เศรษฐกิจไทยหลังอุบัติการณ์เดือนกันยายน 2544
ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2544 และ 2545 เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2544 (ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 30 ตุลาคม 2544) โดยปรับลดอัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2544 เหลือเพียง 1.3-1.8% จากเดิม 1.5-2.0% และอัตราการเพิ่มขึ้นของการส่งออกเมื่อคิดตามมูลค่าในรูปเงินดอลลาร์อเมริกันมีค่าติดลบ -6% (ดูตารางที่ 1) หนังสือพิมพ์มติชน (ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2544) พาดหัวข่าวว่าเป็นการปรับคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจเป็นครั้งที่ 6 ในรอบปี 2544
ในอดีตกาลที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยมักจะนำเสนอคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจที่สดใสเกินกว่าความเป็นจริง ในบางครั้งเพื่อ ประจบ รัฐบาล ทั้งนี้สาธารณชนไม่มีโอกาสทราบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยนำเสนอคำพยากรณ์จากพื้นฐานทางวิชาการอย่างไร มีแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคสำหรับการพยากรณ์หรือไม่ หรือว่าการพยากรณ์นั้นมาจากการ ปั่นแปะ ตัวเลข เหตุไฉนจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนคำพยากรณ์ในรอบปีอยู่บ่อยครั้ง ความไม่แม่นยำของคำพยากรณ์ไม่เพียงแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทย (Central Bank Credibility) เท่านั้น หากยังอาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจได้อีกด้วย หากผู้ประกอบการในภาคเอกชนตัดสินใจในการลงทุนและในการประกอบธุรกิจโดยยึดคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจของธนาคารแห่งปรเทศไทยเป็นพื้นฐาน
แต่การปรับคำพยากรณ์หลังอุบัติการณ์เดือนกันยายน 2544 ต้องยกประโยชน์ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากมีเหตุอันไม่คาดฝัน ซึ่งกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง บัดนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่า ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ กระนั้นก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีสุขทัศน์ (Optimism) ที่คาดการณ์ว่าระบบเศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยที่การฟื้นตัวจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2544
การปรับคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า อาจสร้างความไม่พอใจแก่ผู้นำรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปรับคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจ โดยลดอัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงกับออกอาการไม่พอใจ ในแง่นี้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้แตกต่างจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องการรับฟังคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจที่วาดภาพอย่างสดใสเกินกว่าความเป็นจริง ทั้งๆ ที่การวาดภาดเศรษฐกิจอย่างเริดหรูทำให้ประชาชนมีความคาดหวังอย่างผิดๆ หากความคาดหวังแตกต่างจากความเป็นจริงมากเพียงใด ความผิดหวังย่อมมีมากเพียงนั้น รัฐบาลที่ยึดปรัชญา คิดใหม่-ทำใหม่ จะไม่สามารถ ทำใหม่ อะไรได้ หากไม่ปรับเปลี่ยนความคิดพื้นฐาน ด้วยการยอมรับความเป็นจริง และประกาศเตือนให้ประชาชนเตรียมรับความเป็นจริงใหม่ที่ต้องเผชิญ ในแง่นี้ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยแตกต่างจากรัฐบาลแห่งประเทศสิงคโปร์ชนิดคนละขั้ว เพราะรัฐบาลสิงคโปร์ประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมรับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจมานานนับเดือนแล้ว
ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ นับตั้งแต่ต้นปี 2544 แล้ว ในเมื่อภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในสหรัฐอเมริกาเริ่มแตกตั้งแต่ปลายปี 2543 กระนั้นก็ตาม บรรดาสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจยังคงมีสุขทรรศะว่า ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจภายหลังการแตกสลายของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่จะไม่รุนแรง และระบบเศรษฐกิจอเมริกันจะมี Soft Landing ได้ แต่แล้วการถล่ม World Trade Center เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ทำให้สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจบางสำนักเริ่มปรับคำพยากรณ์ โดยที่คำพยากรณ์โน้มเอียงไปข้างทุกขทัศน์ (Pessimism) มากขึ้น
ภาวะถดถอยของระบบเศรษฐกิจไทยจะรุนแรงและยืดเยื้อมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจอเมริกัน ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ระบบเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงระบบเศรษฐกิจอเมริกันอย่างสำคัญ
ความรวดเร็วในการฟื้นตัวจากภาวะถดถอยของระบบเศรษฐกิจอเมริกัน เป็นประเด็นที่มีวิวาทะในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มทุกขทัศน์เชื่อว่า ภาวะถดถอยจะยืดเยื้อ เนื่องจากอุตสาหกรรมสำคัญมีกำลังการผลิตล้นเกิน (Excess Capacity) อุบัติการณ์เดือนกันยายน 2544 ก่อผลซ้ำเติม ภาวะล้นเกินของกำลังการผลิต กลุ่มสุขทัศน์เชื่อว่า ภาวะถดถอยจะไม่ยืดเยื้อ เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีวิทยาการความรู้และทักษะในการผลิตและการบริหารจัดการ ประกอบกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเพื่ออัดฉีดการเติบโต (Expansionary Macroeconomic Policy) จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจอเมริกันฟื้นคืนสู่ภาวะปกติรวดเร็วกว่าที่คาด ศาสตราจารย์โรเบิร์ต แบร์โร (Robert J. Barro) เสนอบทวิเคราะห์เสริมว่า การทำสงครามมีผลในการอัดฉีดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลต้องใช้จ่ายในด้านการกลาโหมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดว่ารัฐบาลอเมริกันอาจต้องใช้จ่ายในด้านการทหารเพิ่มขึ้นอีก 2% ของ GDP โดยที่รายจ่ายด้านการทหารทุกๆ หนึ่งดอลลาร์ จะทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น 60-70 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุดังนี้ ระบบเศรษฐกิจอเมริกันอาจเบี่ยงเบนจากภาวะถดถอยในปลายปี 2545 ได้
อย่างไรก็ตาม ความยืดเยื้อในการทำสงครามอัฟกานิสถานและสงครามอื่นที่จะตามมามีผลในการทำลายศานติสุข ความไร้เสถียรภาพและความระส่ำระสายในสังคมอเมริกัน อาจทำให้ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจยืดเยื้อและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเผชิญอุปสรรคมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
สุขภาพของระบบเศรษฐกิจไทยมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจด้วย แม้ว่าวิกฤติการณ์การเงินเดือนกรกฎาคม 2540 จะผ่านพ้นมากว่า 4 ปีแล้ว แต่ระบบเศรษฐกิจไทยยังมิได้มีสุขภาพอันแข็งแรง ระบบสถาบันการเงินยังอ่อนแอ หนี้อันไม่ก่อรายได้ (Non-performing Loans) ยังมิได้มีการแก้ปัญหาในขั้นฐานรากอย่างสำคัญ มีแต่การ ซุก ปัญหา การลงทุนในภาคธุรกิจเอกชนยังมิได้ติดเครื่อง ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอาจทำให้การกระตุ้นการลงทุนในภาคธุรกิจเอกชนทำได้ยากขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบสภาวการณ์ในปัจจุบันกับสภาพการณ์ก่อนเดือนกรกฎาคม 2540 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละทิ้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate System) ดุลบัญชีเดินสะพัดแปรจากการขาดดุลมาเป็นการเกินดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศมีฐานะมั่นคงมากกว่าเดิม เงินกู้ภาคเอกชนลดความสำคัญลงไปมากในโครงสร้างเงินกู้ต่างประเทศ แต่หนี้สาธารณะกลับเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงสัมบูรณ์และเชิงสัมพัทธ์ (เมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติ) การก่อหนี้สาธารณะอย่างบ้าระห่ำนับตั้งแต่รัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นต้นมา ยังผลให้วิกฤติการณ์การเงินกำลังแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤติการณ์การคลัง ขีดจำกัดในการก่อหนี้สาธารณะย่อมหมายถึงขีดจำกัดในการอัดฉีดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และหมายถึงขีดจำกัดในการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจด้วย รัฐบาลทักษิณหันไปใช้ทรัพยากรนอกบัญชีเงินคงคลังในการดำเนินนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ หากการใช้จ่ายทรัพยากรนอกบัญชีเงินคงคลังเป็นไปอย่างหละหลวมและไม่รอบคอบ ความมั่นคงทางการเงินขององค์กรเหล่านี้ย่อมถูกบั่นทอนในอนาคต
ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเยียวยาแก้ไข และปล่อยให้ยืดเยื้อ ย่อมมีผลกัดกร่อนธุรกิจเอกชน ซึ่งกระทบต่อฐานะความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน โดยที่วิกฤติการณ์สถาบันการเงินอาจหวนกลับมาอีกได้ บทวิเคราะห์ของ Sun-Bae Kim แห่ง Goldman Sachs จัดลำดับความเปราะบางของระบบสถาบันการเงิน เรียงลำดับจากมาเลเซีย ไต้หวัน ไทย และอินโดนีเซีย
หมายเหตุ
1. การเปลี่ยนแปลงคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกหลังอุบัติการณ์เดือนกันยายน 2544 ดูรายงานเรื่อง How Far Down?, The Economist (October 20, 2001), pp. 71-72
2. ความเห็นที่ว่า การทำสงครามมีผลในการอัดฉีดการเติบโต โปรดอ่าน Robert J. Barro, Why the War Against Terror Will Boost the Economy, Business Week (November 5, 2001)
3. รายงานบทวิเคราะห์ของ Sun-Bae Kim แห่ง Goldman Sachs ในฮ่องกง ดู Warning Signs, The Economist (October 27, 2001), pp. 75-76