เริงชัย มะระกานนท์ เหยื่อของระบบเสรีนิยมทางการเงิน
ผมรู้สึกเห็นใจคุณเริงชัย มะระกานนท์ ที่ถูกกล่าวโทษจากคณะกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทำสงครามปกป้องค่าเงินบาท และขอส่งพลังจิตเพื่อให้คุณเริงชัยมีกำลังใจในการฝ่ามรสุมแห่งชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
แม้ผมจะมีบทบาทในการวิพากษ์ธนาคารแห่งประเทศไทยมาเป็นเวลานานหลายปี ก่อนที่จะเกิดวิกฤติการณ์การเงินเดือนกรกฎาคม 2540 แต่ผมก็มีความเห็นโดยสุจริตใจว่า บรรดา ขุนนางนักวิชาการ เหล่านี้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความเป็นมืออาชีพ โดยที่มีชนส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้อำนาจในทางฉ้อฉลและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นผลจากผลประโยชน์ส่วนบุคคล
ในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมานี้ มนุษยพิภพมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น และระบบการเงินระหว่างประเทศมีลักษณะซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่าเดิมอย่างอักโข แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับเผชิญภาวะเสื่อมทรามทั้งทางวิชาการและจริยธรรม อันเป็นเหตุปัจจัยพื้นฐานอันนำมาซึ่งวิกฤติการณ์การเงินเดือนกรกฎาคม 2540 คุณเริงชัย โชคดี ที่ได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ โชคร้าย ที่มาเป็นผู้บัญชาการองค์กรที่กำลังเสื่อมทรุด ในจังหวะเวลาที่มรสุมการเงินระหว่างประเทศกำลังก่อตัวขึ้น ณ บัดนี้ หากสามารถหมุนเข็มนาฬิกากลับไปในปี 2539 ได้ คุณเริงชัยคงเลือกที่จะไม่นั่งเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แต่เนื่องเพราะการลบล้างอดีตมิอาจกระทำได้ คุณเริงชัยจึงต้องเผชิญมรสุมแห่งชีวิตในปัจจุบัน
การตัดสินใจเดินบนเส้นทางเสรีนิยมทางการเงิน โดยที่มิได้ตระเตรียมความพร้อมในภาคเศรษฐกิจการเงินและปฏิรูประบบการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคประกอบกับการยึดกุมระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว จนตัวตาย นับเป็นเหตุปัจจัยสำคัญอันนำมาซึ่งวิกฤติการณ์การเงินเดือนกรกฎาคม 2540 ในแง่นี้ คุณเริงชัยมิอาจปฏิเสธความรับผิดได้ แต่ความผิดมิควรโยนให้แก่คุณเริงชัยแต่เพียงผู้เดียว หากแต่เป็นความผิดร่วมกันของบรรดาผู้นำธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ความข้อนี้ครอบคลุมถึงฝ่ายการเมืองด้วย
เมื่อรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ตัดสินใจนำสยามรัฐนาวาสู่เส้นทางเสรีนิยมทางการเงิน ด้วยการยอมรับพันธะข้อ 8 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนพฤษภาคม 2533 นั้น วิกฤติการณ์การเงินเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ที่เลือกเส้นทางเดินนี้แล้ว เพียงแต่มีการศึกษาวิจัยไม่มากนัก แต่เมื่อรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ตัดสินใจเปิดเสรีบัญชีเงินทุน (Capital Account Liberalization) ในปี 2536 นั้น วงวิชาการเศรษฐศาสตร์มีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาพบว่า บรรดาประเทศที่เร่งรุดสู่เส้นทางเสรีนิยมทางการเงินจำนวนมากต้องเผชิญวิกฤติการณ์การเงิน ทั้งวิกฤติการณ์เงินตราและวิกฤติการณ์สถาบันการเงิน บทสรุปที่ลงตัวจากงานวิจัยเหล่านี้ ก็คือ ลำดับก่อนหลังในการดำเนินนโยบาย (Policy Sequencing) มีความสำคัญต่อการเดินสู่เส้นทางเสรีนิยมทางการเงิน กล่าวอย่างเข้าใจง่ายก็คือ ก่อนจะเปิดเสรีทางการเงิน จะต้องเตรียมความพร้อม ในประการสำคัญจะต้องละทิ้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว ปรับปรุงกระบวนการกำหนดนโยบาย ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินยกระดับมาตรฐานการเงินให้เป็นไปตามบรรทัดฐานที่กำหนดโดย Bank for International Settlements และต้องดำเนินการให้ภาคเศรษฐกิจการเงินมีความโปร่งใส เพื่อลดทอนความไม่สมบูรณ์และความไร้สมมาตรของสารสนเทศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยตกอยู่ในหล่มทางปัญญาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาเป็นเวลาช้านาน บรรดาแม่ทัพนายกองของวังบางขุนพรหมถูกส่งไปให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ล้างสมอง ณ นครวอชิงตัน ดีซี อย่างเป็นกระบวนการ จนดูเสมือนหนึ่งว่า ผู้ที่ไม่ผ่านกระบวนการ ล้างสมอง ดังกล่าวนี้ยากที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ด้วยเหตุดังนี้จึงมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นดีเห็นงามกับนโยบายเสรีนิยมทางการเงินที่ผลักดันและกดดันโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยมิได้สนใจบทวิเคราะห์ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์การเงินและเศรษฐศาสตร์สารสนเทศว่าด้วยความไม่สมบูรณ์และความไร้สมมาตรของสารสนเทศในภาคเศรษฐกิจการเงินอันนำมาซึ่งวิกฤติการณ์การเงินได้โดยง่าย
จากหลักฐานเอกสาร เป็นที่เข้าใจว่า คุณชวลิต ธนะชานันท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2533 ตระหนักถึงปัญหาที่ตามมาจากการดำเนินนโยบายเสรีนิยมทางการเงิน เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ผลักดันนโยบายการเปิดเสรีบัญชีเงินทุนในปี 2536 คุณวิจิตร สุพินิจ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ผมรับทราบจากเพื่อนร่วมสำนักท่าพระจันทร์ ซึ่งมีโอกาสศึกษาเอกสารชั้นต้นของธนาคารแห่งประเทศไทย (โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เต็มใจ แต่เป็นเพราะคำสั่งของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ จึงจำยอมให้ศึกษาได้) และพบข้อเท็จจริงว่า คุณศิริ การเจริญดี ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการมีบันทึกเตือนว่า ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวมิอาจรับมือกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอย่างเสรีได้ ผมไม่ทราบแน่ชัดว่า ในหมู่ผู้นำธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังมีการถกอภิปรายประเด็นปัญหานี้หรือไม่ และลึกซึ้งเพียงใด สุนทรพจน์ของคุณวิจิตร สุพินิจ หลายกรรมหลายวาระบ่งบอกความตระหนักถึงปัญหาอันเกิดจากการดำเนินนโยบายเสรีนิยมทางการเงินภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว แม้คุณวิจิตรไม่เคยชี้นำถึงการละทิ้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว และหันไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว แต่คุณวิจิตรก็กล่าวถึงการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความคล่องตัวหลายต่อหลายครั้ง คุณวิจิตรดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระหว่างปี 2533-2539 สามปีภายหลังการเปิดเสรีบัญชีเงินทุนเป็นช่วงเวลายาวนานพอที่จะปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนได้ แต่คุณวิจิตรมิได้ดำเนินการอะไรเลย แม้แต่การขยายขอบอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Band)
เมื่อคุณวิจิตรร่วมกับคุณธารินทร์ในการเปิดเสรีบัญชีเงินทุนในปี 2536 นั้น ลำดับการดำเนินนโยบายก่อนการเปิดเสรีทางการเงินหรือ Policy Sequencing เป็นความรู้ที่ลงตัว จนถือเป็น Conventional Wisdom แล้ว แต่คุณชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ กลับมีความเห็นว่า Policy Sequencing อาจมิได้มีความสำคัญมากนัก รัฐบาลไทยสามารถนำสยามรัฐนาวาสู่เส้นทางเสรีนิยมทางการเงิน โดยที่ในขณะเดียวกันก็ปรับปรุงกลไกทางการเงินต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นควบคู่ไปด้วยได้ ผมเคารพความเห็นของคุณชัยวัฒน์ แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า ความเห็นนี้ผิด และนำมาซึ่งมหันตภัยแก่ระบบเศรษฐกิจไทย
คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เหตุใดข้อทักท้วงเกี่ยวกับการเปิดเสรีบัญชีเงินทุนของคุณศิริ การเจริญดี จึงไม่เป็นที่สนใจในหมู่ผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาค แต่ความเห็นว่าด้วยความไม่สำคัญของ Policy Sequencing ของคุณชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์ กลับมีอิทธิพลอย่างสูง
ธนาคารแห่งประเทศไทยดูดดึงมันสมองของสังคมไทยมาเป็นเวลาสี่ทศวรรษแล้ว แต่มันสมองที่เข้าไปอยู่ในวังบางขุนพรหมไม่ถูกใช้ให้สมประโยชน์ ไม่มีการพัฒนาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและสังคมไทย มีแต่จะรอให้แฟบลงตามกาลเวลา ภายในองค์กรที่มีอายุยังไม่ครบศตวรรษนี้ขาดวัฒนธรรมการวิพากษ์ ไม่มี บทสนทนา ที่จะสื่อความคิดซึ่งกันและกัน และขาดกลไกการทบทวนนโยบาย (Policy Review Mechanism) ความเสื่อมทรามของฝ่ายวิชาการในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษ (จวบจนการฟื้นคืนชีพในยุค ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล) ทำให้ฝ่ายวิชาการไม่สามารถผลิตงานวิจัยอันเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายได้ด้วยเหตุดังนี้ กระบวนการกำหนดนโยบายการเงินภายในธนาคารแห่งประเทศไทย มิอาจถือได้ว่าเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพราะปราศจากพื้นฐานทางทฤษฎีและข้อเท็จจริงอันทันสมัย อาวุโสกลายเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการกำหนดนโยบาย ความเห็นของผู้อาวุโส ถูกต้อง มากกว่าความเห็นของผู้ด้อยอาวุโส ทั้งๆ ที่ความเห็นของผู้อาวุโสมิใช่สัจธรรม อาจถูกหรือผิดก็ได้ เมื่ออาวุโสกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในกระบวนการกำหนดนโยบายหายนภัยอันเกิดจากการดำเนินนโยบาย ก็มิใช่เรื่องนานเกินรอ
เมื่อเกิดวิกฤติการณ์การเงินเดือนกรกฎาคม 2540 ตำแหน่งผู้นำธนาคารแห่งประเทศไทยล้วนถูกครอบครองโดย นักเรียนทุนแบงก์ชาติ คนเหล่านี้คุ้นเคยกับการบริหารระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว ทั้งๆ ที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวนี้ไปด้วยกันไม่ได้กับนโยบายเสรีนิยมทางการเงิน The Impossible Trinity เป็นความรู้ที่ลงตัวในเศรษฐศาสตร์มหภาค กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ ธนาคารกลางมิอาจดำเนินนโยบายการเงินอย่างอิสระ ภายใต้ระบบเสรีนิยมทางการเงิน และระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว แต่มิจฉาทิฐิทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยึดโยงอยู่กับระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวนี้ ค่าเสมอภาคหรืออัตราแลกเปลี่ยนจักต้องกำหนดให้ตรงต่อพื้นฐานที่เป็นจริง หากมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ก็ต้องมีการปรับค่าเสมอภาคหรืออัตราแลกเปลี่ยนตามไปด้วย มิใช่ตรึงอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่กับที่ ทั้งๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้ซึมซับบทเรียนจากการลดค่าเงินบาทปี 2527 ในเมื่อการลดค่าเงินบาทครั้งนั้นช่วยเกื้อกูลฐานะการแข่งขันของไทยในสังคมเศรษฐกิจโลก ความพยายามของธนาคารแห่งประเทศไทยในการแข็งขืนไม่ลดค่าเงินบาทในเบื้องต้นนับเป็นมิจฉาทิฐิโดยแท้ มิจฉาทิฐิดังกล่าวนี้กลับมาปรากฏให้เห็นอีกในช่วงปี 2539-2540 คราวนี้สร้างหายนภัยแก่สังคมเศรษฐกิจไทยอย่างเหลือคณานับ
เริงชัย มะระกานนท์ ในฐานะผู้นำธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาอย่างมิอาจปฏิเสธได้ แต่คุณเริงชัยมิใช่ส่วนทั้งหมดของปัญหา หากคุณเริงชัยมีความผิดในฐานพ่ายแพ้ในการทำสงครามปกป้องค่าเงินบาท บรรดาผู้คนที่มีส่วนลากระบบเศรษฐกิจไทยไปสู่เส้นทางเสรีนิยมทางการเงิน โดยมิได้เตรียมความพร้อมแก่ระบบเศรษฐกิจไทยควรแก่การรับโทษทัณฑ์ด้วย จึงจะเป็นธรรม
คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า ความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายเป็นการกระทำอันสมควรแก่การลงโทษหรือไม่ สังคมไทยไม่เคยมีจารีตการลงโทษผู้ดำเนินนโยบายผิดพลาดในทางแพ่ง ทั้งๆ ที่มีความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายจำนวนมาก จะมีก็แต่การลงโทษผู้บริหารนโยบายที่ทุจริตและประพฤติมิชอบ ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นผู้ลงโทษรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายผิดพลาด