นว่า หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนประเภทอื่นควรจะนำเสนอความคิดอันหลากหลาย มิควรนำเสนอความเห็นเฉพาะจากจุดยืนและผลประโยชน์ของนายทุนเจ้าของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนนั้น ผมเป็น 'คนนอกคอก' ทั้งในและนอกสังคมวิชาการ ผมจึงต้องการ 'พื้นที่สาธารณะ' สำหรับแสดงความคิดเห็นของผมเป็นอย่างยิ่ง หากสังคมไทยไม่มีพื้นที่สาธารณะสำหรับคนนอกคอกอย่างผม วัฒนธรรมการวิพากษ์ย่อมมิอาจงอกงามได้ ในประการสำคัญ ผมเป็นสามานยชนไม่แตกต่างจากเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หากสามานยลักษณ์ของมนุษยพิภพเพิ่มพูนตามกาลเวลา เหตุไฉนสามานยลักษณ์ของผมจะไม่เพิ่มพูนตามกาลเวลาด้วยเล่า ด้วยเหตุดังนี้ ผมจึงไม่เสียเวลาแสวงหานายทุนหนังสือพิมพ์ผู้เป็น 'อรหันต์' เพราะทราบแก่ใจตั้งแต่ต้นว่า ไม่มีวันพานพบได้ ปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์ทำหน้าที่คอลัมนิสต์เป็นปรากฏการณ์ค่อนข้างใหม่ มิจำเพาะแต่กรณีของประเทศไทย หากเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในระดับสากลด้วย เมื่อผมเป็นนักเรียนในประเทศอังกฤษในทศวรรษ 2510 แม้นักเศรษฐศาสตร์จะเขียนบทความแสดงความเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับปัญหาและนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการเขียนเป็นครั้งเป็นคราว หากได้มีคอลัมน์ประจำไม่ ก่อนหน้านั้น จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีผลงานในหน้าหนังสือพิมพ์ถี่มากกว่านักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก ก็หาได้มีคอลัมน์ประจำเฉกเช่นเดียวกัน พอล แซมมวลสัน (Paul A. Samuelson) และมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) นับเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้บุกเบิกการเป็นคอลัมนิสต์นับแต่ทศวรรษ 2500 โดยที่คนหนึ่งเขียนประจำในนิตยสารTime อีกคนหนึ่งในนิตยสาร Newsweek คนทั้งสองได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ในเวลาต่อมา มิใช่ด้วยงานเขียนในนิตยสาร หากแต่ด้วยงานเขียนในโลกวิชาการ ภาวะฟองสบู่ของคอลัมน์นักเศรษฐศาสตร์เป็นปรากฏการณ์ที่มีอายุเพียงสองทศวรรษเศษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสาธารณชนต้องการฟังความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์มากขึ้น อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะโลกเศรษฐกิจมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น โดยหวังว่า นักเศรษฐศาสตร์จะสามารถอธิบายความซับซ้อนเหล่านั้นได้ดีกว่านักวิชาการสาขาอื่น พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นับเป็นคอลัมนิสต์ประชานิยม มิจำเพาะแต่ในสหรัฐอเมริกา เขาเคยมีคอลัมน์ในนิตยสาร Fortune และนิตยสาร Slate อันเป็น Online Magazine ของเครือ Microsoft ปัจจุบันปักหลักอยู่ที่ The New York Times หนังสือพิมพ์ The Financial Times มีคอลัมน์ของนักเศรษฐศาสตร์อย่างน้อย 2 คน คือ แซมมวล บริตแตน (Samuel Brittan) และมาร์ติน วูล์ฟ (Martin Wolf) ส่วนผู้ต้องการความเห็นเกี่ยวกับโลกธุรกิจก็ต้องอ่านคอลัมน์ของ จอห์น เคย์ (John Kay) นิตยสาร Business Week มีคอลัมน์ของแกรี เบ็กเกอร์ (Gary Becker) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และโรเบิร์ต แบร์โร (Robert J. Barro) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ภาวะฟองสบู่ของคอลัมน์นักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีอายุทศวรรษเศษ เมื่อผมเปิดคอลัมน์ 'จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง' ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในเดือนมกราคม 2534 ภาวะฟองสบู่ทั้งในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำลังเบ่งบาน บทความเรื่องแรกที่ผมเขียนในคอลัมน์นี้ชื่อ "ขอบคุณซัดดัม ฮุสเซน" ในเวลานั้น อิรักกรีธาทัพยึดครองดินแดนประเทศคูเวตตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2533 โดยที่สหประชาชาติกำหนดเส้นตายให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวตก่อนวันที่ 15 มกราคม 2534 และสหรัฐอเมริการ่วมกับพันธมิตรกำลังเตรียมตัวก่อสงครามอ่าวเปอร์เซีย ผมแสดงความขอบคุณซัดดัม ฮุสเซน เพราะการก่อสงครามในตะวันออกกลางมีผลเท่ากับว่า "...ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนได้ช่วยเหยียบเบรกให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทย..." และ "...ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจไทยคืนสู่เนื้อแท้ของตนเอง..." ในเวลานั้น การเก็งกำไรในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์ก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถนำพาระบบเศรษฐกิจไทยร่วงหล่นสู่หุบเหวแห่งหายนภัยได้ ผมวิพากษ์รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มิได้ "...ใส่ใจที่จะหยุดยั้งหรือชะลอแรงผลักดันในการเก็งกำไรนี้ไม่ ส่วนสำคัญเป็นเพราะเหตุว่า บุคคลในคณะรัฐบาลได้ประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจอันเกี่ยวเนื่องด้วยการเก็งกำไร..." เพียงชั่วเวลา 5 ปีภายหลังจากที่ผมขอบคุณซัดดัม ฮุสเซน ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในประเทศไทยก็ถึงบทอวสาน และระบบเศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ผมถามตัวเองอยู่เสมอว่า ผู้อ่านต้องการอะไรจากคอลัมน์นักเศรษฐศาสตร์ ผมพบคำตอบอยู่ 2 ข้อ ข้อหนึ่งก็คือ การนำเสนอบทวิเคราะห์ที่เฉียบคม และจุดประกายแห่งปัญญา ข้อที่สองก็คือ สารสนเทศทางเศรษฐกิจ หากคอลัมน์นักเศรษฐศาสตร์มุ่งขายบทวิเคราะห์และ/หรือข้อมูล คอลัมนิสต์จะต้องมีหน้าที่ติดตามข้อมูลข่าวสารทางเศรษฐกิจ และติดตามการเคลื่อนไหวในโลกวิชาการ เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องมือการวิเคราะห์ปัญหาและปรากฏการณ์เศรษฐกิจด้วย ผมตั้งชื่อคอลัมน์ว่า 'จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง' โดยที่ (สำนัก) ท่าพระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของหอคอยงาช้าง ในขณะที่สนามหลวงเป็นโลกแห่งสามัญชนคนเดินถนน ลูกๆ ของผมมักจะตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมผมจึงใช้เวลา 'เดิน' จากท่าพระจันทร์ไปสนามหลวงอยู่ตั้งหลายปี ทั้งๆ ที่สถานที่ทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ไกล ถึงสนามหลวงอยู่ใกล้ท่าพระจันทร์เพียงแค่คืบ แต่สำหรับผู้คนในหอคอยงาช้าง 'สนามหลวง' อยู่ไกลยิ่ง ในช่วงเวลา 11 ปีที่ผ่านมานี้ ผมเขียนถึงผู้คนใน 'สนามหลวง' น้อยมาก เรื่องที่ผมเขียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องไกลตัวผู้คนใน 'สนามหลวง' แต่เป็นเรื่องที่สามารถสร้างผลกระทบโดยที่คนเหล่านั้นไม่รู้ตัว ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผมจะมีเวลาสนใจ 'สนามหลวง' มากขึ้นในอนาคต