รัฐบาลทักษิณ พรรคไทยรักไทย และกระบวนการยียานุวัตร

หนังสือพิมพ์หลายฉบับ คอลัมนิสต์หลายคน และสำนักสำรวจความเห็นประชาชนหลายสำนัก เริ่มส่งสัญญาณว่า ระยะ น้ำผึ้งพระจันทร์ ระหว่างรัฐบาลทักษิณกับประชาชนกำลังสิ้นสุดลง

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความผิดในฐานะจงใจปกปิดบัญชีแสดงทรัพย์สิน แทนที่คะแนนนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีจะพุ่งสูงขึ้น กลับมีแนวโน้มตกต่ำลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความ ไม่สง่างาม ของคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก ประกอบกับความไม่รัดกุมของกระบวนวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเอง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ อหังการแห่งอำนาจ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมักจะอ้างอิงคะแนนเสียง 11 ล้านคนที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ประดุจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถกระทำการใดๆ หรือไม่กระทำใดๆ ก็ได้ในนามของคะแนนเสียง 11 ล้านเสียงในไม่ช้า พ.ต.ท.ทักษิณอาจรุกคืบไปเปล่งมธุรสวาจาว่า ข้าคือรัฐ และ รัฐคือข้า ทั้งๆ ที่ยุคสมัยแห่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผ่านพ้นมานานนับศตวรรษแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยถีบตัวขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล ด้วยการนำเสนอเมนูนโยบาย (Policy Menu) ที่มีพลังตลาดสูงยิ่ง เมนูดังกล่าวแม้จะมีนวัตกรรมด้านนโยบายอยู่บ้าง แต่ไม่ทันอกทันใจประชาชนบางภาคส่วน คนไทยคุ้นเคยกับการบริโภคอาหารประเภท แดกด่วน ยัดเร็ว จึงเริ่มรู้สึกอึดอัดใจเมื่อเวลาผ่านพ้นไป 6 เดือนเศษ รัฐบาลทักษิณยังตระเตรียมการปรุงอาหารไม่แล้วเสร็จ แม้นโยบายบางนโยบายจะเริ่มเดินเครื่องตามเมนูที่เสนอขาย ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้เกษตรกร 30 บาทรักษาทุกโรค ธนาคารประชาชนและ TAMC โดยที่การปฏิรูประบบราชการกำลังเติมน้ำมันเพื่อติดเครื่อง แต่การปฏิรูปการศึกษายังคลำเป้าไม่พบ เวลา 6 เดือนอาจรวดเร็วเกินกว่าที่จะประเมินผลงานของรัฐบาล แต่อาการมะงุมมะงาหราของรัฐมนตรีหลายต่อหลายนาย ประกอบกับความขัดแย้งภายในรัฐบาลและภายในพรรคไทยรักไทย ทำให้ประชาสังคมไทยเริ่มตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อไรเศรษฐกิจไทยจึงจะฟื้นตัว ฤาจะต้องรอคอยความการุณย์ของพระสยามเทวาธิราช หากเศรษฐกิจไทยแขวนอยู่กับพระสยามเทวาธิราชแล้วไซร้ แล้วเราจะมีรัฐบาลไปทำไมกัน มิสมควรที่จะอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรอกหรือ

ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และกำลังเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก โดยที่สถานการณ์ในญี่ปุ่นยังไม่กระเตื้องขึ้น มีผลในการฉุดให้ระบบเศรษฐกิจไทยถดถอยตามไปด้วย เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2544-2545 จะไม่แตกต่างจากปี 2541 มากนัก การฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของระบบทุนนิยมโลกเป็นสำคัญ แต่รัฐบาลทักษิณยังคงเล่นเกมเก่าภายใต้กรอบความคิดเก่า ด้วยการเสนอคำพยากรณ์ภาพเศรษฐกิจที่สดใสเกินกว่าความเป็นจริง โดยที่มิได้เรียนรู้บทเรียนจากรัฐบาลในอดีตว่า การเล่นเกมเช่นนี้มีผลในการทำลายความน่าเชื่อถือในระยะยาวของรัฐบาลเอง

ความล้มเหลวในการกอบกู้เศรษฐกิจไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนคะแนนนิยมที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลทักษิณและพรรคไทยรักไทย แม้ว่าความล้มเหลวบางส่วนมิใช่ความผิดของรัฐบาลก็ตาม แต่การที่รัฐบาลให้คำพยากรณ์เศรษฐกิจที่สดใสเกินจริง โดยที่สภาวการณ์ที่เป็นจริงเลวร้ายกว่าคำพยากรณ์มาก มีผลเท่ากับว่า รัฐบาลได้รับเหมาเอาความล้มเหลวทั้งหมดมาเป็นของตน

ในช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผลงานของรัฐมนตรีในสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคความหวังใหม่และพรรคชาติไทย ไม่อยู่ในระดับน่าพอใจ รัฐมนตรีในสังกัดพรรคไทยรักไทย ส่วนที่มีผลงานอันพอยอมรับได้ล้วนสังกัดกลุ่มการเมืองพื้นฐานของ พ.ต.ท.ทักษิณเอง ส่วนที่สังกัดกลุ่มวังน้ำเย็นและกลุ่มทุนพรรคยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันที่จะอวดอ้างได้ (ดูตารางที่ 1) ในช่วงเวลา 6 เดือนต่อไป หากรัฐบาลทักษิรยังมิอาจผลิตผลงานตามความคาดหวังของประชาชน คะแนนนิยมที่ประชาชนมีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยจะยิ่งเสื่อมทรุดลงไปอีก มิไยต้องกล่าวว่าประชานิยมที่เสื่อมทรามลงเป็นผลอันเกิดจากการกระทำของรัฐบาลเอง ในเมื่อนายกรัฐมนตรีมีทักษะในการสร้างความคาดหวังแก่ประชาชนเกินกว่าศักยภาพที่ทำได้จริง

ความไร้เอกภาพและความไร้สมานฉันท์ อันเป็นอัปลักษณะของรัฐบาลผสม ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในรัฐบาลทักษิณ เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่ออายุรัฐบาลครบ 6 เดือน ความขัดแย้งภายในรัฐบาลมิใช่ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล หากแต่เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคไทยรักไทยนั้นเอง เสียงเรียกร้องให้มีการประเมินผลงานรัฐมนตรีดังกระหึ่ม มิใช่เพื่ออะไรอื่น หากแต่เพื่อเล่นเก้าอี้ดนตรีเวียนกันนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี เสียงโอดครวญจาก ส.ส.ระบบแบ่งเขตที่ต้องทำงาน หนัก เพื่อให้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเสพสุขบนเก้าอี้รัฐมนตรี ก็มิใช่เสียงอะไรอื่น หากแต่เป็นเสียงเรียกร้องขอแบ่งปันส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่ดูดซับจากกระบวนการกำหนดและบริหารนโยบาย

พรรคไทยรักไทยเติบใหญ่เป็นอภิมหาพรรค ด้วยการเติบโตจากภายนอก (External Growth) ทั้งโดยการควบและครอบพรรคและมุ้งการเมืองต่างๆ (Merger and Acquisition) อันเป็นการสนองตอบต่อสิ่งจูงใจที่แฝงเร้นอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 พรรคยักษ์ใหญ่ที่ประกอบด้วยมุ้งการเมืองอันหลากหลายเช่นนี้ จะคาดหวังให้มีเอกภาพสมานฉันท์ และอุดมการณ์ย่อมมิได้

พรรคไทยรักไทยมีขนาดใหญ่พอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดี่ยว แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชาญฉลาดพอที่จะไม่ทำเช่นนั้น เพราะตระหนักดีว่า ฐานการเมืองที่แท้จริงของตนยึดพื้นที่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ตนเองมิอาจสั่งการและควบคุมบางภาคส่วนของพรรคไทยรักไทยได้ การขาดสมานฉันท์และเอกภาพภายในพรรคไทยรักไทยมีผลกระทบต่อรัฐบาลทักษิณโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ทั้งๆ ที่ฐานการเมืองที่แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่กลุ่มการเมืองที่มีภูมิหลังมาจากพรรคพลังธรรมในอดีต แต่น่าประหลาดนักที่ พ.ต.ท.ทักษิณมิได้ถนอมรักและรักษาพลังของกลุ่มตนไว้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมปล่อยให้นายแพทย์เกษม วัฒนชัย หลุดลอยไปโดยเกือบปราศจากเยื่อใย อันมีผลกระทบต่อกระบวนการปฏิรูปการศึกษา พ.ต.ท.ทักษิณเลือกยืนอยู่ข้างกลุ่มวังน้ำเย็นเมื่อเกิดวิวาทะว่าด้วยนโยบายการจัดระเบียบสังคม นายกรัฐมนตรีไม่เพียงแต่ทำลายน้ำใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นแก่นแกนของกลุ่มการเมืองของตนเท่านั้น หากยังมีรายงานข่าวว่า อาจต้อง ลอยแพ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นแก่นแกนสำคัญอีกคนหนึ่งด้วย ประชาสังคมไทยเริ่มตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับสภาวะความเป็นผู้นำของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ในเมื่อสังคมการเมืองไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเดือนตุลาคม 2516 ถูกครอบงำโดยกลุ่มพลังยียาธิปไตย และพรรคไทยรักไทยเลือกเติบโตด้วยการควบและครอบพรรคและมุ้งการเมืองต่างๆ จึงมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่พรรคไทยรักไทยถูกดูดดึงเข้าสู่กระบวนการยียานุวัตรด้วย

แม้กลุ่มยียาธิปไตยจะถูกกีดกันมิให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลทักษิณ และต้องเล่นเกม ซุ่มซ่อนยาวนาน ในเบื้องต้น แต่แล้วกลุ่มยียาธิปไตยกลับประสบความสำเร็จในการรุกคืบไปยึดพื้นที่แห่งอำนาจทีละเล็กทีละน้อย และสามารถดูดซัมส่วนทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง ภาพลักษณ์ที่รัฐบาลทักษิณพยายามสร้างกำลังเลือนหาย ลักษณะ ยียาธิปไตย ของรัฐบาลทักษิณเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น ในไม่ช้า ผู้คนในสังคมไทยจะได้รับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า รัฐบาลทักษิณมิได้แตกต่างจากรัฐบาลอื่นในระบอบยียาธิปไตย อันเป็นระบอบการปกครองของกลุ่มนี้ โดยกลุ่มยี้ และเพื้อกลุ่มยี้

หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องการ คิดใหม่ ทำใหม่ ดังโฆษณา พ.ต.ท.ทักษิณจำเป็นต้องขจัดลักษณะ ยียาธิปไตย ออกไปจากพรรคไทยรักไทย ฉกฉวยจังหวะที่ยังมีคะแนนนิยมจากประชาชนในระดับสูงปฏิรูปพรรคการเมืองของตนเอง ก่อนที่จะทำหน้าที่ปฏิรูปภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมไทยเพียงปฏิบัติการเท่านี้ พ.ต.ท.ทักษิณก็จะได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอีกอักโข สังคมการเมืองไทยจะมิอาจเบี่ยงเบนจากระบอบยียาธิปไตยไปได้ และชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณจะเลือนหายไปจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ต่างจากนายกรัฐมนตรีท่านอื่น หาก พ.ต.ท.ทักษิณเลือกที่จะตกอยู่ในวังวนแห่งอำนาจของกลุ่มพลังยียาธิปไตย

หมายเหตุ

1. บทวิเคราะห์พรรคไทยรักไทย ดู รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ไทยรักไทยในฐานะอภิมหาพรรค ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2544

2. บทวิเคราะห์โครงสร้างรัฐบาลทักษิณ ดู รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ รัฐบาลทักษิณ ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544

3. บทวิเคราะห์ระบอบยียาธิปไตย ดู รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ จากอำมาตยาธิปไตยถึงยียาธิปไตย ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544