การก่อการร้าย VS แผ่นดินไหว
การถล่ม World Trade Center เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ก่อผลกระทบอันเลวร้ายด้านเศรษฐกิจยิ่งกว่าแผ่นดินไหวหรือไม่?
ในรอบเดือนที่ผ่านมา มีนักเศรษฐศาสตร์อย่างน้อย 2 ท่านที่เปรียบเทียบการถล่ม World Trade Center กับแผ่นดินไหว ณ นครโกเบ (Kobe) ประเทศญี่ปุ่น คนหนึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ ฮิวเบิร์ต สตร็อบ (Hubert Straub) แห่ง Kiel Institute of World Economics มหาวิทยาลัยคีล ประเทศเยอรมนี อีกคนหนึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันระดับรางวัลโนเบลชื่อ แกรี เบ็กเกอร์ (Gary S. Becker) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา
นครโกเบเผชิญภาวะแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในปี 2538 ผู้คนล้มตายกว่า 6,000 คน ตึกอาคารถล่มหรือเสียหายมากกว่า 100,000 หลัง จำนวนคนตายอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกรณีการถล่ม World Trade Center แต่เมื่อคิดในเชิงสัดส่วนสัมพัทธ์ต้องนับว่าสูงกว่ากรณี World Trade Center ทั้งนี้เพราะเหตุว่า จำนวนประชากรในญี่ปุ่นน้อยกว่าสหรัฐอเมริกามาก ความเสียหายที่เกิดแก่นครโกเบทำให้มีการพยากรณ์กันว่า กว่าที่นครโกเบจะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และปรับตัวเป็นนครสมัยใหม่ที่มีชีวิตชีวา คงกินเวลานานนับทศวรรษ แต่แล้วนครโกเบก็ทำให้คำพยากรณ์เหล่านั้นผิดพลาด เพราะเพียงชั่วเวลาไม่กี่ปีต่อมา นครโกเบกลับมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์สนใจศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากภัยธรรมชาติ ดังเช่นปรากฏการณ์แผ่นดินไหว อุทกภัย วาตภัย รวมตลอดจนภัยพิบัติจากสงคราม ตั้งแต่ยุคสำนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิก (Classical Economics) ในหลายต่อหลายกรณี ระบบเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติเหล่านี้ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างน้อยที่สุดเร็วกว่าที่คาด จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart) ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่เกื้อกูลการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการฟื้นตัวจากภัยพิบัติต่างๆ ก็คือ ความรู้และทักษะ
ความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการถล่ม World Trade Center ที่มีต่อสหรัฐอเมริกามีไม่มากเท่าผลกระทบของแผ่นดินไหว ณ นครโกเบที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้เป็นเพราะขนาดของระบบเศรษฐกิจอเมริกันใหญ่โตมโหฬารมากกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั่นเอง ฮิวเบิร์ต สตร็อบ ชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่แผ่นดินไหว ณ นครโกเบ มีผลกระทบด้านบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของการก่อสร้าง ซึ่งก่อผลทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่ผลทวีคูณทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ยังไม่ปรากฏในระบบเศรษฐกิจอเมริกันหลังการถล่ม World Trade Center
ภัยธรรมชาติ ดังเช่นแผ่นดินไหว อุทกภัย และวาตภัย เป็นภัยที่ยากแก่การป้องกัน มนุษยพิภพต้องเผชิญกับสภาวะความไม่แน่นอน อันเกิดจากการที่ภัยธรรมชาติอาจเกิดขึ้นได้อีก เมื่อเกกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในมลรัฐแคลิฟอร์เนียในปี 2532 ประชาชนชาวอเมริกันในมลรัฐนั้นพากันหวาดผวาว่า แผ่นดินไหวครั้งที่ยิ่งใหญ่กว่าอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้
การก่อการร้ายแตกต่างจากภัยธรรมชาติ ในข้อที่ป้องกันและป้องปรามได้ เพียงแต่อาจต้องเสียต้นทุนสูง คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า การก่อการร้ายอันเกิดจากความเชื่อด้านอุดมการณ์และศาสนา รวมตลอดจนการก่อการร้ายอันเกิดจากความเกลียดชังสหรัฐอเมริกา สามารถป้องกันและป้องปรามได้หรือไม่ ทุกวันนี้ชาวแคลิฟอร์เนียรู้สึกหวาดผวาต่อภัยพิบัติอันเกิดจากแผ่นดินไหวน้อยลง แต่ชาวอเมริกันโดยทั่วไปยังคงหวาดผวาต่อภัยจากการก่อการร้าย สภาวะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นใหม่ก็คือ การก่อการร้ายจะปรากฏในรูปแบบใด
ศาสตราจารย์แกรี เบ็กเกอร์ เชื่อว่า การก่อการร้ายสามารถป้องกันและปราบปรามได้ เพียงแต่ต้องเสียต้นทุนสูง และหากสามารถสกัดการก่อการร้ายได้ ระบบเศรษฐกิจอเมริกันจะฟื้นตัวในเวลาอันรวดเร็วกว่าที่ผู้คนทั่วไปคาดคิด บรรดาผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการถล่ม World Trade Center ล้วนแล้วแต่เป็นผลกระทบระยะสั้น แม้ความเชื่อมั่นของประชาชนผู้บริโภคและนักลงทุนจะตกต่ำลงไปมาก ยิ่งกว่าเมื่อครั้งเกิดวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งแรกระหว่างปี 2516-2517 และสงครามอ่าวเปอร์เซียในระหว่างปี 2533-2534 แต่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์คืนสู่สภาวะปกติภายใน 2-3 สัปดาห์ในทัศนะของศาสตราจารย์เบ็กเกอร์ ปัจจัยที่เกื้อกูลการเติบโตและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อันได้แก่ วิทยาการความรู้และทักษะของชาวอเมริกัน มิได้รับความเสียหายและบอบช้ำจากการถล่ม World Trade Center
ฮิวเบิร์ต สตร็อบ อาศัยแบบจำลองเศรษฐกิจที่พัฒนา ณ Kiel Institute of World Economics ในการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการก่อการร้ายที่มีต่อระบบเศรษฐกิจอเมริกัน ผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า หากสภาวการณ์ด้านการเมืองมีเสถียรภาถ ระบบเศรษฐกิจอเมริกันจะฟื้นตัวภายในปี 2545
การถล่ม World Trade Center ยังผลให้การผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ต้องหยุดชะงักไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ จึงทำให้ระบบเศรษฐกิจอเมริกันสูญเสียผลผลิตโดยตรง (Direct Production Loss) กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ได้แก่ การขนส่งคมนาคม โรงแรม สถานบันเทิง บริการการเงิน และการค้าปลีก อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแต่เพียงเล็กน้อย ได้แก่ หัตถอุตสาหกรรม การก่อสร้าง บริการสาธารณูปโภค การค้าส่ง และการโทรคมนาคม ส่วนกิจกรรมที่มิได้รับผลกระทบเลย ได้แก่ เกษตรกรรมและการเหมืองแร่
สายการบิน โรงแรม และการท่องเที่ยว เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรง ยิ่งกว่าครั้งที่เครื่องบิน Pan Am ตกที่ Lockerbie สก๊อตแลนด์ ในปี 2531 และ TWA ตกในปี 2539 ทุกครั้งที่เครื่องบินตก ราคาหลักทรัพย์ของสายการบินต้องตกตามและการเดินทางทางอากาศมักจะหดตัวด้วย กว่าที่การเดินทางทางอากาศจะคืนสู่สภาวะปกติกินเวลานับเดือน แต่การถล่ม World Trade Center ทำให้ราคาหุ้นสายการบินตกต่ำอย่างรุนแรง ยิ่งกว่าเครื่องบินตกมากนัก มิหนำซ้ำความซบเซาของการท่องเที่ยวยิ่งซ้ำเติมฐานะทางการเงินของสายการบินทั้งปวง จนรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั้งอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตกต้องเข้าไปประคับประคอง
ในระบบเศรษฐกิจอเมริกัน การขนส่งทางอากาศมีความสำคัญประมาณ 30% ของภาคการขนส่ง (Transportation Sector) กิจกรรมทางเศรษฐกิจแต่ละประเภทมีความเข้มข้นของการขนส่งทางอากาศ (Air Transportation Intensity) แตกต่างกัน ในโครงสร้างอุปสงค์มวลรวมของระบบเศรษฐกิจอเมริกัน รายจ่ายระดับมหภาคที่มีความเข้มข้นของการขนส่งทางอากาศสูงสุด ได้แก่ การส่งออกสินค้าและบริการ รองลงมาได้แก่ รายจ่ายในการบริโภคของประชาชน ต้นทุนการขนส่งทางอากาศที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากการถล่ม World Trade Center มิได้มีผลต่อการส่งออกของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น หากมีผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกทุกประเทศที่ใช้บริการการขนส่งทางอากาศด้วย การปรับตัวในการใช้บริการขนส่งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยที่การขนส่งทางอากาศจะลดความสำคัญลงไปมาก
แม้ว่าฮิวเบิร์ต สตร็อบ มีความเห็นแตกต่างจากศาสตราจารย์แกรี เบ็กเกอร์ ในประเด็นการเปรียบเทียบผลกระทบอันเกิดจากการก่อการร้ายกับแผ่นดินไหว แต่สตร็อบก็มีสุขทรรศน์ (Optimism) เหมือนกับศาสตราจารย์เบ็กเกอร์ เพราะต่างก็เห็นว่า เศรษฐกิจอเมริกันสามารถฟื้นตัวในเวลาอันรวดเร็ว เบ็กเกอร์หยิบยกปัจจัยด้านวิทยาการความรู้และทักษะ อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของระบบเศรษฐกิจขึ้นมาอธิบาย ส่วนสตร็อบหยิบยกนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลอเมริกัน ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเป็นตัวแปรอธิบาย
ข้อที่น่าสังเกต ก็คือ สุขทรรศนะของแกรี เบ็กเกอร์ และฮิวเบิร์ต สตร็อบ มิใช่การมองโลกในแง่ดีอย่างปราศจากเงื่อนไข ในขณะที่สุขทรรนะของแกรี เบ็กเกอร์ ผูกไว้กับสมรรถภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและป้องปรามการก่อการร้าย สุขทรรศนะของฮิวเบิร์ต สตร็อบ ผูกไว้กับเสถียรภาพทางการเมือง โดยที่ปัจจัยทั้งสองเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างเห็นได้ชัด หากรัฐบาลอเมริกันยังคงทำสงครามอัฟกานิสถานอย่างยืดเยื้อยาวนานมากเพียงใด ความหวังที่จะได้เห็นระบบเศรษฐกิจอเมริกันฟื้นตัวในเวลาอันรวดเร็วย่อมเลือนลางมากเพียงนั้น นอกจากนี้ ความยืดเยื้อของสงครามอัฟกานิสถานยังสร้างสิ่งจูงใจในการ ก่อการร้าย อีกด้วย
หมายเหตุ
1. ทัศนะของศาสตราจารย์แกรี เบ็กเกอร์ ดู Gary S. Becker, Dont Be Surprised If the Recovery Is Rapid, Business Week (October 22, 2001), p. 14
2. บทวิเคราะห์ของฮิวเบิร์ต สตร็อบ ดู Hubert Straub, Assessing the Effects of the Terrorist Attacks on the U. S. Economy, Kiel Working Paper No. 1077 (September 2001), Kiel Institute of World Economics, University of kiel, ดู www.uni-Kiel/IFW/homeeng.htm
3. ข้อเสนอในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลอเมริกัน ดู Martin Neil Baily, Economic Policy Following the Terrorist Attacks. Policy Briefs No. 01-10 (October 2001), Institute for International Economics. ดู www.iie.org