อัมมาร สยามวาลา VS ทักษิณ ชินวัตร
คำพยากรณ์สภาวการณ์เศรษฐกิจไทยของอาจารย์อัมมาร สยามวาลา ถูกแปรเปลี่ยนเป็นประเด็นการเมืองโดยนายกรัฐมนตรีชนิดคาดการณ์ได้ และเป็นธรรมชาติของคำพยากรณ์ที่ให้ภาพเชิงลบที่จักต้องถูกตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด หรือยุคสมัยใด
ภายหลังอุบัติการณ์เดือนกันยายน 2544 อาจารย์อัมมารยืนอยู่ฝ่ายทุกขทรรศน์ (Pessimists) ที่มองเห็นความยืดเยื้อของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ก่อนเดือนกันยายน 2544 วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ถกเถียงกันว่า ระบบเศรษฐกิจอเมริกันเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจแล้วหรือยัง แต่เมื่อ World Trade Center ถูกถล่ม นักเศรษฐศาสตร์พากันมีสมานฉันท์ในการให้คำทำนายในทิศทางเดียวกันว่า ระบบเศรษฐกิจอเมริกัน รวมทั้งระบบเศรษฐกิจโลก มิอาจหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน วิวาทะประเด็นเดียวที่มีอยู่ก็คือ ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้ยืดเยื้อยาวนานเพียงใด
กลุ่มสุขทรรศน์ (Optimists) เชื่อว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว อย่างช้าที่สุดในช่วงปลายปี 2545 ระบบเศรษฐกิจอเมริกันจะสามารถฟื้นตัวได้ ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลอเมริกันดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบขยายตัว (Expansionary Macroeconomic Policy) ทั้งนโยบายการคลัง (ด้วยการอัดฉีดรายจ่ายรัฐบาลและการลดภาษีอากร) และนโยบายการเงิน (ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย) กล่าวโดยสรุปก็คือ การฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจอเมริกันจะเป็นไปดุจอักษร V และช่วยฉุดระบบเศรษฐกิจโลกให้พ้นจากภาวะถดถอยด้วย
กลุ่มทุกขทรรศน์ เชื่อว่า ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะยืดเยื้อ เนื่องจากอุตสาหกรรมสำคัญของโลกล้วนมีกำลังการผลิตล้นเกิน (Excess Capacity) ภาวะถดถอยทำให้รายจ่ายในการบริโภคของประชาชนลดลง ยิ่งทำให้ผู้ผลิตต้องลดการผลิตลงไปอีก ในขณะที่สงครามการปราบปรามการก่อการร้ายไม่แน่ว่าจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด ประกอบกับสภาวะความไม่แน่นอนที่อาจมีการก่อการร้ายอีก ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองเหล่านี้สร้างปัญหาความยุ่งยากในการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นทวีตรีคูณ มิไยต้องกล่าวว่า การก่อการร้ายมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ต้นทุนการขนส่ง และค่าประกันภัย ซึ่งกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก และกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ในประการสำคัญศูนย์อำนาจของระบบทุนนิยมโลก อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ล้วนเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นไปดุจอักษร U ที่มีท้องแบนและยาว
อาจารย์อัมมารอยู่ในค่ายทุกขทรรศน์ที่มองไม่เห็นภาพอันสดใสของเศรษฐกิจไทย เพราะภาวะถดถอยในระบบเศรษฐกิจโลกทำให้การส่งออกของไทยหดตัว ซึ่งพลอยทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะถดถอยตามไปด้วย ในทรรศนะของอาจารย์อัมมาร การลงทุนเอกชนจะเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นระบบเศรษฐกิจ แต่การลงทุนเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำประกอบกับธนาคารพาณิชย์ยังขยาดในการปล่อยเงินกู้ เนื่องจากเกรงกลัวการทับถมของปัญหาหนี้อันไม่ก่อรายได้ (NPLs) ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอาจสร้างปัญหาความไม่มั่นคงทางการเงินแก่ธุรกิจเอกชน และอาจนำมาซึ่งวิกฤติการณ์สถาบันการเงินระลอกใหม่ได้อีก
แม้วิกฤติการณ์สถาบันการเงินระลอกใหม่จะเป็นปัญหาน่ากลัว แต่ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับวิกฤติการณ์การเงินตลอดกาล ดุจดังที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นในปัจจุบัน ซึ่งทำท่าว่าจะฟื้นในบางปี แต่แล้วกลับฟุบลงไปอีก จนเป็นวัฏจักรแห่งวิกฤติการณ์
อาจารย์อัมมารวิพากษ์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ในประเด็นการระดมทรัพยากรนอกงบประมาณมาใช้จ่าย เมื่อเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลัง การระดมเงินจากสถาบันการเงินของรัฐ ดังเช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคากรุงไทย รวมตลอดจนเงินกองทุนหมุนเวียนต่างๆ มาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ในด้านหนึ่งทำให้มิอาจวิเคราะห์ภาระรายจ่ายของแต่ละโครงการได้อย่างโปร่งใส ในอีกด้านหนึ่งอาจกัดกร่อนความมั่นคงของสถาบันการเงินทางรัฐเหล่านั้น อันเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่นำมาซึ่งวิกฤติการณ์ใหม่ได้
อาจารย์อัมมารแสดงความไม่ชอบใจลัทธิประชานิยม (Populism) ที่มากับรัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยหลงลืมว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งล้วนต้องเสนอ ขาย นโยบายที่มีลักษณะประชานิยมด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการได้มาซึ่งคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป (Vote Gains Maximization) เป็นเป้าหมายการดำเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย หากจะวิพากษ์รัฐบาลพรรคไทยรักไทย มิควรวิพากษ์ลักษณะประชานิยมของนโยบาย หากเราเคารพเสรีภาพในการเลือกของประชาชน เราก็ต้องยอมรับว่า นโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายที่ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกแล้ว แต่การวิพากษ์ควรมุ่งสู่ประเด็นที่ว่า ในการดำเนินนโยบายที่มีลักษณะประชานิยมเหล่านี้ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้สนใจการออกแบบเชิงสถาบัน (Institutional Design) เพื่อให้โครงการเหล่านี้ก่อผลประโยชน์อันยั่งยืนสถาพร โดยเสียต้นทุนต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อาจารย์อัมมารแสดงความไม่สบายใจต่อนโยบาย TAMC ถึงกับเสียเวลาผลิตงานวิชาการวิเคราะห์นโยบายนี้ อันเป็นงานที่ผู้นำพรรคไทยรักไทยตั้งแต่หัวแถวถึงปลายแถว มิได้สนใจอ่าน นอกจากตั้งข้อกังขาในประสิทธิผลของนโยบายนี้ในการแก้ไขวิกฤติการณ์ระบบสถาบันการเงินแล้ว อาจารย์อัมมารยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารมากเกินไปเปิดช่องให้มีการใช้อำนาจในทางฉ้อฉลได้ โดยที่องค์กรดังกล่าวอาจกลับกลายมาเป็นตัวปัญหาเสียเอง
ภายหลังจากที่หนังสือพิมพ์นำเสนอคำพยากรณ์ของอาจารย์อัมมารที่ให้ภาพเชิงลบของระบบเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีถึงกับ ลดตัว ลงมาตอบโต้อาจารย์อัมมารอย่างดุเดือดยิ่งกว่าการตอบโต้ท่านผู้นำฝ่ายค้านแห่งสภาผู้แทนราษฎร ถึงนายกรัฐมนตรีจะมิได้เอ่ยชื่อ แต่ผู้สื่อข่าวก็สามารถจับประเด็นได้ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2544 พาดหัวข่าวว่า กริ้ว! ท่านผู้นำกัดมั่ว อารมณ์ค้างใส่ ดร.อัมมาร
นายกรัฐมนตรีตอบโต้อาจารย์อัมมารอย่างน้อย 3 ประการ
ประการแรก ผู้ที่ให้คำทำนายว่า เศรษฐกิจไทยจะดิ่งหัวลงนั้น เป็นผู้รู้ไม่จริง ได้แต่เดา และมิได้ให้คำทำนายจากการทำวิจัย แต่นายกรัฐมนตรีนั้นรู้จริง เพราะเคยสอนวิชาการวิจัยมาก่อน
ประการที่สอง นายกรัฐมนตรีมิได้ต้องการให้นักวิชาการยกยอรัฐบาล แต่การให้คำทำนายอันเลวร้ายจากความรู้ไม่จริง จะมีผลทำลายกำลังใจของประชาชน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของสังคมไทย
ประการที่สาม พรรคไทยรักไทยรู้วิธีการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ เพราะนายกรัฐมนตรีทุ่มเทศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลากว่าสองปีครึ่ง ก่อนที่จะขันอาสามาบริหารราชการแผ่นดิน
ปฏิกิริยาที่สังคมไทยมีต่อคำตอบโต้ของนายกรัฐมนตรีมีอยู่ต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกยืนอยู่ฝ่ายใด ระหว่างอัมมาร สยามวาลากับทักษิณ ชินวัตร แต่คำตอบโต้ของนายกรัฐมนตรีที่มีลักษณะ อัตตาธิปไตย สร้างความเสียหายแก่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง ดังจะเห็นได้จาก น้ำเสียง และ ลีลา การเสนอข่าวนี้ของสื่อมวลชน ยิ่งคำตอบโต้มิได้มุ่งวิพากษ์สาระสำคัญของคำทำนายของอาจารย์อัมมาร แต่กลับตั้งข้อกังขาในความสามารถทางวิชาการของอาจารย์อัมมาร ยิ่งเป็นเรื่องชวนหัว
อาจารย์อัมมาร สยามวาลา เป็นนักวิชาการคนหนึ่งในจำนวนน้อยคนที่ผ่านการพิสูจน์ตนเองในโลกวิชาการในช่วงเวลาอันยาวนาน มิจำเพาะในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีความแตกฉานและความแก่กล้าทางวิทยาการ หากในฐานะนักวิชาการผู้มีคุณธรรม มีจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย และในประการสำคัญมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาการอีกด้วย ตลอดช่วงเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมานี้ อาจารย์อัมมารเล่นบทผู้วิพากษ์นโยบายรัฐบาล ชี้นำการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และให้คำทำนายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยที่อาจารย์อัมมารเล่นบทเหล่านี้อย่างคงเส้นคงวา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด และไม่ว่าจะเป็นยุคเผด็จการหรือยุค ประชาธิปไตย
วิวาทะ อัมมาร สยามวาลา VS ทักษิณ ชินวัตร ก่อให้เกิดคำถามพื้นฐานว่า นักวิชาการมีสิทธิในการให้คำทำนายหรือไม่ เพียงใด
ล้อมกรอบ
นักวิชาการกับสิทธิในการให้คำทำนาย
สังคมมนุษย์มีความต้องการคำทำนายมาแต่บุรพกาล ไม่จำเพาะแต่คำทำนายส่วนบุคคล หากยังครอบคลุมถึงคำทำนายเกี่ยวกับสังคมด้วย สังคมที่ว่านี้อาจมีขนาดเล็กเท่าหมู่บ้าน หรือมีขนาดใหญ่เท่าประเทศ ศาสดาพยากรณ์จึงมีบทบาทหน้าที่ในสังคมมนุษย์แต่บุรพกาล ในขณะที่ศาสดาพยากรณ์ให้คำทำนายเกี่ยวกับสังคม หมอผี ให้คำทำนายเกี่ยวกับหมู่บ้าน แต่ศาสดาพยากรณ์หรือหมอผีมิได้ทำหน้าที่ในการให้คำทำนายเท่านั้น หากทว่ายังชี้นำความเป็นไปของสังคมและหมู่บ้านอีกด้วย การให้การทำนายและการชี้นำของศาสดาพยากรณ์และหมอผีหาได้มีรากฐานทางวิชาการสมัยใหม่แต่ประการใดไม่ หากแต่มีพื้นฐานจากคติความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ประสบการณ์ และไสยศาสตร์ โดยที่การให้คำทำนายและการชี้นำมักจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของศาสดาพยากรณ์และหมอผีด้วย
เมื่อมีการปฏิวัติความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเน้นการอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติและปรากฏการณ์สังคมด้วยการใช้ลำดับแห่งเหตุผลมากกว่าความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ ศาสดาพยากรณ์และหมอผีต้องลดบทบาทหน้าที่ลงตามลำดับ เนื่องเพราะผู้คนเริ่มตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับคำทำนายและการชี้นำของศาสดาพยากรณ์และหมอผี ในเมื่อคำทำนายและการชี้นำเหล่านั้นมิอาจอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้
นักวิชาการสมัยใหม่เริ่มเข้าไปแทนที่ศาสดาพยากรณ์และหมอผี การปฏิวัติความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในสังคม มนุษย์เริ่มปฏิเสธกระบวนทัศน์ที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ อันเป็นกระบวนทัศน์ชุดที่เป็นพื้นฐานของคำทำนายและการชี้นำของศาสดาพยากรณ์และหมอผี เมื่อสังคมใดยอมรับกระบวนทัศน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ศาสดาพยากรณ์และหมอผีก็เริ่มหมดฐานะในสังคมนั้น ในสภาพการณ์ดังกล่าวนี้ศาสดาพยากรณ์และหมอผีจะธำรงฐานะในสังคมไว้ได้ ก็แต่โดยการปรับกระบวนทัศน์ของตนเองตามการเปลี่ยนแปลงในสังคม ข้อเท็จจริงที่ศาสดาพยากรณ์และหมอผีสิ้นฐานะในสังคมอย่างรวดเร็ว ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนเหล่านี้ไม่สามารถปรับกระบวนทัศน์ของตนเองทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมได้ เพราะการปรับกระบวนทัศน์มิใช่เรื่องง่าย ความติดขัดมิได้อยู่ที่ตัวศาสดาพยากรณ์และหมอผีเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับการยอมรับของประชาชนในสังคมอีกด้วย ศาสดาพยากรณ์และหมอผีที่เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการให้คำทำนายและในการชี้นำ ย่อมมีปัญหาในการอธิบายแก่ประชาชนว่า เหตุใดคำทำนายและการชี้นำจึงแปรเปลี่ยนจากที่เคยให้ในอดีต แม้จะสามารถให้อรรถาธิบายได้ดีเพียงใด แต่ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อศาสดาพยากรณ์หรือหมอผีนั้นๆ ย่อมคลอนแคลนตามไปด้วย
นักวิชาการสมัยใหม่ทำหน้าที่แทนศาสดาพยากรณ์และหมอผี ทั้งในด้านการให้คำทำนายและด้านการชี้นำ ความแตกต่างพื้นฐานมีแต่เพียงว่านักวิชาการสมัยใหม่อาศัยหลักวิชาที่ยึดกระบวนทัศน์ที่ยึดถือการใช้ลำดับแห่งเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์มิได้แตกต่างจากนักสังคมศาสตร์และนักมนุษยศาสตร์ในขั้นรากฐาน เพราะต่างก็ให้คำทำนายและการชี้นำแก่สังคมเหมือนกัน ความแตกต่างมีแต่เพียงว่า ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ให้คำทำนายและการชี้นำเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ นักสังคมศาสตร์และนักมนุษยศาสตร์ข้องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของมนุษย์และสังคม แต่เส้นแบ่งประเภทของปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้มิใช่เส้นแบ่งที่ชัดเจน เพราะปรากฏอยู่เนืองๆ ว่า นักวิทยาศาสตร์ข้ามพรมแดนไปให้คำทำนายและการชี้นำเกี่ยวกับสังคมมนุษย์ ความข้อนี้เป็นจริงสำหรับนักสังคมศาสตร์และนักมนุษยศาสตร์ด้วย
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถให้คำทำนายไว้ว่า เมื่อไฮโดรเจน 2 โมเลกุลมีปฏิสัมพันธ์กับออกซิเจน 1 โมเลกุลภายใต้สภาวการณ์หนึ่งสภาวการณ์ใด สิ่งที่ได้จากปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ คือ น้ำ ในทำนองเดียวกับที่นักดาราศาสตร์สามารถให้คำทำนายได้ว่า เมื่อไรดาวหางฮัลเลย์จะโคจรผ่านประเทศไทย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถชี้นำประชาชนได้ว่า เมื่อเกิดสุริยุปราคา ไม่ควรมองสุริยุปราคาด้วยตาเปล่า เพราะจะทำให้เสียสายตา
คำทำนายและการชี้นำเกี่ยวกับสังคมมนุษย์แตกต่างจากคำทำนายและการชี้นำทางวิทยาศาสตร์ในขั้นรากฐาน เพราะคำทำนายและการชี้นำเกี่ยวกับสังคมมนุษย์มิอาจเลี่ยงพ้นการใช้ดุลพินิจและค่านิยมส่วนบุคคล อีกทั้งเจือปนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองของนักวิชาการผู้วิเคราะห์นั้น คำทำนายและการชี้นำเกี่ยวกับมนุษย์และสังคมจึงก่อให้เกิดวิวาทะได้เสมอ เพราะความรู้ทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มักจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ลงตัว แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งมีกฎเกณฑ์ที่ลงตัวและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับการก่อเกิดของน้ำและข้อชี้นำเกี่ยวกับการดูสุริยุปราคา มิใช่เรื่องที่ต้องโต้เถียงกันอีกต่อไป
แต่คำทำนายและการชี้นำทางวิทยาศาสตร์ใช่ว่าปลอดพ้นจากการใช้ดุลพินิจ ค่านิยม และอุดมการณ์ทางการเมืองส่วนบุคคลเสียทีเดียว เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังไม่ลงตัว ความรู้ที่ยังไม่ลงตัวเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดวิวาทะได้เสมอ ยิ่งการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับสังคมมนุษย์ชนิดที่ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียด้วยแล้ว ความไม่เป็นวิทยาศาสตร์ในการประเมินย่อมมีมากขึ้น เพราะการชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีกับผลเสียจำต้องใช้ดุลพินิจ ค่านิยมและอุดมการณ์ทางการเมืองส่วนบุคคล จึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ความข้อนี้เห็นได้จากวิวาทะเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน และวิวาทะเกี่ยวกับการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์
การให้คำทำนายและการชี้นำหาใช่เอกสิทธิ์ของนักวิชาการไม่ ราษฎรโดยทั่วไปย่อมมีสิทธิดังกล่าวนี้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดยที่ผู้ปกครองยากที่จะลิดรอนได้ แต่การที่ผู้คนโดยทั่วไปแสวงหาคำทำนายและการชี้นำจากนักวิชาการ ก็เพราะเชื่อว่า นักวิชาการเป็นผู้รู้ที่มีหลักวิชาการวิเคราะห์ และสามารถให้คำทำนายที่ถูกต้องแม่นยำได้ เมื่อไรก็ตามที่นักวิชาการให้คำทำนายและการชี้นำที่ผิดพลาด ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนักวิชาการนั้นๆ ย่อมเสื่อมถอยลง หากความผิดพลาดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็จะไม่มีใครฟังนักวิชาการคนนั้นอีกต่อไป
ความสามารถในการให้คำทำนายที่ถูกต้องแม่นยำ มิใช่เหตุผลประการเดียวที่สร้างศรัทธาในตัวนักวิชาการ ความประพฤติและอุดมการณ์ทางการเมืองของนักวิชาการนับเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญด้วย ผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมทราม ถึงจะเก่งกาจสามารถเพียงใด ก็คงหาคนศรัทธาได้ยาก ประชาชนที่รักชาติรักประชาธิปไตยมักจะไม่ฟังนักวิชาการขายตัวที่สยบเป็นสมุนผู้ทรงอำนาจเผด็จการ นักวิชาการต้องพิสูจน์ตนเองดุจเดียวกับที่ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
ด้วยเหตุที่คำทำนายและการชี้นำเกี่ยวกับมนุษย์และสังคมเจือปนด้วยอคติ ค่านิยม ดุลพินิจ และอุดมการณ์ส่วนบุคคล ผู้ทรงอำนาจจึงเลือกรับฟังคำทำนายและข้อชี้นำเพียงบางชุด โดยไม่รับฟังชุดที่ขัดต่อเป้าหมายความต้องการและผลประโยชน์ของตนเอง ในประวัติศาสตร์ที่เป็นมาผู้ทรงอำนาจมักจะเลือกรับฟังคำทำนายเกี่ยวกับความสดใสทางเศรษฐกิจ หากมีผู้หนึ่งผู้ใดชี้ให้เห็นด้านมืดของเศรษฐกิจไทย คนผู้นั้นจะกลายเป็นหมาหัวเน่าในสายตาของชนชั้นปกครอง และอาจถูกกล่าวหาอย่างง่ายๆ ว่าเป็นผู้ที่ต้องการเห็นความฉิบหายของเศรษฐกิจไทย
ด้วยเหตุที่ผู้ทรงอำนาจมีระบบตรรกวิทยาเช่นนี้เอง หน่วยราชการดังเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงแข่งกันให้คำทำนายเศรษฐกิจที่สดใส โดยที่ไม่เคยเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ทราบว่า หน่วยงานทั้งสองใช้แบบจำลองอะไร และมีวิธีการประมาณการอย่างไร จนอดสงสัยมิได้ว่าหน่วยงานทั้งสองใช้วิธีการ ปั่นแปะ แบบไทยๆ ในการให้คำทำนาย
คำทำนายทางเศรษฐกิจของหน่วยราชการค่อยๆ แปรสภาพเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ส่วนหนึ่งเพื่อเอาใจผู้นำรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งเพื่อฉายภาพอันสดใสแก่นักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ หากหน่วยราชการยังไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการให้คำทำนายไปในทางที่ให้ภาพเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ความน่าเชื่อถือของคำทำนายจะหมดสิ้นไปตามลำดับ ในไม่ช้าคำทำนายจะมีฐานะไม่แตกต่างจากคำสอพลอ
ด้วยเหตุที่การให้คำทำนายมิอาจปลอดพ้นจากการใช้ดุลพินิจนั่นเอง นักวิชาการจึงสามารถใช้คำทำนายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล รวมตลอดจนการใช้เป็นเครื่องมือในการสอพลอได้โดยง่าย เพราะเพียงแต่เลือกให้คำทำนายและคำชี้แนะชุดที่สอดคล้องกับเป้าหมายความต้องการและผลประโยชน์ของผู้ทรงอำนาจทางการเมือง ก็สามารถเสวยสุขและมั่งคั่งด้วยทรัพย์ศฤงคาร นักวิชาการหลายต่อหลายคนได้สร้างฐานะด้วยวิธีการเช่นนี้
นักวิชาการจะสามารถธำรงฐานะของตนในสังคมไว้ได้ก็แต่โดยการธำรงและเพิ่มพูนความเชื่อถือและศรัทธาของผู้คนในสังคมนั้น แม้ว่าการให้คำทำนายมิใช่เอกสิทธิ์ของนักวิชาการ แต่นักวิชาการก็ต้องมีสำนึกทางมโนธรรมในการเตือนสังคมมิให้ตกสู่หุบเหวแห่งหายนภัย หากนักวิชาการมุ่งแต่ใช้วิชาความรู้เพื่อสอพลอผู้มีอำนาจ ในไม่ช้านักวิชาการก็ต้องสิ้นฐานะในสังคมดุจเดียวกับศาสดาพยากรณ์และหมอผีในอดีต และคำทำนายของนักวิชาการจะไม่แตกต่างจากคำทำนายของหมอดูที่กล่าวถึง รัฐบาลอายุหมื่นปี ดังปรากฏในยุครัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร
หมายเหตุ : ตัดตอนจากบทความชื่อเดียวกัน ตีพิมพ์ครั้งแรกในผู้จัดการรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม 2537
บทความนี้เขียนขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์วางเฉยในประเด็นการปฏิรูปการเมือง นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ แห่งสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้คำทำนายว่า สภาพการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น อาจนำไปสู่สภาวะรัฐประหาร ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์พากันออกมาก่นด่านายฉลองภพ