การเมืองว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผมควรมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา ผมมีข้อกังวลในเรื่องนี้อยู่ 2 ด้าน ด้านหนึ่ง ผมเกรงว่า กระบวนการปฏิรูปการศึกษาอาจจะเริ่มต้นไม่ได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ผมเกรงว่า หากการปฏิรูปการศึกษาเดินตามกระบวนการที่กำหนดโดยคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาจะนำมาซึ่งหายนภัยและความฉิบหายแก่บ้านเมือง ขุนนางนักวิชาการในภาคการศึกษาพยายามโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คำว่า การปฏิรูปการศึกษา มีความหมายเชิงบวก และระบายสีเพื่อให้ได้ภาพว่า กูคือนักปฏิรูปการศึกษา แต่ การปฏิรูปการศึกษา จะมีความหมายเชิงบวกได้ก็ต่อเมื่อดำเนินการตามแผนที่กำหนดโดยคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา หากไม่ดำเนินการตามแผนดังกล่าว ก็พยายามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ประชาชนหลงเข้าใจว่า การไม่ดำเนินการตามแผนที่กำหนดโดยคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา หาใช่ การปฏิรูปการศึกษา ไม่ หากประชาชนหลงเชื่อการโฆษณาดังกล่าวนี้ สำนักงานปฏิรูปการศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติก็จะมีอำนาจผูกขาดและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คำว่า การปฏิรูปการศึกษา หากการณ์เป็นเช่นนี้ ระบอบเผด็จการด้านการศึกษาก็จะเติบใหญ่ ในสังคมประชาธิปไตย เรามิควรให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดผูกขาดความคิดในการปฏิรูปการศึกษา แท้ที่จริงแล้ว ความคิดว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษามีอยู่อย่างหลากหลาย สมควรพิจารณาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ถือกำเนิดในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภาโดยไม่ยากลำบาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์กุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยที่รัฐสภาเกือบมิได้ถกอภิปรายนัยและผลกระทบอันเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายนี้ในระดับมหภาค และจับประเด็นมิได้ว่า อะไรคือยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปการศึกษา ในเวลานั้น มีผู้อาวุโสที่ทักท้วงการเร่งคลอดกฎหมายฉบับนี้ แต่เป็นเพราะฝ่ายการเมือง (รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์) ต้องการสร้างผลงานด้านการศึกษา อันตรงกับความต้องการของขุนนางนักวิชาการในภาคการศึกษา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงมีผลในการกำหนดกฎกติกาในการปฏิรูปการศึกษาโดยไม่ยากลำบาก การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อันมีผลให้พรรคไทยรักไทยจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคประชาธิปัตย์ สร้างความไม่สบายใจแก่ขุนนางนักวิชาการในภาคการศึกษาไม่น้อย อย่างน้อยที่สุด เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าฝักฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และออกอาการในบางขณะ แต่การที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลือกนายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้คนกลุ่มนี้เบาใจได้ว่า การปฏิรูปการศึกษา ตามแนวทางของตนมีหนทางเป็นไปได้ แต่ความหวังต้องดับวูบเมื่อนายแพทย์เกษม ต้องลาออกเพราะมิอาจทนแรงเสียดทานทางการเมืองภายในรัฐบาลและในกระทรวงศึกษาธิการได้ การเข้ามาขัดตาทัพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มิได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะนอกจากจะไม่มีเวลาแล้วมิใช่ เทวดา แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่มีความสันทัดและความรอบรู้ในด้านนโยบายการศึกษาอีกด้วย ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนี้ จึงเกือบมิได้ขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปการศึกษาเลย การไม่ยับยั้งใบลาของนายแพทย์เกษม วัฒนชัย นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดยิ่ง เพราะการให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน นับเป็นตัวเลือกที่ด้อยกว่าเป็นอันมาก นายสุวิทย์เหมือนกับ พ.ต.ท.ทักษิณในข้อที่ไม่มีความสันทัดและความรอบรู้ด้านนโยบายการศึกษา แต่ต่างจาก พ.ต.ท.ทักษิณที่ไม่มีบารมีและอำนาจในการตัดสินใจมากเท่า กลุ่มขุนนางนักวิชาการด้านการศึกษาพยายามประโคมข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทยไม่จริงใจในการปฏิรูปการศึกษา โดยที่สื่อมวลชนช่วยรับลูกอย่างดียิ่ง คนกลุ่มนี้พยายามชี้นำว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจในการปฏิรูปการศึกษา ก็ต้องดำเนินการตามแผนที่กำหนดโดยคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา และตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หากกล่าวด้วยภาษาชาวบ้าน ผู้นำสำนักงานปฏิรูปการศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติประกาศก้องว่า กูเป็นนักปฏิรูปการศึกษา หากมึงมีความจริงใจในการปฏิรูปการศึกษา มึงต้องทำตามแผนที่กูกำหนดไว้ หากมึงไม่ทำตามแผนที่กูกำหนด มึงหาได้มีความจริงใจในการปฏิรูปการศึกษาไม่ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยต้องเป็นฝ่ายตั้งรับในประเด็นการปฏิรูปการศึกษา ยิ่งนายสุวิทย์ด้วยแล้วต้องยืนพิงกำแพงสู้อย่างมวยวัด เพราะไม่มีความคิดของตนเองในการวิพากษ์ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาที่กำหนดโดยกลุ่มขุนนางนักวิชาการ ในประการสำคัญ นายสุวิทย์ไม่สามารถเสนอยุทธศาสตร์อันเป็นทางเลือกได้ หากนายสุวิทย์ปฏิเสธแนวทางของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา นายสุวิทย์ควรจะนำเสนอยุทธศาสตร์ทางเลือก เพื่อให้ประชาชนพิจารณาเปรียบเทียบ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยและนายสุวิทย์ นอกจาก ฝ่ายแพ้ สงครามทางความคิดแล้ว ยังพ่ายแพ้สงครามประชาสัมพันธ์อีกด้วย ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติเป็น นักการตลาดการศึกษา มืออาชีพ สำนักงานดังกล่าว นอกจากจะจัดสรรงบประมาณในการวิจัยและการพิมพ์หนังสือว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษาแล้ว ยังทุ่มงบประมาณในการประชาสัมพันธ์อีกด้วย สำนักงานปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็น หน่วยงานลูก ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ก็ยึดแนวทาง การตลาดการศึกษา เฉกเช่นเดียวกัน ทั้งสองหน่วยงานทุ่มงบประมาณการประชาสัมพันธ์เป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่ทราบแน่ชัดและไม่โปร่งใสว่า ใช้จ่ายเงินจำนวนเท่าไร และจากแหล่งใด แต่ที่แน่ชัดก็คือ มีการใช้จ่ายประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ ทั้งอย่างเปิดเผยและอย่างแอบแฝง รวมทั้งการเช่าพื้นที่ในหน้าหนังสือพิมพ์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ไม่แน่ชัดว่ามีการจ่ายเงินแก่นักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ในรูปรายจ่ายในการประชาสัมพันธ์หรือไม่ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ สื่อมวลชนยืนอยู่ข้างกลุ่มขุนนางนักวิชาการ และเชื่อทั้งโดยอามิสหรือโดยมิได้พิเคราะห์ว่า หากต้องการปฏิรูปการศึกษา ต้องเดินตามแนวทางที่กำหนดโดยขุนนางนักวิชาการกลุ่มนี้ นอกจากการงทุ่มการใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์แล้ว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ยังทุ่มจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและนิทรรศการระดมครูทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมและเข้าชมนิทรรศการ ครูจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมด้วยอาการไม่แน่ใจ เพราะกระบวนการปฏิรูปการศึกษาก่อให้เกิดความไม่มั่นคงแห่งอาชีพครู หลายคนเข้าร่วมกิจกรรมเพราะหวัง คะแนนเก็บ เพื่อให้ได้มาซึ่งประกอบวิชาชีพครู ครูที่ออกมาคัดค้านการปฏิรูปการศึกษาคงไม่ได้ คะแนนเก็บ และคงถูกมองว่าเป็นเต่าล้านปี กระบวนการปลุกระดมคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาแนวร่วมในการปฏิรูปการศึกษา อย่างน้อยที่สุดเพื่อมิให้ครูเป็นผู้ต่อต้านกระบวนการปฏิรูปเสียเอง รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังเข้ามุมอับในประเด็นการปฏิรูปการศึกษา เพราะพ่ายแพ้สงครามทางความคิดและสงครามประชาสัมพันธ์ ทั้งๆ ที่การตลาดและการประชาสัมพันธ์เป็นกิจกรรมที่พรรคไทยรักไทยมีทักษะอย่างสูง กลุ่มขุนนางนักวิชาการประสบความสำเร็จในการใช้วิธี การตลาดการศึกษา ในการสร้างแนวร่วม ด้วยการดึงกลุ่มสื่อสารมวลชนและกลุ่มครูเป็นฐาน ในขณะที่รัฐบาลปราศจากแนวร่วม เนื่องเพราะรัฐบาลไม่สามารถนำเสนอยุทธศาสตร์ทางเลือกในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้มีการเปรียบเทียบการพ่ายแพ้ สงครามการตลาด เป็นการพ่ายแพ้ในสนามรบที่พรรคไทยรักไทยมีความชำนัญพิเศษ อาการเข้ามุมอับทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เริ่มแสดงอำนาจเป็นธรรม นอกจากข่มขู่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติด้วยวาจาแล้ว ยังด่ากราดบรรดาอดีตนักการศึกษาในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย อาการ น็อตหลุด ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสื่อมทรามลงไปอีก กลุ่มขุนนางนักวิชาการน่าจะชนะสงคราม การปฏิรูปการศึกษา ได้ แต่แล้วม่านบังตาประชาชนเริ่มถูกทำลาย ในด้านหนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติและกระทรวงศึกษาธิการมิอาจตกลงกันได้ในประเด็นค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียน ซึ่งจะใช้เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณ แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมของระบบราชการในการปฏิรูปการศึกษา โดยที่มีการประโคมข่าวก่อนหน้านี้ว่า ความไม่พร้อมของฝ่ายการเมืองเป็นอุปสรรคในการปฏิรูปการศึกษา ทั้งๆ ที่ระบบราชการเองมีความไม่พร้อมไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันในอีกหลายๆ ด้าน ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ในกระบวนการคัดสรรบริษัทผู้มีอำนาจในการประเมินคุณภาพการศึกษา สร้างความเสื่อมเสียแก่ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) ประชาชนเริ่มหู้ตาสว่างว่า การปฏิรูปการศึกษาก่อให้เกิดธุรกิจการศึกษา ครูและโรงเรียนจะถูกประเมินคุณภาพไม่แตกต่างจากรถยนต์ที่ถูกอู่รถยนต์ตรวจสภาพ ในแง่นี้สำนักงานปฏิรูปการศึกษากำลังเร่งรัดให้ระบบการศึกษาของไทยแปรสภาพเป็นระบบทุนนิยมวิชาการ (Academic Capitalism) อันเป็นระบบที่สามารถหาประโยชน์เชิงธุรกิจจากการจัดการศึกษาได้เร็วกว่าที่ควร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจการศึกษาเหล่านี้มีความสัมพันธ์ไม่ในทางหนึ่งก็ทางใดกับกลุ่มขุนนางนักวิชาการผู้ผลักดันการปฏิรูปการศึกษา มิไยต้องกล่าวว่า กลุ่มขุนนางนักวิชาการเหล่านี้ได้ตบเท้าและเตรียมที่จะตบเท้าเข้าไปยึดกุมองค์กรใหม่และหน่วยงานใหม่ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามแผนการปฏิรูปการศึกษา อาการมะงุมมะงาหราของรัฐบาลไทยรักไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในประเด็นการปฏิรูปการศึกษา แม้จะก่อให้เกิดความไม่พอใจและขัดใจกลุ่มขุนนางนักวิชาการ แต่ก็สร้างคุณูปการแก่สังคมไทย เพราะการเปลี่ยนแปลงตามแผนที่กำหนดโดยคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งต้องการ ปฏิรูป พร้อมๆ กันทุกๆ ด้าน ในลักษณะ Shock Therapy โดยมิได้พิจารณาปัจจัยเชิงสถาบันและบริบทของสังคมไทย จะนำมาซึ่งความโกลาหลและหายนภัยอย่างเหลือคณานับ สุวิทย์ คุณกิตติ ทำดีด้วยการนั่งทับแผนการปฏิรูปการศึกษา แม้จะเป็นการทำดีโดยไม่ตั้งใจ แผนการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ทบทวนได้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขได้ และเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนแปลงได้ ท้ายที่สุด บรรดาองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายฉบับนี้ยุบได้ สุวิทย์ คุณกิตติ ควรจะทำดียิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการเร่งรัดทบทวนแผนการปฏิรูปการศึกษา และเร่งรัดการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นประโยชน์แก่ทวยราษฎรมิใช่เป็นประโยชน์แก่ผู้ร่างแผน