รัฐบาลทักษิณกับความรับผิดต่อประชาชน เพียงชั่วระยะเวลา 4 เดือนเศษ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถผลัก ดันนโยบายตามที่เสนอ "ขาย" แก่ประชาชนไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงได้เกือบ ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรักษาพยาบาล 30 บาท โครงการบร รษัท บริหารสินทรัพย์ไทย (TAMC) โครงการพักหนี้เกษตรกร โครงการธนาคาร ประชาชน และโครงการกองทุนหมู่บ้าน แสดงให้เห็น ถึงความรับผิดที่ รัฐบาลนี้มีต่อประชาชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มิได้สร้างกลไกที่บังคับ ให้รัฐบาลต้องรับผิดต่อประชาชน (Accountability Mechanism) ด้วยเหตุดัง นั้น พรรคการเมืองจะโฆษณานโยบายที่เลิศหรูอย่างไรก็ได้ เพียงเพื่อให้ได้ คะแนนเสียงจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือ กตั้ง ครั้นเมื่อยึดกุมอำนาจรัฐได้ อาจ ไม่นำพาที่จะดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้แม้แต่น้อย อันเป็นการ ละเมิดพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ตลาดการเมืองเป็นตลาดปริวรรตสาธารณะ (Public Exchange Market) อันเป็นที่ซึ่งมีการซื้อขายแลกเปลี่ยน "บริการการเมือง" (Political Services) โดยที่ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ซื้อ และนักการเมืองและพรรค การเมืองที่ต้องการยึดกุมอำนาจเป็นผู้เสนอขาย "บร ิการการเมือง" เป็นบริการ ที่ผลิตความสุขให้แก่ประชาชน หากกล่าวให้ถึงที่สุด บริการ ผลิตความสุข ย่อมมาจากนโยบาย ตลาดการเมืองจึงเป็นตลาดนโยบาย (Policy Market) ณ ที่ซึ่งนักการเมืองหรือผู้ผลิตนโยบายเส นอขายนโยบาย เพื่อแลกกับคะแนน เสียงของราษฎร แต่ตลาดการเมืองแตกต่างจากตลาดสินค้าและบริการโดยทั่วไป ในตลาดสินค้าและบริการ เมื่อผู้บริโภคชำระเงิน ผู้บริโภคมีหลักประกันระดับ หนึ่งที่จะได้รับม อบสินค้าหรือบริการที่เสนอซื้อ อย่างน้อยที่สุดประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดความรับผิดทั้งฝ่ายผู้ซื้อและ ฝ่ายผู้ขายโดยชัด เจน แต่ในตลาดการเมือง เมื่อประชาชนชำระค่าบริการความสุขด้วยการ หย่อนบัตรเล ือกตั้ง ประชาชนหามีหลักประกันว่าจะได้รับบริการความสุขเป็นผล ต่างตอบแทน ทั้งนี้ เนื่องจากมีสภาวะความไม่แน่นอนที่นักการเมืองและ พรรคการเมืองที่เลือกอาจพ่ายแพ้การเลือกตั้ง หรือหากชนะการเลือกตั้ง อาจมิไ ด้ ร่วมจัดตั้งรัฐบาล หรือหากได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล อาจมิได้ดำเนินนโยบายตาม ที่หาเสียงไว้ ตลาดการเมืองเป็นตลาดปริวรรตสาธารณะ สัญญาการซื้อขายบริการ การเมือง (บริการความสุข) ระหว่างนักการเมืองและพร รคการเมือง ฝ่ายหนึ่งกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกฝ่ายหนึ่ง มิใช่สัญญาโดยชัดแจ้ง (Explicit Contract) หากแต่เป็นสัญญาโดยนัย (Implicit Contract) ใน ประการสำคัญ มิใช่สัญญาที่มีลายลักษณ์ อักษร นอกจากมิใช่สัญญา โดย ชัดแจ้งแล้ว ยังเป็นสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ (Incomplete Contract) อีก ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากมิได้กำหนดสิทธิของผู้ซื้อ สิทธิของผู้ขาย และ บทลง โทษในกรณีที่มีการละเมิดส ัญญา ด้วยเหตุดังนี้ นักการเมืองและพรรคการเมืองสามารถโฆษณานโยบาย เพื่อหาเสียงอย่างไม่มีความรับผิดชอบได้ หากรัฐธรรมนูญมิได้สร้างกลไก ความรับผิดที่ทรงประสิทธิผล (Effective Accountability Mechanism ) เมื่อ ยึดกุมอำนาจการบริหารแล้ว อาจละเลยนโยบายที่ใช้หาเสียง โดยมิต้องถูก ลงโทษในฐานที่ "เบี้ยว" สัญญา ประชาราษฎร์ไทยยังจดจำประพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ในการ "เบี้ยว" สัญญาได้ดี ในการรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้งเดือนกันยายน 2535 พรรค ประชาธิปัตย์โฆษณานโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เฉพาะ "...จังหวัดอันเป็นเมืองหลักที่มีความพร้อมและเหมาะสมในทุกภาคของ ประเทศ (เช่น เชียงใหม่ นครราชส ีมา ขอนแก่น ภูเก็ต และชลบุรี)..." ครั้นเมื่อได้รับ เลือกตั้งแล้ว กลับละทิ้งนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ในการ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2535 ข้อที่น่าสังเกต ก็คือ พรร คร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม และ พรรค ความหวังใหม่ ล้วนชูนโยบายดังกล่าวนี้ในการหาเสียง ในขณะที่ผู้นำพรรค เอกภาพก็กล่าวต่อสาธารณชนหลายกรรมหลายวาระสนับสนุน การ เลือกตั้ งผู้ว่าราชการจังหวัด มีแต่พรรคกิจสังคมที่มิได้มีจุดยืนในเรื่องนี้ อย่างชัดเจน การตระบัดสัตย์ของรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ในปี 2535 สร้างความไม่ สบายใจแก่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่มีมโนธรรมสำนึกจำนว นมาก เพราะ แสดงให้เห็นถึงการขาดความรับผิดต่อประชาชน การ "เบี้ยว" สัญญาของพรรค การเมืองในอดีต ก่อให้เกิดการคาดการณ์ว่า พรรคไทยรักไทย ซึ่งโฆษณาหา เสียงในการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544 ด้วยนโยบายที่มีลักษณะประชา นิยม (Populism) อาจเตรียมการตระบัดสัตย์ดังเช่นพรรค การเมืองในอดีต แต่แล้วการณ์กลับปรากฏว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทย สามารถรักษาพัน ธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในระดับหนึ่งได้ ข้อวิพากษ์สำคัญที่มีต่อนโยบายของรัฐบาลทักษิณมีอยู่อย่างน้อย 3 ประการ กล่าวคือ ประการแรก รายละเอียดของการดำเนินนโยบายต่างๆ แตกต่าง จากแนวนโยบายที่ใช้โฆษณาหาเสียง ข้อวิพากษ์นี้แม้จ ะสมเหตุสมผล แต่มิได้ เห็นใจรัฐบาลในข้อที่มีข้อจำกัดเชิงสถาบัน (Institutional Constraints) องค์ กรที่ต้องรับผิดชอบในการดำเนินนโยบายแต่ละนโยบายย่อมมีข้อจำกัดเชิง สถาบัน เมื่อนำนโยบายมาดำเนินการ ย่อมต ้องมีการปรับนโยบายเพื่อ ให้ เป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ เหล่านั้น ประการที่สอง แนวนโยบายของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยสร้างภาระทาง การคลังอย่างใหญ่หลวง รัฐบาลจะกลายเป็น "จ้าวบุญทุ่ม" ที่ยึดโยงนโยบ าย งบประมาณขาดดุล และนำสยามรัฐนาวาไปสู่ รัฐสวัสดิการ (Welfare State) หากรัฐบาลทักษิณจะขยายฐานรายได้ได้อย่างไร ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มี แต่ทรงกับทรุด ประการที่สาม การดำเนินนโยบายของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็น การ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ รัฐอาจต้องสูญเสียทรัพยากรทางการเงิน โดยมิได้ก่อ ให้เกิดประโยชน์โภคผลใดๆ ไม่ว่าในกรณีโครงการพักหนี้เกษตรกร กองทุน หมู่บ้าน และธนาคารประชาชน การเสนอขายนโยบา ยที่มีลักษณะประชานิยมของพรรคไทยรักไทยมิใช่ เรื่องใหม่ พรรคกิจสังคมนำร่องมาก่อนแล้วด้วยนโยบายการผันเงิน สู่ชน บทในปี 2518 ข้อที่น่าสังเกตก็คือ นายปรีดา พัฒนถาบุตร ซึ่งมีส่วนสำคัญ ในการผลักดันนโยบ ายเงินผันของพรรคกิจสังคมในปี 2518 เป็นผู้ที่มีอิทธิ พลในฐานะที่ปรึกษาการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การดำเนินนโยบาย ลักษณะดังกล่าวนี้สอดคล้องกับอรรถาธิบายของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ว่าด้วย ประชาธิปไตย ใ นหนังสือเรื่อง An Economic Theory of Democracy (1957) ศาสตราจารย์แอนโธนี่ ดาวส์ (Anthony Downs) เสนอ อรรถาธิบายว่า พรรคการเมืองและรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยดำเนิน นโยบายเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเ สียงสูงสุดจากการเลือกตั้ง (Vote Gains Maximization) โดยที่นโยบายดังกล่าวอาจมิได้ก่อให้เกิดสวัสดิการสูงสุดแก่ สังคม (Social Welfare Maximization) ด้วยการเสนอขายนโยบายที่มีลักษณะประชานิยม พรรคไทยรักไทยก่อ ให้เกิดนวัตกรรมด้านนโยบายหาน้อยไม่ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคการ เมืองที่ยังยืนหยัดบนเวทีการเมือง โดยมิได้ถูกพรรคไทยรักไทยดูดกลืนไปเสีย ก่อน จำเป็นต้องค้นคิดนวัตกรรมด้านนโยบาย เพื่อแย่งชิงคะแนนเสียงจาก ประชาชน การแข่งขันกันสร้างนวัตกรรมด้านนโยบาย เป็นผลดีต่อสุข ภาพของตลาดการเมือง แต่การแข่งขันดังกล่าวนี้อาจ บรรเทาเบาบางลง หากกระบวนการครบและครอบพรรค (Merger and Acqu isition) สร้าง อำนาจผูกขาดในตลาดการเมือง รัฐบาลทักษิณแสดงประพฤติกรรมให้เป็นแบบอย่างแก่พรรค การ เมืองอื่นๆ ด้วยการรักษาพันธสัญญาในการดำเนินนโยบายที่ใช้หาเสียง ประพฤติกรรมดังกล่าวนี้เกื้อกูล ในการแปรเปลี่ยนตลาดการเมืองไป สู่ ตลาดในอุดมคติ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงกับนโยบาย (ดูแผนภาพที่ 1) ในอดีตที่เป็นมา เมื่อประชาชนมิได้รับบริการการเมือง (บริการความสุข) ตามสัญญาของนักการเมืองและพรรคการเมือง ประชาชน หันไปแลกคะแนนเสียงกับเงิน (ดูแผนภาพที่ 2) เพราะเงินเป็นพาหะที่นำมา ซึ่งความสุขได้ ต่างจากคำสัญญาในการดำเนินนโยบาย ซึ่งมีลักษณะลมๆ แล้งๆ