โจเซฟ สติกลิตส์กับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์

ในทันทีที่ราชบัณฑิตยสถานทางวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (The Royal Swedish Academy of Sciences) ประกาศให้รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ หรือชื่ออย่างเป็นทางการ Sveriges Riksbank (Bank of Sweden) Prize in Econoimic Sciences in Memory of Alfred Nobel ประจำปี 2544 แก่โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph E. Stiglitz) Website ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (www.columbia.edu) ก็ประโคมข่าวโดยฉับพลัน คณะเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียถึงกับ คุยโม้ ว่า อาจารย์คณะนั้นยึดรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ถึง 3 ปีในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมานี้ เริ่มต้นด้วยศาสตราจารย์วิลเลียม วิกกรีย์ (William Vickey) ในปี 2540 ตามมาด้วยโรเบิร์ต มันเดล (Robert Mundell) ในปี 2542 และตบท้ายด้วยโจเซฟ สติกลิตส์

สติกลิตส์เพิ่งย้ายมาอยู่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปี 2544 หลังจากที่ถูกกระทรวงการคลังอเมริกัน กดดัน ให้ออกจากตำแหน่งรองประธานธนาคารโลก หรือตำแหน่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ (Chief Economist) หากศึกษาประวัติของสติกลิตส์แล้ว จะพบว่า สติกลิตส์เป็น สิงห์พเนจร เร่ร่อนไปเป็นอาจารย์ในสถาบันต่างๆ โดยที่แต่ละสถาบันอยู่นานเพียง 2-3 ปี สถาบันที่สติกลิตส์อยู่นานที่สุดคือ มหาวิทยาลัยพรินส์ตัน (Princeton University) เขาเคยสังกัดมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford University) สองกรรมสองวาระ ครั้งแรกระหว่างปี 2517-2519 ครั้งที่สองในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ในทำนองเดียวกับที่เคยสังกัดมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (Oxford University) สองครั้งสองครา ครั้งแรกระหว่างปี 2516-2517 สังกัด St. Catherines College ครั้งที่สองระหว่างปี 2519-2522 สังกัด All Souls College

ด้วยเหตุที่สติกลิตส์เคยเพ่นพ่านสอนหนังสือในประเทศอังกฤษ เขาจึงมีสายสัมพันธ์กับนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำในประเทศนั้น ผู้ที่สติกลิตส์สนิทชิดเชื้อจนถึงกับผลิตงานวิชาการร่วมกันกลับเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์สองนาย คนหนึ่งคือ แอนโทนี แอตกินสัน (Anthony B. Atkinson) ซึ่งปัจจุบันไปเป็น Master ของ Nuffield College แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด คนทั้งสองร่วมกันเขียนหนังสือชื่อ Lectures in Public Economics (McGraw-Hill, 1980) อันเป็นตำราที่นักศึกษาเศรษฐศาสตร์การคลังยังคงต้องอ่าน อีกคนหนึ่งคือ เดวิด นิวเบอร์รี (David M.G. Newberry) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Department of Applied Economics แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คนทั้งสองร่วมกันเขียนหนังสือเรื่อง The Theory of Commodity Prize Stabilization (Oxford University Press, 1981) อันเป็นหนังสือที่นักศึกษาเศรษฐศาสตร์การเกษตรยังคงต้องอ่าน

โจเซฟ สติกลิตส์ เกิดที่เมือง Gary มลรัฐ Indiana .ในปี 2485 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Amherst College ในปี 2507 และระดับปริญญาเอกจาก M.I.T. ในปี 2509 ขณะมีอายุเพียง 24 ปี ในปี 2522 สติกลิตส์ได้รับรางวัล John Bates Clark Award จากสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Economic Association) รางวัลดังกล่าวนี้ให้แก่นักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี บรรดานักเศรษฐศาสตร์อเมริกันชั้นนำในปัจจุบันล้วนเคยได้รับรางวัลนี้มาเกือบทั้งสิ้น

ในการประกาศรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2544 โจเซฟ สติกลิตส์ได้รับรางวัลร่วมกับยอร์จ อเกอร์ลอฟ (George A. Akerlof) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองเบิร์กเลย์ และไมเคิล สเปนส์ (Michael A. Spence) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด บุคคลทั้งสามได้รับรางวัลจากผลงานการวิเคราะห์ตลาดที่มีสารสนเทศอันไร้สมมาตร (Markets With Asymmetric Information)

สติกลิตส์เป็นศิษย์เก่า M.I.T. เหมือนกับอเกอร์ลอฟ สเปนส์ เหมือนกับสติกลิตส์ในสองด้าน ในด้านหนึ่ง สเปนส์มีความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดเหมือนกับสติกลิตส์ ต่างกันแต่เพียงว่าสเปนส์เป็นนักศึกษาโดยได้รับทุน Rhodes Scholar (2509-2511) ในขณะที่สติกลิตส์เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น ในอีกด้านหนึ่ง สเปนส์เหมือนกับสติกลิตส์ที่ได้รับรางวัล John Bates Clark Award จากสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกาในปี 2524

อเกอร์ลอฟและสเปนส์มีจุดเน้นในการพัฒนาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจน งานวิชาการของบุคคลทั้งสองมุ่งวิเคราะห์ประเด็นปัญหาอันเกิดความไม่สมบูรณ์และความไร้สมมาตรของสารสนเทศ บทความเรื่อง The Market for Lemons ของอเกอร์ลอฟ ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2513 เป็นงานคลาสสิกที่นักศึกษาเศรษฐศาสตร์สารสนเทศ (Economics of Information) ทุกคนต้องอ่าน Lemons ในที่นี้มิใช่มะนาว หากแต่เป็นภาษาร่วมสมัยที่หมายถึงรถยนต์เก่าที่เครื่องยนต์บางส่วนชำรุด ในขณะที่เจ้าของรถยนต์หรือช่างรถยนต์ตระหนักว่า รถยนต์ดังกล่าวมีคุณภาพดีเพียงใด แต่ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์โดยทั่วไปมิได้มีข้อมูลเสมอด้วยเจ้าของ สภาวะที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีสารสนเทศเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าไม่เท่าเทียมกัน แสดงถึงลักษณะความไร้สมมาตรของสารสนเทศ (Asymmetry of Information) ความไร้สมมาตรของสารสนเทศกลายเป็นแนวความคิดสำคัญในการทำความเข้าใจโครงสร้าง (Structure) ประพฤติกรรม (Conduct) และผลปฏิบัติการ (Performance) ในตลาดประเภทต่างๆ

เศรษฐศาสตร์สารสนเทศเป็นสาขาวิชาที่ไมเคิล สเปนส์มีงานบุกเบิกตั้งแต่ต้น Market Signelling : Information Transfer in Hiring and Related Screening Process (Harvard University Press, 1974) ซึ่งแก้ไขปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก นับเป็นงานบุกเบิกที่สำคัญ การส่งสัญญาณในตลาด (Market Signelling) เป็นกลไกสำคัญในการบรรลุดุลยภาพด้านสารสนเทศ (Informational Equilibrium) ในตลาดแรงงาน นายจ้างย่อมต้องการทราบประสิทธิภาพการทำงานของผู้ที่ต้องการเป็นลูกจ้าง มิฉะนั้นอาจตัดสินจ้างงานอย่างผิดพลาด กล่าวคือ แทนที่จะว่าจ้างบุคคลที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูง กลับไปว่าจ้างผู้ที่มีประสิทธิภาพต่ำ นายจ้างมีสารสนเทศเกี่ยวกับผู้สมัครงาน 2 ประเภท ประเภทหนึ่งเป็นสารสนเทศเกี่ยวกับลักษณะที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ (Unalterable Characteristics) เช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ ฯลฯ อีกประเภทหนึ่งเป็นสารสนเทศเกี่ยวกับลักษณะที่แปรเปลี่ยนได้ (Alterable Characteristics) อาทิเช่น ทุนมนุษย์ (Human Capital) อันเกิดจากการลงทุนด้านการศึกษา เป็นต้น วุฒิบัตรและปริญญาบัตรทำหน้าที่ส่งสัญญาณนอกตลาดแรงงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของผู้สมัครงาน แต่วุฒิบัตรและปริญญาบัตรอาจให้สัญญาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพได้

ในระยะหลัง ไมเคิล สเปนส์ หันไปศึกษาพลวัตรการแข่งขันในตลาดสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์การแข่งขันของหน่วยผลิตกับผลปฏิบัติการในตลาด (Market Performance) กระนั้นก็ตาม ผลงานในด้านเศรษฐศาสตร์สารสนเทศยังคงสถานะงานบุกเบิกที่สำคัญ

สติกลิตส์แตกต่างจากอเกอร์ลอฟและสเปนส์ในด้านความหลากหลายของงานวิชาการ สติกลิตส์มีงานบุกเบิกสำคัญในหลายสาขาวิชาทั้งเศรษฐศาสตร์การคลัง เศรษฐศาสตร์การเงิน เศรษฐศาสตร์การเกษตร และเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ผลงานในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์สารสนเทศส่วนใหญ่เป็นงานเขียนร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ทั้งที่เป็นมิตรสหายและลูกศิษย์ งานฉายเดี่ยวมีเพียงส่วนน้อย ด้วยเหตุที่สติกลิตส์มีผลงานบุกเบิกในหลากหลายสาขาวิชาเช่นนี้ จึงมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่สติกลิตส์รอคิวรับรางวัลโนเบล ในความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อย สติกลิตส์สมควรได้รับรางวัลโนเบลฉายเดี่ยว มากกว่าการรับรางวัลร่วมกับผู้อื่นดังที่ประกาศในปีนี้

แม้ว่าสติกลิตส์จะเชื่อมั่นการทำงานของกลไกราคาในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่สติกลิตส์มิได้สังกัดสำนักเสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-Liberalism) สติกลิตส์เป็นผู้นำในการวิพากษ์ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) แม้เมื่อดำรงตำแหน่งรองประธานธนาคารโลก สติกลิตส์ก็วิพากษ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศอย่างคงเส้นคงวา อันก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างองค์กรโลกบาลน้องพี่แห่งเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods Institutions) สติกลิตส์พยายามผลักดันให้มีการจัดระบบสถาปัตยกรรมใหม่สำหรับการเงินระหว่างประเทศ (New International Finance Architecture) ตลาดการเงินเป็นตัวอย่างคลาสสิกของตลาดที่มีสารสนเทศอันไม่สมบูรณ์ ความไร้สมมาตรของสารสนเทศปรากฏโดยทั่วไปในตลาดนี้ ผู้บริหารสถาบันการเงินรู้ดีว่า สถาบันการเงินที่ตนเป็นผู้บริหารมีฐานะความมั่นคงมากน้อยเพียงใด แต่เจ้าของเงินฝากหาได้มีสารสนเทศเกี่ยวกับความมั่นคงของสถาบันการเงินเสมอด้วยผู้บริหารสถาบันการเงินนั้น ในทำนองเดียวกัน ผู้บริหารสถาบันการเงินไม่สามารถกล่าวรู้ถึงฐานะและความมั่นคงของบริษัทธุรกิจที่เป็นลูกหนี้เสมอด้วยเจ้าของหรือผู้บริหารบริษัทธุรกิจนั้น ความไม่สมบูรณ์และความไร้สมมาตรของสารสนเทศดังกล่าวนี้ ทำให้ตลาดการเงินโดยพื้นฐานมิอาจมีการแข่งขันที่สมบูรณ์ (Perfect Competition) ได้ ด้วยเหตุดังนี้ สติกลิตส์จึงเป็นหัวหอกในการท้วงติงและคัดค้านนโยบายเสรีนิยมทางการเงิน (Finance Liberalization) เพราะการเดินบนเส้นทางเสรีนิยมในตลาดการเงินที่สารสนเทศมีความไม่สมบูรณ์และมีลักษณะไร้สมมาตร ย่อมนำมาซึ่งวิกฤติการณ์การเงินได้โดยง่าย

แม้สติกลิตส์จะเชื่อมั่นในการทำงานของกลไกราคา แต่สติกลิตส์ก็มองเห็นความล้มเหลวของกลไกราคา ในเรื่องที่กลไกราคาไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ รัฐจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง การช่วยเหลือคนยากคนจนและผู้ด้อยโอกาสในสังคมเป็นหน้าที่ของรัฐ การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน (Privatization) เป็นเรื่องที่ต้องเปรียบเทียบประโยชน์ที่สังคมได้รับกับต้นทุนที่สังคมต้องสูญเสีย ในประการสำคัญ จะพิจารณาแต่เพียงผลประโยชน์ระยะสั้นเพียงโสดเดียวมิได้ หากแต่ต้องเปรียบเทียบประโยชน์กับต้นทุนที่ต้องเสียในระยะยาว

ภายหลังอุบัติการณ์ตึก World Trade Center ถล่มเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 สติกลิตส์ออกมาฟื้นความหลังเรื่องการถ่ายโอนงานรักษาความปลอดภัยสนามบิน (Airport Security) ไปให้เอกชน บริษัท รปภ.เอกชนพากันกดค่าจ้าง อันเป็นเหตุเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบินยึดอาชีพอยู่ได้ไม่นาน การเข้าและออกจากงานเป็นไปด้วยความถี่สูง สิ่งจูงใจในการทำงานมีน้อย เนื่องจากค่าจ้างต่ำ จึงมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ผู้ก่อการร้ายเล็ดลอดขึ้นเครื่องบินได้โดยง่าย การท่าอากาศยานและสายการบินอาจมีกำไรระยะสั้นเพิ่มขึ้นจากการถ่ายโอนงาน รปภ.ไปให้เอกชน แต่สังคมอเมริกันโดยส่วนรวมเป็นผู้รับภาระต้นทุนอุบัติการณ์เดือนกันยายน 2544

โจเซฟ สติกลิตส์เป็นนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักฝ่ายข้างน้อยที่มีความคิดเสรีนิยมทางการเมือง มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย มีความเอื้ออาทรทั้งต่อคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสในสังคม และต่อกลุ่มประเทศโลกที่สาม ในประการสำคัญ เป็นนักวิชาการที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาการ